ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 67-68
“ท่านได้ยินแล้วหรือไม่” เยี่ยซวี่อวี่รออยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อย
ข้างนอกเปียกชื้น ทั้งยังมีแมลงยุงกัดต่อย ไม่อาจนอนหลับได้
“ได้ยินแล้ว” ในที่สุดก็มีเสียงตอบดังมาจากข้างหลัง เขาเอ่ยขึ้นอีก “หากองค์หญิงเหนื่อยแล้วก็นอนก่อนเถิด ข้ายังต้องรออีกพักหนึ่ง”
สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ แม้ยามนี้คิดขึ้นมาแล้วยังคงดูเหมือนความฝัน ทว่าเยี่ยซวี่อวี่รู้สึกว่าก็ยังดี นางไม่เหนื่อย ทั้งยังไม่อยากนอน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดภายใต้เสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราวของคนที่อยู่ข้างหลังผู้นั้นและกลิ่นขมบางเบาของหญ้าอ้ายเฉ่า เปลือกตาทั้งสองข้างเริ่มเคลื่อนปิด นางค่อยๆ หลับตาลง
ฟืนในเตาค่อยๆ เผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าสีแดง เปลวไฟที่เหลืออยู่ก็ส่ายไหว สะท้อนให้เห็นลำตัวที่ผอมแต่แข็งแกร่งของบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม กล้ามเนื้อของเขาแน่นกระชับ ไม่มีไขมันแม้แต่น้อย
เขาหันหน้ามาเงียบๆ มองเงาร่างบอบบางที่นอนหันหลังให้เขาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่
นางไม่ได้เคลื่อนไหวมาพักใหญ่แล้วและไม่ได้พูดอะไรอีก น่าจะหลับไปแล้ว
เผยเซียวหยวนหยิบเสื้อผ้าที่ผิงไฟจนแห้งนานแล้วสวมกลับลงบนร่างที่ร้อนและแห้งจากการผิงไฟทีละตัวๆ ขณะที่เขาสวมเสื้อผ้ากล้ามเนื้อที่หัวไหล่และหลังจะขยับเคลื่อนไหวตามไปด้วย ไม่นานเขาก็แต่งกายเสร็จ ก่อนจะเดินเบาๆ ไปที่แคร่ไม้ไผ่ เป่าตะเกียงน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆ ดับลง จากนั้นก็เดินอ้อมผ่านหญิงสาวเงียบๆ ออกไปทางด้านนอก
“ท่านจะไปที่ใด…”
ตอนเดินไปถึงหน้าประตูพลันมีเสียงคลุมเครือเอ่ยถามขึ้นมาจากทางด้านหลัง เสียงนั้นนุ่มนิ่มเจือความง่วงงุน
เผยเซียวหยวนหยุดชะงักแล้วหันกลับมา
ในแสงหรุบหรู่ยามราตรี นางกึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะเอ่ยถามร่างก็ขยับ ดูแล้วเหมือนกำลังจะตกลงมาจากแคร่ไม้ไผ่
เขาสาวเท้าเร็วๆ ดุจลูกธนูกลับไป ยื่นมือรั้งร่างนางไว้แล้วส่งกลับไปบนแคร่เบาๆ ให้นอนอยู่ตรงกลาง
“องค์หญิงนอนให้สบาย มีข้าอยู่” เขาโน้มตัวไปหานาง ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบากระซิบบอกไปประโยคหนึ่ง
เยี่ยซวี่อวี่ดวงตาหลับอยู่ครึ่งหนึ่ง นิ้วมือคล้ายคลำถูกส่วนหนึ่งของข้อศอกที่แข็งแรงร้อนผะผ่าวก็สบายใจขึ้น พึมพำบอก “ข้าบอกแล้ว ท่านไม่ต้องออกไป…”
เผยเซียวหยวนปล่อยให้นางจับแขนเขาแล้วนั่งเงียบๆ อยู่ในความมืด ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้ยินเสียงลมหายใจของนางดังสม่ำเสมอก็ค่อยๆ ก้มหน้าลง มองใบหน้าที่หลับใหลอยู่ในแสงเงายามค่ำคืนดวงนั้นครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ค่อยๆ ดึงแขนออกและเขย่งเท้าเดินออกไป
นางไว้วางใจเขาอย่างสิ้นเชิง
ทว่ามีหญิงงามอยู่ในอ้อมแขนแต่จิตใจไม่ว้าวุ่น นั่นต้องเป็นผู้มีคุณธรรมเช่นไรจึงจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้
หลังจากผ่านประสบการณ์ลับๆ ในป่าสนที่เคยแอบล่วงเกินนาง เผยเซียวหยวนก็เข้าใจและรู้ว่าอย่างน้อยสำหรับเขาแล้วเกรงว่ายากยิ่งที่จะทำถึงขั้นนั้นได้
เยี่ยซวี่อวี่นอนหลับสบายยิ่ง วันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาก็เป็นช่วงกลางวันแล้ว เผยเซียวหยวนย่อมไม่อยู่ข้างกายนางแล้ว
พายุฝนเมื่อคืนนี้ซัดสะพานเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงจนขาด ถนนที่จะออกไปถูกตัดขาดแล้ว เขาจึงไปช่วยชาวบ้านบนภูเขาซ่อมสะพาน เนื่องจากเหตุไม่คาดคิดนี้ทำให้ต้องเลื่อนเวลากลับไปจนถึงช่วงเย็น ครั้นถนนกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้งเผยเซียวหยวนก็มารับเยี่ยซวี่อวี่ กล่าวลาผู้เฒ่าและพานางกลับฉางอัน
