เผยเซียวหยวนเดินทางไปตามทางหลวง ยิ่งเดินทางระยะทางก็ยิ่งไกลขึ้นทุกที
เขาหนึ่งคนหนึ่งม้า บางครั้งก็ขี่ม้า บางครั้งก็จูงเดิน ผ่านป่าโบราณมืดทะมึนผืนใหญ่ อ้อมผ่านหนองน้ำที่ปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้แห้งและหญ้าเน่าเปื่อยราวกับหลับใหลมานับหมื่นปี มาถึงที่ราบรกร้างที่ก่อตัวขึ้นจากเนินเขาและภูเขาเตี้ยเชื่อมต่อกัน ในที่สุดช่วงปลายยามอิ๋นฟ้าเริ่มสางเขาก็มาถึงที่ราบสูงอิงโฉว
บนจุดสูงสุดของที่ราบสูงบนภูเขา นกธรรมดาๆ ทั่วไปไม่ค่อยได้พบเห็นแล้ว บนท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสว่างรำไรในฤดูหนาว นอกจากห่านป่าที่อพยพกลับทางใต้ก็ยังมีสัตว์ปีกที่ดุร้ายไม่กี่ตัว ไม่รู้ว่าเป็นอินทรีหรือเหยี่ยว บินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ด้านหลังเหนือศีรษะเขา
ที่ใดสักแห่งในใจกลางภูเขาเก่าแก่เบื้องหน้าลูกนี้คือสถานที่ที่หลี่เหยียนจะพบกับเขา ในหินแตกร้าวก้อนหนึ่งที่เชิงเขามีต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง ไม่รู้ถูกฟ้าผ่าและแผดเผาตั้งแต่เมื่อไร บัดนี้เหลืออยู่เพียงครึ่งต้น ครึ่งหนึ่งถูกเผาจนดำ อีกครึ่งมีใบเขียวขจีเป็นมัน จึงหาพบได้ไม่ยาก
เขายืนอยู่ใต้ต้นสนครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีชายสองคนที่ดูเหมือนคนตัดฟืนปรากฏตัวขึ้นราวกับโผล่มาจากพื้นดินเดินตรงมาหาเขา หนึ่งในนั้นคือหลี่เหมิ่ง คนสนิทที่มีความสามารถข้างกายหลี่เหยียน
หลี่เหมิ่งเดินมาถึงเบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ทำความเคารพอย่างนอบน้อมและเอ่ยขอร้องว่าก่อนไปพบผู้เป็นนาย หวังว่าตนจะได้เก็บรักษาอาวุธของเขาไว้ก่อน
เผยเซียวหยวนปลดกระบี่ยาวและดาบสั้นที่ห้อยอยู่กับสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ย แล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากรองเท้าหุ้มแข้ง หลี่เหมิ่งแสดงท่าทีให้สหายที่มาด้วยเก็บไป จากนั้นก็หยิบแถบผ้าปิดตาผืนหนึ่งออกมา มองเผยเซียวหยวนด้วยสีหน้าลำบากใจ
เผยเซียวหยวนยกยิ้มพลางหลับตาลง
หลังจากดวงตาถูกผูกปิดด้วยผ้าสีเขียวอมดำแล้วเขาก็ขึ้นไปบนคานหามและออกเดินทางไปตามเส้นทางบนภูเขาอันคดเคี้ยว บางครั้งก็ขึ้นสูง บางครั้งก็ลงเนิน บางครั้งก็เหมือนผ่านหน้าผาสูงชันหุบเขาลึกที่แสงแดดส่องไม่ถึงมานานปี บางครั้งเหมือนค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไป ทิ้งลำธารภูเขาและผืนป่าไว้ข้างหลัง ก็ไม่รู้ว่าผ่านเส้นทางคดเคี้ยวกลับไปกลับมาอย่างไร รอบด้านจากเสียงนกร้องเบาบางเป็นเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังกังวานไม่ขาดหู แล้วก็กลับมาเบาบางอีกครั้ง เป็นอยู่เช่นนี้ หลังจากเดินทางบนหน้าผาสูงชันบนภูเขาลึกมาครึ่งวัน ในที่สุดคานหามที่อยู่ใต้ร่างเขาก็ลงสู่พื้น คนรอบข้างหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ครั้นสองเท้าลงแตะพื้น เผยเซียวหยวนยืนนิ่งอยู่ตามลำพังครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าที่ไหลเวียนช้าๆ บนผิวกาย นอกจากต้นไม้ใบหญ้าแล้ว เขายังเหมือนได้กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตลอยมาตามลมจางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี
