ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 67-68
ผ่านไปพักใหญ่
“ดึกมากแล้ว ตัวท่านก็เปียกโชก ไปหาบ้านชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงขอพักค้างคืนชั่วคราวเถิด” เยี่ยซวี่อวี่พลันเอ่ยเสียงเบา ไม่ได้ดิ้นรนแม้แต่น้อย
หลังจากนางพูดจบก็รู้สึกว่าแรงที่ดึงรั้งแส้บังคับให้นางโน้มลงไปหาเขา ในที่สุดก็ค่อยๆ คลายออก
“ข้าจะทำตามที่องค์หญิงบอก”
ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเขาตอบด้วยเสียงต่ำและแหบเล็กน้อย ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เขาคืนแส้ม้าให้นาง เหยียดแขนออกค่อยๆ ประคองนางกลับขึ้นไปนั่งบนอานม้าดีๆ แต่เขาไม่ได้นั่งม้าร่วมกับนางอีก เพียงจูงม้าให้เดินไปข้างหน้า ออกจากป่าที่มีแสงจันทร์สาดส่องแห่งนี้
ครึ่งคืนหลังเขาพาเยี่ยซวี่อวี่ไปพักค้างคืนในบ้านของผู้เฒ่าส่งน้ำที่เคยพบกันเมื่อก่อนผู้นั้น
ผู้เฒ่าออกมาจากบ้านท่ามกลางเสียงสุนัขเห่าและจำคนทั้งสองได้ ทั้งประหลาดใจและดีใจ เชิญพวกเขาเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นเสื้อผ้าของเผยเซียวหยวนเปียกโชกก็รีบเรียกโฉ่วเอ๋อร์ให้ก่อเตาไฟเพื่อให้แขกได้ผิงเสื้อผ้าให้แห้งและจะสละห้องนอนให้พวกเขา ปู่หลานสองคนจะไปนอนตรงมุมเก็บของที่อยู่ข้างเตาไฟ
เผยเซียวหยวนมองไปที่เยี่ยซวี่อวี่ เห็นชัดว่าขอความคิดเห็นจากนาง
เดิมทีมารบกวนผู้อื่นกลางดึกก็ไม่สมควรอยู่แล้ว ยังจะไปยึดห้องนอนของเจ้าบ้านอีกได้อย่างไร เยี่ยซวี่อวี่ส่ายหน้า เผยเซียวหยวนเข้าใจแล้วจึงหันไปทางผู้เฒ่า บอกให้พวกเขาปู่หลานไปนอนได้เลย
ผู้เฒ่าเชิญพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นคนทั้งสองไม่รับปากก็จำต้องล้มเลิก แล้วยกแคร่ไม้ไผ่ตัวหนึ่งจากด้านนอกเข้ามา บอกว่าแคร่นี้ใช้นอนรับลมกลางแจ้ง เอามาให้พวกเขาใช้ในคืนนี้ได้พอดี
“ในบ้านมีแคร่ตัวนี้ตัวเดียว แคบไปสักหน่อย ลำบากพวกท่านสองคนแล้ว ต้องนอนเบียดกันหน่อย” ผู้เฒ่ามองพวกเขาสองคน รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
เผยเซียวหยวนไม่ได้ส่งเสียง เพียงมองไปที่เยี่ยซวี่อวี่ตามสัญชาตญาณ นางบอกกับผู้เฒ่าว่าไม่เป็นไร ในเวลานี้เองโฉ่วเอ๋อร์ก็อุ้มถาดไม้ใบหนึ่งวิ่งตึงๆ เข้ามา ในถาดมีแป้งทอดอยู่หลายแผ่น เขาออกแรงเขย่งปลายเท้าแล้วชูถาดขึ้นเหนือศีรษะส่งให้แขก
เมื่อครู่ผู้เฒ่าจะจัดเตรียมอาหารให้พวกเขา เยี่ยซวี่อวี่ออกมาหลังงานเลี้ยงตอนค่ำจึงไม่หิว แต่เกรงว่าเผยเซียวหยวนอาจจะยังไม่ได้กินข้าวเพราะเมื่อคืนต้องออกจากเมือง เขากลับบอกว่าไม่หิว ไม่ให้ผู้เฒ่าต้องยุ่งยาก นางจึงล้มเลิกความคิดที่จะให้ผู้เฒ่าจัดเตรียมอาหาร เวลานี้เห็นว่ามีของกินที่ทำเสร็จแล้วส่งมาจึงรีบรับไว้
นางเห็นโฉ่วเอ๋อร์โกนศีรษะรับหน้าร้อน ศีรษะเปลี่ยนเป็นเกลี้ยงเกลา มีเพียงตรงกลางศีรษะที่มีเส้นผมเหลืออยู่กระจุกหนึ่ง เหมือนมีฝากาน้ำชาครอบอยู่ ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งจึงอดใจไม่อยู่ ยื่นมือไปลูบศีรษะเขา ทำเอาโฉ่วเอ๋อร์ขวยอายจนหลบไปอยู่ข้างหลังผู้เป็นปู่
