บุรุษผู้นั้นขานรับแล้วค่อยๆ หยุดลงที่กลางลานเรือนก่อนจะหันหน้ากลับมา ยามนี้เขามีท่าทีไม่แยแสต่อสิ่งใดเช่นแต่ก่อนซึ่งเคยทำให้นางจิตใจหวั่นไหว แต่ตอนนี้คิดขึ้นมาแล้วกลับทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างที่สุด
เพียงได้ยินเขากล่าวเสียงราบเรียบ “ข้าเคยบอกกับเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว ข้าไม่ใช่คนดี น้อยครั้งที่จะแสดงน้ำใจสักครั้ง ฉวยโอกาสที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจ เจ้าทำตามที่ข้าบอกแล้วกัน จะไม่เป็นภัยต่อเจ้า กลับไปแล้วก็เป็นองค์หญิงของเจ้าให้ดีเถิด คราวหน้าถ้าต้องเลือกบุรุษอีก จำไว้ว่าเช็ดตาให้สว่างหน่อย”
สุดท้ายเฉิงผิงก็กล่าวเช่นนี้ออกมาแล้วสาวเท้าจากไปอีกครั้ง
เขาบุกเข้ามาที่นี่ตอนกลางดึก ถึงกับเพื่อเรื่องเช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่หลูเหวินจวินไม่เคยพบเจอมาก่อน นางรู้สึกสับสนชั่วขณะ สมองว่างเปล่า ไม่รู้ว่าถัดจากนี้ตนควรจะโต้ตอบอย่างไร
ขณะยืนนิ่ง ประตูที่อยู่ด้านหลังก็เปิดออก เยี่ยซวี่อวี่เดินออกมา
“หยุดก่อน” เยี่ยซวี่อวี่เอ่ยยับยั้ง จากนั้นก็เดินมาอยู่ข้างกายหลูเหวินจวิน สั่งการเสียงต่ำให้นางเข้าไปในห้อง
เฉิงผิงเดินไปถึงหลังประตูลานเรือนแล้ว พอได้ยินเสียงนางเงาร่างพลันหยุดชะงัก ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่แล้วจึงหันหน้ามา
“ท่านก็อยู่ด้วยหรือ”
เขามององค์หญิงโซ่วชางที่เดินลงบันไดระเบียงมายืนอยู่ใต้แสงจันทร์ ยิ้มออกมาพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง” เขากล่าวเหมือนพูดกับตนเอง “เผยเอ้อร์หลอกข้าจริงๆ เขาวางกับดักข้า…”
แววตาของเขาสั่นไหวภายใต้แสงจันทร์ สีหน้าหลากหลายพลันผสมผเสกันอยู่ในส่วนลึกของดวงตา คล้ายสับสนงงงวย คล้ายโกรธแค้น ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ระบายลมหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง เหมือนทุกอย่างละลายไปกับความโล่งใจดุจยกภูเขาออกจากอกด้วยความคิดที่ว่า ‘เป็นเช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว’
ก่อนจะกำหนดแผนการในครั้งนี้เยี่ยซวี่อวี่ได้อนุมานถึงเหตุไม่คาดคิดต่างๆ รวมถึงหลังจากเปลี่ยนตัวคนว่าอาจถูกเฉิงผิงจับได้ แต่ละสถานการณ์ได้กำหนดแผนรับมือที่เหมาะสมไว้แล้ว แต่เรื่องเช่นในคืนนี้กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เฉิงผิงพูดจบและเดินออกไป เยี่ยซวี่อวี่ที่อยู่ในห้องก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
นางจะต้องรู้ให้แน่ชัดถึงสาเหตุที่เฉิงผิงทำเช่นนี้ หาไม่คงต้องละทิ้งแผนการทั้งหมด ยอมกลับไปมือเปล่า ดีกว่าปล่อยให้เผยเซียวหยวนเสี่ยงภัยไปเจอหลี่เหยียนโดยไม่รู้ว่ามีหลุมพรางแบบใดรออยู่
ครั้งนี้จับตัวหลี่เหยียนไม่ได้ไม่เป็นไร ยังมีครั้งหน้าหรือครั้งต่อๆ ไป เปรียบกับความปลอดภัยของเผยเซียวหยวนแล้ว หลี่เหยียนสิบคนก็ไม่สำคัญเพียงนั้น
