ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 122-123 – หน้า 8 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 122-123

เผยเซียวหยวนเดินทางไปตามทางหลวง ยิ่งเดินทางระยะทางก็ยิ่งไกลขึ้นทุกที

เขาหนึ่งคนหนึ่งม้า บางครั้งก็ขี่ม้า บางครั้งก็จูงเดิน ผ่านป่าโบราณมืดทะมึนผืนใหญ่ อ้อมผ่านหนองน้ำที่ปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้แห้งและหญ้าเน่าเปื่อยราวกับหลับใหลมานับหมื่นปี มาถึงที่ราบรกร้างที่ก่อตัวขึ้นจากเนินเขาและภูเขาเตี้ยเชื่อมต่อกัน ในที่สุดช่วงปลายยามอิ๋นฟ้าเริ่มสางเขาก็มาถึงที่ราบสูงอิงโฉว

บนจุดสูงสุดของที่ราบสูงบนภูเขา นกธรรมดาๆ ทั่วไปไม่ค่อยได้พบเห็นแล้ว บนท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสว่างรำไรในฤดูหนาว นอกจากห่านป่าที่อพยพกลับทางใต้ก็ยังมีสัตว์ปีกที่ดุร้ายไม่กี่ตัว ไม่รู้ว่าเป็นอินทรีหรือเหยี่ยว บินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ด้านหลังเหนือศีรษะเขา

ที่ใดสักแห่งในใจกลางภูเขาเก่าแก่เบื้องหน้าลูกนี้คือสถานที่ที่หลี่เหยียนจะพบกับเขา ในหินแตกร้าวก้อนหนึ่งที่เชิงเขามีต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่ง ไม่รู้ถูกฟ้าผ่าและแผดเผาตั้งแต่เมื่อไร บัดนี้เหลืออยู่เพียงครึ่งต้น ครึ่งหนึ่งถูกเผาจนดำ อีกครึ่งมีใบเขียวขจีเป็นมัน จึงหาพบได้ไม่ยาก

เขายืนอยู่ใต้ต้นสนครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีชายสองคนที่ดูเหมือนคนตัดฟืนปรากฏตัวขึ้นราวกับโผล่มาจากพื้นดินเดินตรงมาหาเขา หนึ่งในนั้นคือหลี่เหมิ่ง คนสนิทที่มีความสามารถข้างกายหลี่เหยียน

หลี่เหมิ่งเดินมาถึงเบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ทำความเคารพอย่างนอบน้อมและเอ่ยขอร้องว่าก่อนไปพบผู้เป็นนาย หวังว่าตนจะได้เก็บรักษาอาวุธของเขาไว้ก่อน

เผยเซียวหยวนปลดกระบี่ยาวและดาบสั้นที่ห้อยอยู่กับสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ย แล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากรองเท้าหุ้มแข้ง หลี่เหมิ่งแสดงท่าทีให้สหายที่มาด้วยเก็บไป จากนั้นก็หยิบแถบผ้าปิดตาผืนหนึ่งออกมา มองเผยเซียวหยวนด้วยสีหน้าลำบากใจ

เผยเซียวหยวนยกยิ้มพลางหลับตาลง

หลังจากดวงตาถูกผูกปิดด้วยผ้าสีเขียวอมดำแล้วเขาก็ขึ้นไปบนคานหามและออกเดินทางไปตามเส้นทางบนภูเขาอันคดเคี้ยว บางครั้งก็ขึ้นสูง บางครั้งก็ลงเนิน บางครั้งก็เหมือนผ่านหน้าผาสูงชันหุบเขาลึกที่แสงแดดส่องไม่ถึงมานานปี บางครั้งเหมือนค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไป ทิ้งลำธารภูเขาและผืนป่าไว้ข้างหลัง ก็ไม่รู้ว่าผ่านเส้นทางคดเคี้ยวกลับไปกลับมาอย่างไร รอบด้านจากเสียงนกร้องเบาบางเป็นเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังกังวานไม่ขาดหู แล้วก็กลับมาเบาบางอีกครั้ง เป็นอยู่เช่นนี้ หลังจากเดินทางบนหน้าผาสูงชันบนภูเขาลึกมาครึ่งวัน ในที่สุดคานหามที่อยู่ใต้ร่างเขาก็ลงสู่พื้น คนรอบข้างหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง

ครั้นสองเท้าลงแตะพื้น เผยเซียวหยวนยืนนิ่งอยู่ตามลำพังครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงอากาศเย็นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าที่ไหลเวียนช้าๆ บนผิวกาย นอกจากต้นไม้ใบหญ้าแล้ว เขายังเหมือนได้กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตลอยมาตามลมจางๆ คล้ายมีคล้ายไม่มี

