บทที่ 68
เยี่ยซวี่อวี่เข้าวังทางประตูเล็กมาถึงตำหนักจื่ออวิ๋น เห็นขันทีฝ่ายในที่เข้าเวรตอนกลางคืนต่างรวมตัวอยู่ข้างนอกไม่กล้าเข้าไปข้างใน เสด็จพ่อของนางดึกดื่นไม่ยอมนอน กำลังเดินไปเดินมาอยู่ในโถงด้านนอกของห้องบำเพ็ญพรต สองมือไพล่หลัง หัวคิ้วขมวดมุ่น สีหน้าท่าทางดูแล้วกำลังโกรธจัด
จ้าวจงฟางบอกให้หยางไจ้เอินไล่ทุกคนออกไปให้หมดแล้วเฝ้าประตูตำหนักไว้ ตนเองไม่มีเวลาแม้แต่จะเช็ดเหงื่อร้อนที่หน้าผากก็รีบรายงาน
“ฝ่าบาท องค์หญิงเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เสด็จพ่อ” เยี่ยซวี่อวี่เดินตามเข้าไป ส่งเสียงนุ่มใสแล้วเข้าไปประคองแขนผู้เป็นบิดา “ต้องตำหนิลูกที่ไม่ดี ทำให้เสด็จพ่อเป็นห่วงแล้ว ลูกกลับมาแล้ว ลูกไม่เป็นไรเพคะ”
ฮ่องเต้มองนางอย่างสำรวจตรวจตราอยู่หลายครั้ง ในที่สุดสีหน้าก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เอ่ยถามนางว่าเมื่อคืนไปค้างคืนที่ใด วันนี้เพราะเหตุใดจึงล่าช้าไม่กลับมา
เยี่ยซวี่อวี่ก็บอกไปตามความเป็นจริงว่าเมื่อคืนไปขอพักค้างคืนในบ้านของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในภูเขาซีซานซึ่งเป็นคนใสซื่อจิตใจดีคนหนึ่งและเคยรู้จักกันมาก่อน วันนี้เดิมตั้งใจจะกลับแต่เช้า แต่ใครจะคาดคิดว่าฝนที่ตกหนักซัดสะพานขาด ทำให้การเดินทางต้องล่าช้าออกไปจึงเพิ่งกลับมาถึง
“เพราะอับจนหนทางจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสด็จพ่อเป็นห่วง ลูกไม่เป็นไรจริงๆ เพคะ ดึกแล้ว ลูกจะพาเสด็จพ่อไปพักผ่อน”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว…ไม่เป็นไรก็ดี ฮู่เอ๋อร์เจ้าได้รับความตื่นตระหนกแล้ว”
ฮ่องเต้ฟังจบก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ กลับเป็นฝ่ายปลอบใจนางหลายคำ จากนั้นก็หันไปทางจ้าวจงฟาง เปลี่ยนสีหน้าทันที
“เผยเอ้อร์เล่า”
“ผู้บัญชาการใหญ่หานได้เรียกตัวเขาไปแล้ว น่าจะกำลังตำหนิเขาอย่างรุนแรงพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงฟางรีบตอบ
“เจ้าหัวขโมยน้อยสกุลเผย!” ฮ่องเต้ด่าด้วยความโกรธออกมาคำหนึ่ง “เราจะดูว่าครั้งนี้หานเค่อรั่งยังจะปกป้องเขาอย่างไร ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงกับกล้าแอบอ้างคำสั่งเราแล้วพาตัวฮู่เอ๋อร์ไปต่อหน้าทุกคน เขาคิดจะทำอะไรกันแน่”
“ฝ่าบาทโปรดยับยั้งโทสะ พระวรกายสำคัญ บุตรชายสกุลเผยแต่ไรมาทำอะไรสุขุมเยือกเย็น กระหม่อมขอบังอาจคาดเดา เรื่องนี้อาจมีสาเหตุอื่น เมื่อคืนเขาจึงได้กระทำการบุ่มบ่ามถึงขั้นนี้ องค์หญิงทรงกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ฝ่าบาททรงเป็นห่วงมาทั้งวันแล้ว เหตุใดไม่ฟังคำขององค์หญิง ไปพักผ่อนก่อน ดูว่าพรุ่งนี้ผู้บัญชาการใหญ่จะให้คำตอบอย่างไร”
ฮ่องเต้ผงกศีรษะ “ดียิ่งนัก! แม้แต่ตาแก่อย่างเจ้าผู้นี้ยังช่วยพูดแทนเขาแล้วหรือ” สายตาของพระองค์เหลียวมองไปทั่วห้องโถง สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่เตาเครื่องหอมบนโต๊ะ แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นดุดัน “เรากำลังนอนไม่หลับอยู่พอดี ไม่ต้องให้หานเค่อรั่งจัดการแล้ว ไม่สู้เรียกเขามาที่นี่ ให้เขามาอธิบายกับเราด้วยตนเองว่าทำเช่นนี้เพราะเหตุใดกันแน่” ฮ่องเต้กล่าวเสียงเย็น
จ้าวจงฟางรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะ “ฝ่าบาทโปรดยับยั้งโทสะ ฝ่าบาทเข้าพระทัยผิดแล้ว! กระหม่อมจะกล้าแก้ตัวแทนคนนอกได้อย่างไร คืนนี้ดึกเกินไปแล้วจริงๆ เวลานี้หากเรียกตัวบุตรชายสกุลเผยเข้าวังเพื่อลงโทษ ไม่ว่าจะปกปิดเป็นความลับเพียงใดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไปเกรงว่าจะไม่ส่งผลดีต่อองค์หญิง…”
เมื่อคืนเผยเซียวหยวนฝ่าฝนเร่งเดินทางไปถึงบ้านพักนอกเมืองของสกุลฟั่นแล้วพาตัวจิตรกรน้อยเยี่ยซวี่อวี่ไปต่อหน้าผู้คน จากนั้นทั้งสองคนก็หายตัวไปไม่รู้ร่องรอย อวี่เหวินซื่อจื่อไล่ตามไม่ทัน ต่อมาเขากับจางตุนอี้ก็ตามหาบริเวณรอบๆ อยู่ครึ่งค่อนคืนก็ไม่เห็นแม้เงา เขาแค้นใจแทบกระอักโลหิต แช่งด่าจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นก็ไม่รู้เขาคิดอย่างไร อาจไม่อยากให้คนอื่นรู้แล้วเสียหน้า หรือเพราะความโกรธผ่านไปแล้ว จึงกำชับจางตุนอี้ว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องเมื่อคืนออกไป แล้วก็ล้มเลิกการหาคนด้วยความแค้นใจก่อนจะกลับมายังฉางอัน