นางรู้ว่าเมื่อคืนเขาอยู่ข้างนอกทั้งคืน โฉ่วเอ๋อร์บอกนางว่าเมื่อเช้าออกมาก็เห็นคุณชายนั่งขัดสมาธิอยู่คนเดียว มีกระบี่วางพาดอยู่บนตัก พิงอยู่กับผนังห้องนอกประตูไม้ ทั้งยังสั่งกำชับเขาว่าคุณชายน้อยเมื่อคืนเหน็ดเหนื่อยมาก อย่าเสียงดังทำให้คนตื่น
กลางดึกตอนจินอูจุยใกล้จะพาคนทั้งสองกลับถึงฉางอัน ทหารเฝ้าประตูเมืองก็มองอยู่ ในที่สุดเยี่ยซวี่อวี่ก็ทนไม่ไหว หันมาถามเขาว่าเมื่อคืนเพราะเหตุใดจึงไม่เชื่อฟังคำพูดของนาง
ตลอดทางมานี้เขาไม่ได้พูดจา นางเองก็เช่นกัน
นี่เป็นคำพูดประโยคแรกระหว่างคนทั้งสอง
“องค์หญิงทรงเข้าใจและเห็นอกเห็นใจขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ เป็นความเมตตากรุณาขององค์หญิง เฝ้าพิทักษ์ป้องกันองค์หญิงยามราตรีกาลก็เป็นภาระหน้าที่ที่กระหม่อมพึงกระทำ”
เขาตอบนางเช่นนี้ อีกทั้งตอนแรกยังดูเหมือนไม่ค่อยอยากตอบ แต่นางบีบบังคับถามเขาอีกครั้ง เขาจึงได้ตอบกลับมาเช่นนี้
เขาไม่ได้แทนตนเองว่า ‘กระหม่อม’ ต่อหน้านางมาสักระยะแล้ว เวลานี้กลับวางมาดขรึมขึ้นมา อีกทั้งตอนตอบคำถามเยี่ยซวี่อวี่สังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้มองนาง สายตาคล้ายมองข้ามศีรษะนางไปยังกำแพงเมืองด้านหน้าที่ใกล้เข้ามาทุกที
ไม่รู้เพราะเหตุใดภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ทำให้เยี่ยซวี่อวี่นึกอยากจะหัวเราะอยู่ในใจ ขณะมีความรู้สึกเบิกบานใจบางเบาที่ไม่รู้มาจากที่ใด นางก็ได้ค้นพบเรื่องหนึ่ง หลังจากเขาเรียกให้เปิดประตูเมืองแล้ว ที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าถึงกับเป็นใบหน้าของจ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งสองคน
ในที่สุดก็เฝ้ารอคอยจนสองคนนี้กลับมาแล้ว สีหน้าของจ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งแตกต่างกันออกไป
หานเค่อรั่งหันไปมองขันทีสูงวัยแวบหนึ่งแล้ววางสีหน้าเคร่งขรึม สั่งให้เผยเซียวหยวนลงจากหลังม้า
ขันทีสูงวัยกลับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก จากนั้นสีหน้าก็เต็มไปด้วยความดีใจ ราวกับไม่ได้สังเกตเห็นว่าทั้งสองร่วมขี่ม้ามาด้วยกัน เขายังทักทายเผยเซียวหยวนตามปกติและกระซิบเสียงต่ำเร่งรัดให้เยี่ยซวี่อวี่ไปขึ้นรถม้าคันหนึ่งที่รออยู่ใกล้ประตูเมือง
พอเยี่ยซวี่อวี่เห็นสองคนนี้ก็เข้าใจขึ้นมาแล้ว
การเดินทางล่าช้า ทั้งยังมีเหตุไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นในบ้านพักเมื่อคืน จะต้องทำให้เสด็จพ่อตกใจแล้ว รอนางกลับไป หลีกไม่พ้นที่จะต้องเจอกับเรื่องยุ่งยาก
ทว่าเวลานี้จิตใจของนางยังคงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ตอนจ้าวจงฟางรับนางขึ้นรถม้าและกำลังจะจากไปอยู่นั้นเยี่ยซวี่อวี่ลังเลเล็กน้อย หันกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วลงจากรถม้า เดินกลับไปเบื้องหน้าเผยเซียวหยวน ขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบด้วยเสียงที่มีเพียงเขาที่ได้ยิน
“ท่านไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่” พูดประโยคนี้จบนางจึงหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าอีกครั้ง
แม้จะไม่ได้ยินว่าองค์หญิงพูดอะไรกับบุรุษหนุ่มผู้นี้ ทว่าก็เพียงพอแล้ว ถึงตอนนี้รอยยิ้มเสแสร้งของขันทีสูงวัยก็แขวนไว้ไม่อยู่ นึกถึงว่าถ้าฮ่องเต้ทราบเรื่องนี้เข้า…
เขาแทบจะยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า
“องค์หญิง อย่าทอดพระเนตรอีกเลย!”
ขันทีสูงวัยกดเสียงต่ำเอ่ยขอร้องแล้วรีบปิดประตูรถม้า จากนั้นก็สั่งให้เดินทางกลับวังทันที
Comments