เขาแกะผ้าปิดตาออกช้าๆ ทันใดนั้นแสงแดดที่เจิดจ้าเสียดแทงนัยน์ตาก็สาดส่องเข้ามาในดวงตาที่เพิ่งหลุดพ้นจากความมืดมิด ทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีและหลับตาลงเล็กน้อย ครู่ต่อมาเมื่อดวงตาเริ่มปรับกับแสงสว่างได้แล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองอยู่ในศาลเจ้าทรุดโทรมที่ถูกทิ้งร้างไว้ที่ใดสักแห่งในภูเขาลึก

รูปปั้นสีทองในศาลซึ่งมองลักษณะเดิมไม่ออกพังทลายลงมานานแล้ว เผยให้เห็นเค้าโครงข้างในที่ทำจากดินสีดำ ภาพวาดบนผนังทั้งสี่ด้านถูกลมฝนซัดจนหลุดลอก มุมห้องและขื่อคานเต็มไปด้วยใยแมงมุม เหนือศีรษะมีแต่ช่องโหว่และกระเบื้องแตก แสงแดดเจิดจ้ายามเที่ยงวันส่องเฉียงผ่านช่องจันทันที่ว่างโล่งตกลงมาบนจุดที่เขายืนอยู่พอดี

เขามองออกว่าศาลแห่งนี้แม้จะถูกทิ้งร้าง ดูเหมือนจะไม่มีผู้มาเซ่นไหว้สักการะหลายปีแล้ว แต่ในตอนนั้นผู้ที่ให้เงินทุนก่อสร้างศาลน่าจะสูงศักดิ์และมั่งมีอย่างยิ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงวันนี้ นอกจากหลังคาจะแตกรั่ว ภาพวาดบนผนังที่เหลืออยู่ยังคงมีร่องรอยของผงทองผงเงินที่เคลือบไว้ ผนังมีความหนาและแข็งแรง ไม้ที่ใช้ทำประตูและคานก็แข็งแรงดุจเหล็ก ผ่านมานานหลายปียังไร้ร่องรอยผุพัง น่าจะเป็นไม้จันทน์ที่คนทั่วไปแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ขณะที่เผยเซียวหยวนกำลังสำรวจบริเวณรอบๆ กลิ่นสาบที่มากับสายลมโชยเข้าจมูกขุมนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น กลิ่นนี้มาจากด้านหลัง เขาหันหลังกลับทันที สายตาจับนิ่งเล็กน้อยเพราะภาพที่คาดคิดไม่ถึง

เพียงเห็นบนพื้นตรงหน้าปูพรมขนสัตว์หนาสีแดงก่ำมูลค่าไม่น้อยผืนหนึ่ง เห็นชัดว่าทอด้วยมือทีละชุ่นโดยช่างฝีมือชาวปอซือ ทอเป็นภาพสรรพสัตว์ร้ายกำลังหมอบกราบองค์ราชาแห่งเทพ หลี่เหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนนั้น อีกฝ่ายสวมชุดสีขาว หลังพิงพนักจ้องมองเขานิ่ง เบื้องหน้าบุรุษผู้นั้นมีโต๊ะเตี้ยติดลวดลายด้วยทองและเงินตั้งอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีจานงาช้างหลายใบบรรจุอาหารเลิศรส ซ้ายขวาวางตะเกียบหยกปลายหุ้มแผ่นทองสองคู่ตรงข้ามกัน ส่วนข้างเท้าหลี่เหยียนมีเสือดาวโตเต็มวัยที่กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงสองตัวหมอบอยู่ เข้ากับลวดลายของพรมปูพื้นอย่างเหมาะเจาะ

เสือดาวสองตัวนั้นตัวหนึ่งคุกเข่าหมอบ ไหล่ทั้งสองยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเขียวมองจ้องเผยเซียวหยวนนิ่ง อีกตัวหนึ่งก็หมอบอยู่ข้างเท้าหลี่เหยียนนิ่งไม่ขยับ ทว่านัยน์ตากึ่งหลับกึ่งลืมกำลังมองประเมินเผยเซียวหยวนเช่นกัน

กลิ่นสาบเจือกลิ่นคาวโลหิตที่เผยเซียวหยวนได้กลิ่นเมื่อครู่น่าจะมาจากเสือดาวสองตัวนี้

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 1.1-1.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 ผู้เขียน : matgam แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121

บทที่ 119 ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผั...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 117-118

บทที่ 117 เฟิ่งหลีอู๋ได้ยินคำพูดขององครักษ์แล้วก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงกระตุ้นม้าตามไปอย่างบ้าคลั่ง รอจนเร่งรุดไป...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 115-116

บทที่ 115 เฟิ่งหลีอู๋เดิมคิดอยู่ว่าเจียงซิ่วรุ่นจะต้องกังวล หรืออาจจะร้องขอความเมตตาจากเขาอย่างโจรใจหวาดเป็นแน่ ใครจะคิด...

community.jamsai.com