เขาแกะผ้าปิดตาออกช้าๆ ทันใดนั้นแสงแดดที่เจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตาก็สาดส่องเข้ามาในดวงตาที่เพิ่งหลุดพ้นจากความมืดมิด ทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีและหลับตาลงเล็กน้อย ครู่ต่อมาเมื่อดวงตาเริ่มปรับกับแสงสว่างได้แล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองอยู่ในศาลเจ้าทรุดโทรมที่ถูกทิ้งร้างไว้ที่ใดสักแห่งในภูเขาลึก
รูปปั้นสีทองในศาลซึ่งมองลักษณะเดิมไม่ออกพังทลายลงมานานแล้ว เผยให้เห็นเค้าโครงข้างในที่ทำจากดินสีดำ ภาพวาดบนผนังทั้งสี่ด้านถูกลมฝนซัดจนหลุดลอก มุมห้องและขื่อคานเต็มไปด้วยใยแมงมุม เหนือศีรษะมีแต่ช่องโหว่และกระเบื้องแตก แสงแดดเจิดจ้ายามเที่ยงวันส่องเฉียงผ่านช่องจันทันที่ว่างโล่งตกลงมาบนจุดที่เขายืนอยู่พอดี
เขามองออกว่าศาลแห่งนี้แม้จะถูกทิ้งร้าง ดูเหมือนจะไม่มีผู้มาเซ่นไหว้สักการะหลายปีแล้ว แต่ในตอนนั้นผู้ที่ให้เงินทุนก่อสร้างศาลน่าจะสูงศักดิ์และมั่งมีอย่างยิ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงวันนี้ นอกจากหลังคาจะแตกรั่ว ภาพวาดบนผนังที่เหลืออยู่ยังคงมีร่องรอยของผงทองผงเงินที่เคลือบไว้ ผนังมีความหนาและแข็งแรง ไม้ที่ใช้ทำประตูและคานก็แข็งแรงดุจเหล็ก ผ่านมานานหลายปียังไร้ร่องรอยผุพัง น่าจะเป็นไม้จันทน์ที่คนทั่วไปแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว
ขณะที่เผยเซียวหยวนกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ กลิ่นสาบที่มากับสายลมโชยเข้าจมูกขุมนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น กลิ่นนี้มาจากด้านหลัง เขาหันหลังกลับทันที สายตาจับนิ่งเล็กน้อยเพราะภาพที่คาดคิดไม่ถึง
เพียงเห็นบนพื้นตรงหน้าปูพรมขนสัตว์หนาสีแดงก่ำมูลค่าไม่น้อยผืนหนึ่ง เห็นชัดว่าทอด้วยมือทีละชุ่นโดยช่างฝีมือชาวปอซือ ทอเป็นภาพสรรพสัตว์ร้ายกำลังหมอบกราบองค์ราชาแห่งเทพ หลี่เหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนนั้น อีกฝ่ายสวมชุดสีขาว หลังพิงพนักจ้องมองเขานิ่ง เบื้องหน้าบุรุษผู้นั้นมีโต๊ะเตี้ยติดลวดลายด้วยทองและเงินตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีจานงาช้างหลายใบบรรจุอาหารเลิศรส ซ้ายขวาวางตะเกียบหยกปลายหุ้มแผ่นทองสองคู่ตรงข้ามกัน ส่วนข้างเท้าหลี่เหยียนมีเสือดาวโตเต็มวัยที่กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงสองตัวหมอบอยู่ เข้ากับลวดลายของพรมปูพื้นอย่างเหมาะเจาะ
เสือดาวสองตัวนั้นตัวหนึ่งคุกเข่าหมอบ ไหล่ทั้งสองยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเขียวมองจ้องเผยเซียวหยวนนิ่ง อีกตัวหนึ่งก็หมอบอยู่ข้างเท้าหลี่เหยียนนิ่งไม่ขยับ ทว่านัยน์ตากึ่งหลับกึ่งลืมกำลังมองประเมินเผยเซียวหยวนเช่นกัน
กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตที่เผยเซียวหยวนได้กลิ่นเมื่อครู่น่าจะมาจากเสือดาวสองตัวนี้