“แม้แต่พี่น้องร่วมชนเผ่ายังต่อสู้ทำศึกกัน นับประสาอะไรกับข้าที่เป็นชนต่างเผ่า เป็นเช่นนี้ก็ดี ให้เขาเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของข้า ข้าต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์ป่า ต่อไปก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับข้าเสีย ข้าจะทำอะไรก็สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องพะว้าพะวังอะไร ทว่าครั้งนี้องค์หญิงวางใจได้ ทางหลี่เหยียนข้าจะไม่แพร่งพรายแม้ครึ่งคำ ส่วนท้ายที่สุดแล้วจะจับตัวได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเขาแล้ว”
เขามองประตูที่อยู่ข้างหลังเยี่ยซวี่อวี่บานนั้นอีกแวบหนึ่ง เมื่อครู่ก่อนหลูเหวินจวินเพิ่งเดินเข้าไป
“คำพูดเมื่อครู่ที่ข้าพูดกับเหวินจวิน ท่านก็ไม่จำเป็นต้องสงสัย ที่ขอแต่งงานกับนางเดิมก็เพื่อจะใช้นางเป็นตัวประกัน หลี่เหยียนจะได้วางใจ ข้าไม่คิดจะพาสตรีที่นอกจากร้องไห้แล้วก็ทำอะไรไม่เป็นเช่นนี้กลับไปด้วย เป็นการหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว พวกท่านส่งนางกลับไปเถิด มาถึงที่นี่ก็พอแล้ว ถัดจากนี้ไม่ต้องใช้นางแล้ว หลี่เหยียนทางนั้นข้าจะจัดการเอง”
เขากล่าวจบก็หันหลังกลับเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน!” เยี่ยซวี่อวี่เอ่ยปากรั้งอีกครั้ง “เพราะเหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ ท่านไปรู้อะไรมา เหตุใดข้าต้องเชื่อท่าน”
นางจ้องมองใบหน้าภายใต้แสงจันทร์ของเฉิงผิงที่ดูเหมือนคุ้นเคยและก็ดูเหมือนแปลกหน้าดวงนั้นพลางถามติดต่อกันสามคำถาม
เฉิงผิงมองนางแวบหนึ่ง “องค์หญิงยังไม่ยอมปล่อยข้าไปอีกหรือ ไม่กลัวข้าจะถือโอกาสจับท่านเป็นตัวประกันด้วยหรืออย่างไร หรือท่านไม่รู้ว่ายามนี้ตัวท่านมีค่ามากกว่าใครทั้งสิ้น!”
“ตัวประกันก็เป็นเพียงการแลกเปลี่ยน ท่านต้องการอะไร ข้าล้วนมอบให้ได้ ส่วนชีวิตนั้นหากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับข้า ท่านก็อย่าหวังว่าจะจากไปอย่างมีชีวิต” เยี่ยซวี่อวี่ยืนนิ่งไม่ขยับ “บอกข้า ท่านคาดเดาได้อย่างไรว่านี่เป็นหลุมพราง”
เฉิงผิงกับนางมองจ้องกันอยู่ครู่หนึ่ง
“องค์หญิง ข้ายอมรับ เมื่อก่อนข้าดูเบาท่าน คราวนี้ท่านได้รู้ถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าแล้ว ทำให้ข้าไม่มีที่จะหลบซ่อนตัวต่อหน้าเผยเอ้อร์ ท่านใช้โอกาสที่เผยเอ้อร์รับผิดแทนข้าทำให้ฮ่องเต้พิโรธ สร้างสถานการณ์กึ่งจริงกึ่งเท็จให้เขาไม่มีทางออก ท้อแท้หมดกำลังใจ ใช้ประโยชน์จากความปรารถนาของหลี่เหยียนที่ต้องการจะชักชวนเผยเอ้อร์มาเป็นพวก และใช้ประโยชน์จากความเห็นแก่ตัวของข้า ผลักดันให้ข้าเป็นคนร้อยด้ายเข้าเข็ม* ขจัดความระแวงสงสัยของหลี่เหยียน ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงนี้ท่านได้เปลี่ยนเรื่องเลวร้ายที่คาดคิดไม่ถึงซึ่งเดิมตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสที่ดีในการจับตัวหลี่เหยียน ท่านเฉลียวฉลาดมากจริงๆ แต่แม้ท่านจะคิดคำนวณมาดีเพียงใดก็ยังพลาดไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือความเข้าใจที่ข้ามีต่อเผยเอ้อร์
ข้ากับเขารู้จักกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหนุ่มในกองทัพ สังหารข้าศึกด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ดื่มสุรากระบวยเดียวกัน ห่อตัวด้วยหนังหมาป่าผืนเดียวกันท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง อาศัยความอบอุ่นจากกันและกันผ่านราตรีกาล เขาเป็นคนองอาจห้าวหาญเปี่ยมพลังวังชาที่สุด จิตใจแข็งแกร่งตรงไปตรงมาที่สุด ไม่กลัวเทพไม่กลัวผี ขวัญกล้าไร้ความหวาดกลัวที่สุด แต่ก็เป็นคนอบอุ่นดีงามบริสุทธิ์ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ข้าเคยพบมา
เฉินเซ่ามาหาข้าและบอกว่าเขารู้แล้วว่าฮ่องเต้คือตัวการผู้กระทำความผิดในการศึกที่เป่ยยวนปีนั้น ในใจเกิดความแค้นและต้องการแก้แค้น แต่ก็ไม่อยากให้สกุลเผยต้องแบกรับการได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรยศ จึงยินดีจะสนับสนุนหลี่เหยียน เหตุผลนี้ไม่สมเหตุสมผลเพียงพอหรือ กล่าวสำหรับคนในใต้หล้าแล้วนี่ยิ่งกว่าเพียงพอ ยิ่งกว่าสมเหตุสมผล แต่กับเผยเอ้อร์แล้วข้าอดสงสัยไม่ได้