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เยี่ยซวี่อวี่มองจ้องเขาเขม็งแล้วเอ่ยถาม
เฉิงผิงหันกายมา มองประสานสายตานางอยู่ครู่หนึ่งแล้วย้อนถาม “เผยเอ้อร์หลอกข้าจริงหรือ เขาไม่ได้ต้องการจะไปรับใช้หลี่เหยียน แต่ใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อหลี่เหยียนออกมาโดยผ่านข้า”
“ไม่ใช่ท่านเป็นฝ่ายหลอกเขาก่อนหรือ” เยี่ยซวี่อวี่ย้อนถามเสียงเย็น “ท่านสังหารคังอ๋อง ตอนนั้นแม้จะอาศัยเหวินจวินและใช้ความขัดแย้งระหว่างองค์รัชทายาทกับคังอ๋องหลบเลี่ยงไปได้ แต่เสด็จพ่อของข้าไม่ใช่คนที่จะหลอกง่ายเพียงนั้น ยังคงสงสัยและเรียกราชบุตรเขยมาซักถาม เพื่อจะปกป้องท่าน เขาจึงยอมรับผิดต่อเสด็จพ่อของข้า บอกว่าเขาเป็นคนสังหาร
ตอนเขากล่าวคำพูดประโยคนั้นออกมาไม่ได้คิดถึงข้า ไม่ได้คิดถึงอนาคตของตนเอง เพียงต้องการปกป้องท่านก่อน เขาปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้นับว่ามีคุณธรรมน้ำมิตรกระมัง แล้วท่านเล่าปฏิบัติต่อเขาเช่นไร ตอนเจอพวกท่านครั้งแรกที่จวนผู้ว่าการในกานเหลียงเมื่อต้นปี ความประทับใจที่ข้ามีต่อพวกท่านสองคนคือเป็นสหายสนิทที่จริงใจต่อกัน เขาไม่ได้ทำผิดอะไรต่อท่าน เป็นท่านที่ทรยศเขาก่อน หรือจะบอกว่าตั้งแต่แรกเริ่มก็มีจุดประสงค์ที่ไม่อาจบอกใครได้ไปคบหาเป็นสหายกับเขา ใช่หรือไม่”
แสงจันทร์ส่องใบหน้าซีดขาวของเฉิงผิง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงต่ำ “เขารู้ได้อย่างไรว่าข้ากับหลี่เหยียนติดต่อกัน”
“เรื่องนี้ยากมากหรือ เจตจำนงในการสังหารคังอ๋องของท่านดูมีเลศนัยเกินไป ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือราชสำนักเกิดความวุ่นวายจนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ชั่วเวลาไม่กี่วันองค์รัชทายาทและคังอ๋องต่างจากไป แทบจะเอาชีวิตเสด็จพ่อของข้าไปครึ่งชีวิต ใครคือคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อลองสอบถามถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนในวัยเด็กของท่านตอนอยู่ฉางอันกับหลี่เหยียนก็เชื่อมโยงได้ไม่ยาก เพียงแต่ราชบุตรเขยเห็นความสำคัญของคุณธรรมน้ำมิตรเกินไป เชื่อมั่นในตัวท่านเกินไป ตอนข้าเตือนเขา คราแรกเขายังไม่กล้าเชื่อ ท่านอายุน้อยกว่าเขา คิดว่าในสายตาเขาอย่างมากท่านก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มชาวหูที่ดื้อรั้น ท่าทางดุดันไร้เหตุผล ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดของสังคม แม้จะทำความผิดบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ใช่คนชั่วร้ายอย่างแท้จริง เขาไม่ได้นึกถึงท่านไปในทางนั้นด้วยซ้ำ!”
“เมื่อก่อนเป็นข้าที่ดูเบาท่านเกินไป…”
เฉิงผิงมองเยี่ยซวี่อวี่ สายตาดูเลื่อนลอยเหมือนคนละเมอ ปากก็พึมพำออกมา ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงัก ดวงตาเปลี่ยนเป็นใสกระจ่างขึ้น เมื่อเอ่ยปากอีกครั้งน้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นยิ้มหยันเยาะเย้ยตนเอง