ผู้เฒ่าหัวเราะ ชี้แจงว่าในบ้านไม่มีของกินอะไรอย่างอื่น ดีที่เมื่อตอนกลางวันเพิ่งทำแป้งทอดเตรียมเป็นอาหารแห้ง ยังนับว่าสะอาด ถ้าแขกหิวแล้วก็เอามากินรองท้องได้
เยี่ยซวี่อวี่กล่าวขอบคุณแล้วขอบคุณอีกก่อนเชิญปู่หลานไปพักผ่อน ผู้เฒ่ามองนางกับเผยเซียวหยวนแล้วผงกศีรษะ
“จำได้ว่าคราวก่อนคุณชายยังมาที่บ้านข้า ถามถึงที่อยู่ของคุณชายน้อย ต่อมาข้าเข้าเมืองไปส่งน้ำก็ยังนึกเป็นห่วงอยู่ ไม่รู้สุดท้ายแล้วหาพบหรือไม่ มาบัดนี้พวกท่านพี่น้องได้อยู่พร้อมหน้ากัน ดียิ่งนัก! ข้าไม่รบกวนแล้ว คุณชายเผยรีบผิงไฟให้เสื้อผ้าแห้งเถิด แล้วรีบพักผ่อนเร็วหน่อย”
ผู้เฒ่าทิ้งตะเกียงน้ำมันให้ดวงหนึ่งและจุดหญ้าอ้ายเฉ่า ไล่ยุงไว้ในห้อง ก่อนจะจูงหลานชายเดินออกไป
เสียงเห่าของสุนัขข้างประตูไม้หยุดลง จินอูจุยกำลังเคี้ยวหญ้าเงียบๆ อยู่ในเพิงเลี้ยงล่อ หางม้าสะบัดเป็นระยะๆ เพื่อไล่แมลงที่อยู่รอบๆ ช่วงหลังฝนตกหนักมีเสียงน้ำไหลลงมาจากบนภูเขาแว่วมาจากที่ไกลออกไป ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด และในบ้านโกโรโกโสที่ซ่อนตัวอยู่ในเชิงเขาแห่งนี้ ฟืนในเตากำลังลุกไหม้ ส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะเบาๆ ออกมาเป็นระยะ
ตะเกียงน้ำมันส่องแสงสลัวราง สะท้อนเงาของคนคู่หนึ่งในบ้าน
อาจเพราะตอนกลางดึกในภูเขาแห่งนี้เงียบสงัดเกินไป ขาดปู่หลานสองคนไปไม่เพียงไม่ได้ทำให้ห้องนี้เปลี่ยนเป็นว่างเปล่ากว้างขึ้น เยี่ยซวี่อวี่กลับยิ่งรู้สึกว่าแคบเล็กลง คล้ายเพียงขยับตัวรอบด้านก็จะมีแต่เงาของชายหนุ่มบนผนังส่ายไหวไปมา
นางคาดเดาว่าบางทีเขาก็อาจรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
“ท่านตามสบายเถิด ไม่ต้องพะวงถึงข้า” เพื่อให้เขาวางใจ นางจึงเอ่ยเสริมอีกประโยคหนึ่ง “ข้าไม่มองหรอก”
ทว่าการรับรองของนางไม่เพียงไม่อาจทำให้เผยเซียวหยวนทำตัวตามสบาย เขามองนางแวบหนึ่ง ใบหน้าคล้ายยังมีความรู้สึกอึดอัดขัดเขินผุดขึ้นมาจางๆ
ผ่านไปครู่หนึ่งเห็นเขายังไม่วางใจลง เยี่ยซวี่อวี่ออกจะอับจนปัญญา คิดไปคิดมาก็เอ่ยว่า “หรือไม่ข้าจะออกไปรอข้างนอก”
“ไม่ต้อง! ท่านอยู่เถิด ไม่เป็นไร” เผยเซียวหยวนรีบส่งเสียงยับยั้ง ครานี้ในที่สุดก็สาวเท้าเดินไปที่เตาไฟ
เยี่ยซวี่อวี่แย้มยิ้ม หันหลังให้เขาแล้วนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่
ในที่สุดหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเสียงถอดเสื้อดังสวบสาบเบาๆ มาจากด้านหลัง
เยี่ยซวี่อวี่นอนลงไปทั้งที่สวมเสื้อผ้าเต็มชุด หันหลังให้กับเขา
“คืนนี้ท่านก็นอนในบ้านเถิด ข้าว่าแคร่ไม้ไผ่กว้างพอ ข้าไม่เป็นไร” ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เอ่ยขึ้นเบาๆ
นางนอนอยู่ด้านหนึ่งของแคร่ไม้ไผ่ ครอบครองเนื้อที่เพียงเล็กน้อย เหลือที่ว่างให้เขาเพียงพอที่จะนอนหงายได้
ไม่มีเสียงตอบจากด้านหลัง
Comments



