ทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งรีบเข้ามารายงานว่าจู่ๆ อาสื่อน่าก็บุกเข้ามาในลานด้านตะวันออกทางนี้จะขอพบองค์หญิงฝูหนิง หยวนจื๋อที่รับตำแหน่งผู้นำขบวนส่งเจ้าสาวออกหน้าไปห้ามปราม เวลานี้กำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้จบลงด้วยดี
“ข้าจะพบภรรยาของข้า ต้องขออนุญาตจากขันทีอย่างพวกเจ้าด้วยหรือ”
เฉิงผิงดูเหมือนดื่มสุรามา ท่าทางการเดินดูเท้าลอยเล็กน้อย ตลอดทางพยายามดึงดันจะเข้าไปข้างในแต่ถูกหยวนจื๋อขวางไว้ จึงหยุดอยู่ตรงเชิงบันไดระเบียง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือการประชดประชัน
หยวนจื๋อทำความเคารพแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “องค์ชายเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะกล้าล่วงเกินท่านเช่นนั้นได้อย่างไร เพียงแต่เวลานี้ดึกแล้ว องค์หญิงน่าจะเข้าบรรทมไปแล้ว องค์ชายบุกเข้ามาเช่นนี้องค์หญิงอาจทรงตื่นตระหนกตกใจ อีกอย่างยังไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ บุ่มบ่ามเข้าไปในห้องบรรทมกลางดึกเกรงว่าจะไม่เหมาะสม หากองค์ชายมีเรื่องอันใดก็ให้ข้าเป็นผู้นำไปแจ้งเถิด”
เวลานี้ขุนนางกรมพิธีการหลายคนที่อยู่ในขบวนส่งเจ้าสาวและนอนอยู่ในเรือนติดกันก็ตื่นตระหนกตกใจพากันรีบร้อนออกมา พวกเขาย่อมไม่รู้เรื่องภายใน เพียงยกธรรมเนียมประเพณีของราชสำนักมาโน้มน้าวองค์ชายให้กลับไป มีเรื่องอะไรค่อยพูดคุยกันพรุ่งนี้
เฉิงผิงมีสีหน้าไม่พอใจและหมดความอดทน ใช้หัวไหล่กระแทกไปทีหนึ่ง ขุนนางกรมพิธีการหลายคนที่ขวางอยู่ข้างหน้าเขาก็ถูกกระแทกออกไปทันที เขากำลังจะเดินขึ้นไปที่ระเบียง หยวนจื๋อจึงสั่งให้ทหารรักษาพระองค์หยุดเขาไว้
“ไสหัวไปให้หมด! ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!” เฉิงผิงตวาดเสียงเฉียบขาด
“องค์ชายโปรดระงับโทสะ ที่ทำเช่นนี้ก็ด้วยเป็นธรรมเนียมประเพณี หากองค์ชายมีเรื่องใด เหตุใดไม่บอกให้ข้าทราบ ให้ข้าช่วยแจ้งเรื่องให้ก่อนแล้วดูเจตนาขององค์หญิง หากทรงยินดีจะพบท่าน ข้าย่อมไม่กล้าขัดขวาง”
น้ำเสียงของหยวนจื๋อยังคงเคารพนบนอบ แต่เห็นชัดว่าไม่มีเจตนาจะอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย
เฉิงผิงคล้ายไม่ได้ยิน ยังคงเดินไปข้างหน้า กลับถูกเหล่าทหารรักษาพระองค์ใช้ฝักดาบขวางไว้ เขาเหมือนถูกยั่วโทสะแล้ว ในดวงตาที่เมามายมีประกายดุดันปรากฏขึ้นจางๆ มือกดลงบนฝักดาบที่เอว สองฝ่ายต่างคุมเชิงกัน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก
จู่ๆ องค์ชายอาสื่อน่าก็ดึงดันบุกเข้ามาเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดปกติอย่างยิ่ง หยวนจื๋อกำลังใคร่ครวญว่าจะทำให้อีกฝ่ายสงบลงก่อนแล้วเข้าไปข้างในขอคำชี้แนะจากองค์หญิงว่าควรทำเช่นไร ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงใสกังวานดังขึ้น
“หลบไปให้หมด!”
เสียงขององค์หญิงฝูหนิงดังมาจากด้านหลังหน้าต่างในห้องบรรทม
ใบหน้าบึ้งตึงของเฉิงผิงค่อยๆ ผ่อนคลายลง นิ้วมือก็ขยับออกจากดาบที่เอวช้าๆ
“ข้ามีเรื่องจะพูด องค์หญิงโปรดอนุญาตให้เข้าพบ” เขาหันไปทางหน้าต่างบานนั้นแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
หลังจากเงียบงันไปชั่วขณะก็มีเสียงเครื่องประดับกระทบกันดังติงตัง หลูเหวินจวินเดินออกมาจากด้านหลังประตูแล้วกล่าวกับหยวนจื๋อ
“พวกเจ้าออกไปให้หมดเถิด”
หยวนจื๋อรู้ว่านี่น่าจะเป็นเจตนาขององค์หญิงโซ่วชาง เขาลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะพาคนล่าถอยออกไปจากลานเรือนช้าๆ ส่วนตนเองเฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่
“หาข้าด้วยเรื่องอันใด” หลูเหวินจวินเอ่ยถาม
พระจันทร์ในฤดูหนาวเคลื่อนขึ้นไปถึงกลางฟ้าเหนือหลังคาเรือน แสงสลัวรางสาดส่องจากกระเบื้องชายคาลงมาบนระเบียงทางเดิน
เฉิงผิงยืนอยู่ตรงเชิงบันไดด้านล่าง มองเงาร่างบอบบางหรุบหรู่ที่อยู่ตรงหน้า
“เจ้ากลับไปเถิด ไม่ต้องแต่งให้ข้าแล้ว”
ขณะที่หลูเหวินจวินเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทั้งร่างก็พลันได้ยินเขาเอ่ยปากพูดเช่นนี้
“ไปเดี๋ยวนี้เลย อย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรู้”
เขากล่าวจบก็หมุนตัวจะเดินจากไป
หลูเหวินจวินได้สติ ไล่ตามไปหลายก้าวด้วยสัญชาตญาณแล้วหยุดกะทันหันอยู่บนบันไดระเบียง
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เขากำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่กันแน่ ในใจของนางทางหนึ่งหนาวยะเยือก ทางหนึ่งครุ่นคิดด้วยความโกรธแค้น