บทที่ 123
ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกคนเปิดออก หลูเหวินจวินสาวเท้าเร็วๆ ไล่ตามมาถึงด้านหลังเฉิงผิง
เงาด้านหลังเฉิงผิงลังเลอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดเขายังคงหยุดฝีเท้าลง หมุนตัวมาประจันหน้ากับหลูเหวินจวินแล้วส่งเสียง ‘อ้อ’ ด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“จริงสิ ยังมีเจ้า ดูเหมือนข้าก็ติดค้างเจ้าไม่น้อย…”
เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ ใบหน้าก็ถูกหลูเหวินจวินตบไปฉาดหนึ่ง เกิดเสียง ‘เพียะ’ ดังกังวาน
จากนั้นก็มีเสียง ‘เพียะๆ’ ดังติดกันหลายครั้ง นางตบหน้าเขาติดกันไม่หยุด กระทั่งฝ่ามือปวดแสบปวดร้อนจนตบไม่ไหวแล้ว
“เจ้าคนชั่วร้าย! เจ้าจะหนีไปเช่นนี้ คิดจะทรยศต่อราชสำนักอย่างถึงที่สุด กลับไปเป็นศัตรูกับราชสำนัก วันหน้าระดมกำลังทหารมาแก้แค้นหรือ!”
เฉิงผิงยืนนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้เด็กสาวที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิงเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานตบตีตน กระทั่งตอนนี้จึงได้มองสบตานาง
“เหวินจวิน หากเจ้ามิใช่สตรีสูงศักดิ์ของราชสำนักแต่เกิดในดินแดนอื่น ชนเผ่าของเจ้าต้องใช้ชีวิตด้วยการถวายบรรณาการและเรียกตนเป็นขุนนางของราชสำนัก ชะตากรรมของเจ้าขึ้นอยู่กับความชอบความโกรธของผู้อื่น ฮ่องเต้เห็นว่าเพื่อนบ้านที่มีความแค้นกับเจ้าสามารถรับใช้เขาได้ดีกว่า เขาจึงทอดทิ้งเจ้าโดยไม่ลังเล ถอดหมวกบนศีรษะของเจ้าออก เปลี่ยนไปมอบให้ศัตรูของเจ้า ยังสั่งให้เจ้าไปคุกเข่าจูบปลายรองเท้าของศัตรู และไม่อนุญาตให้แก้แค้นอีก เพื่อให้เจ้ายอมเชื่อฟังแต่โดยดียังเอาตัวบุตรชายของเจ้าไปเป็นตัวประกันที่ฉางอัน ต้องใช้ชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าสุนัข เพราะเหตุใดน่ะหรือ ก็เพราะพวกเราเคยรบสู้เขาไม่ได้!
ข้าไม่เชื่อว่าบิดาของข้าจะไม่เคยคิดต่อต้านและไม่เคยมีคำพูดคับแค้นใจใดๆ เขาเพียงไม่กล้าเสี่ยงเท่านั้น แต่ข้าไม่อยากใช้ชีวิตที่เอาชะตากรรมไปฝากไว้กับความเมตตากรุณาของผู้อื่นอีก!”
เขาพูดพลางมองข้ามผ่านเด็กสาวตรงหน้าไปหยุดที่ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ซึ่งอยู่ด้านหลัง
“องค์หญิง เดิมข้าเฝ้าหวังมาโดยตลอดว่าเผยเอ้อร์จะสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ถ้าเป็นเขา ข้าคิดว่าข้ายินดีเป็นเช่นอ๋องแห่งป๋อไห่ เข้ารับการศึกษาอบรม เผยแพร่ธรรมเนียมประเพณีของชาวจงหยวน เพราะอย่างน้อยตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะไม่ต้องอดทนต่อความอัปยศอดสูที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และไม่รู้ว่าจะหล่นลงมาบนศีรษะเมื่อไรอีก เขาเป็นคนเดียวที่ข้าสามารถเชื่อได้ แน่นอนว่าความปรารถนานี้คว้าน้ำเหลวแล้ว แต่ต่อมาภายหลังข้าค่อยๆ ตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ข้าหามาให้ตนเองเท่านั้น ตั้งแต่แรกข้าก็รู้แล้วว่าเขาไม่สามารถทำได้ ข้าต้องการแก้แค้น ก็แค่เหตุผลเรียบง่ายเท่านี้…”
“ข้าจะสังหารเจ้าเสีย…”
หลูเหวินจวินดึงปิ่นหงส์ยาวอันหนึ่งออกมาจากบนศีรษะแล้วปักไปที่ลำคอของเฉิงผิง
เฉิงผิงไม่ได้หลบหลีก ยืนมองปิ่นปักลงมาโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี
มือของหลูเหวินจวินสั่นเทาเล็กน้อย หลับตาปักไปส่งๆ
‘ปึก’ เกิดเสียงหนักทึบดังขึ้น
นางลืมตาขึ้นมาช้าๆ เห็นปิ่นแทงลึกเข้าไปในไหล่ของเฉิงผิง โลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมา ทั้งร่างยิ่งสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น
เฉิงผิงยกแขนอีกข้างขึ้น จับปลายปิ่นหงส์ที่เหลืออยู่นอกร่างกายตนแล้วดึงออกมา เช็ดคราบเลือดกับเสื้อผ้าของตนสองสามครั้งจนสะอาดแล้วยื่นคืนให้นาง
“ขอบคุณที่ไม่สังหาร” เขามองนางพลางกล่าวเสียงเบา
หลูเหวินจวินยืนนิ่งไม่ขยับ
เฉิงผิงยกแขนขึ้นปักปิ่นกลับไปบนศีรษะเด็กสาว จากนั้นก็หันไปทางเยี่ยซวี่อวี่ที่ยืนห่างออกไปหลายก้าว คุกเข่าลงตรงหน้านางอย่างเป็นทางการ หลังจากโขกศีรษะแล้วก็ลุกขึ้นมา ดึงชุดคลุมยาวตัวนอกออกแล้วโยนลงกับพื้น เหลือเพียงเสื้อตัวใน จากนั้นก็เปิดประตูลาน สาวเท้ายาวๆ ออกไป
เยี่ยซวี่อวี่ยังคงปล่อยเฉิงผิงเดินออกไป
ซือตัวเห็นว่านานแล้วผู้เป็นนายยังไม่ออกมาก็พาคนบุกเข้ามาทางนี้ แต่ถูกทหารรักษาพระองค์จำนวนมากขวางให้อยู่ข้างนอก สองฝ่ายอยู่ในสถานการณ์พร้อมจะชักดาบเข้าห้ำหั่นกัน
ฝ่ายตรงข้ามแม้จะมีเพียงไม่กี่สิบคน จำนวนคนแตกต่างกันมาก ทว่าแต่ละคนล้วนเหี้ยมหาญไม่กลัวตาย หากปะทะกันขึ้นมาย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายมิใช่น้อย
เยี่ยซวี่อวี่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะให้ข่าวรั่วไหลออกไป เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของเผยเซียวหยวน
นางรั้งตัวหลูเหวินจวินที่เอามือปิดหน้าสะอื้นไห้เบาๆ เข้ามาในอ้อมแขน
นอกลานเรือนเสียงรองเท้าหุ้มแข้งกระทบพื้นและเสียงดาบกระบี่กระทบกันดังผสมปนเปเงียบลงแล้ว ราตรีกลับคืนสู่ความสงบในที่สุด