ทว่าจางตุนอี้ทางด้านนี้กลับไม่เรียบง่ายเช่นอวี่เหวินจื้อ
ก่อนหน้านี้หานเค่อรั่งเคยกำชับเขาหลายครั้ง สถานะของจิตรกรน้อยสกุลเยี่ยผู้นั้นมีความพิเศษอย่างยิ่ง ไม่อาจเกิดความผิดพลาดใดๆ คุ้มกันฮ่องเต้อย่างไรก็คุ้มกันจิตรกรน้อยเช่นนั้น ดังนั้นในตอนนั้นหากไม่ใช่เผยเซียวหยวนบอกว่าฝ่าบาทเรียกหาจิตรกรน้อยสกุลเยี่ย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมให้พาคนไป ภายหลังได้สติขึ้นมาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็สายไปแล้วและหาคนไม่พบ พอฟ้าสางเขาจึงสั่งกำชับซ่งป๋อคังและคนอื่นๆ ในสำนักวาดภาพให้เก็บเรื่องทุกอย่างที่เห็นเมื่อคืนนี้ไว้เป็นความลับ แล้วรีบเดินทางกลับมารายงานทุกอย่างให้หานเค่อรั่งทราบ ไม่กล้าปิดบังสิ่งใด
หานเค่อรั่งฟังแล้วในสมองมีเสียงเปรี้ยงดังขึ้นมาทันที เกือบจะโมโหจนตาย
แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้บอกเขาอย่างชัดเจนว่าเยี่ยซวี่อวี่คือใครกันแน่ แต่ในฐานะคนสนิทที่มีส่วนร่วมในเรื่องที่เป็นความลับสำคัญของฮ่องเต้เกือบจะทั้งหมด เขามีดวงตาของตนเอง รู้จักมอง ทั้งเรื่องภาพเจ้าแม่ซีหวังหมู่ ส่งขันทีใหญ่ในวังไปปรนนิบัติรับใช้ที่คฤหาสน์หย่งหนิง จ้าวจงฟางกลับมายังวังหลวง จิตรกรน้อยเข้าออกตำหนักจื่ออวิ๋นราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ฮ่องเต้ยังต้องการให้ตนปกป้องจิตรกรน้อยผู้นั้นดุจเดียวกับปกป้องพระองค์ เมื่อนำเรื่องเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันจะเห็นได้ว่าจิตรกรน้อยจะต้องมีความสัมพันธ์โยงใยกับเจาเต๋อฮองเฮาอย่างแน่นอน แม้ในเวลานี้เขายังไม่กล้ายืนยันว่าที่แท้เป็นความสัมพันธ์เช่นไร แต่เจาเต๋อฮองเฮามีความหมายเช่นไรต่อฮ่องเต้ หานเค่อรั่งกระจ่างแก่ใจดี
หลังจากเจาเต๋อฮองเฮาจากไปแล้ว จิตรกรน้อยผู้นี้อาจจะเป็นคนที่ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกได้รับการปลอบประโลมใจก็เป็นได้
ยามนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขากินดีหมีหัวใจเสือเข้าไป ถึงกับกล้าแตะต้องคนผู้นี้ ตอนแรกเขายังหวังว่าเผยเซียวหยวนจะพาจิตรกรน้อยกลับมาโดยเร็ว เช่นนั้นก็จะได้ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายอมเสี่ยงที่จะถูกฮ่องเต้ล่วงรู้และลงโทษในวันหน้าก็จะปกปิดเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เอาไว้ก่อน
ใครเลยจะรู้ รอแล้วรอเล่า ผ่านช่วงเวลาที่จิตรกรน้อยควรจะกลับมาถึงไปนานแล้วก็ยังไม่เห็นเงาคน ฮ่องเต้ไถ่ถามมาด้วยตนเอง ซ่งป๋อคังจะกล้าปิดบังได้อย่างไร ตกใจจนเอาเรื่องเมื่อคืนที่อวี่เหวินซื่อจื่อไปล่าสัตว์แล้วมาพักด้วยกันอย่างไร จัดงานเลี้ยงและเชื้อเชิญอย่างไร รวมถึงผู้บัญชาการเผยปรากฏตัวขึ้นและแย่งชิงคนไป พูดออกมาทั้งหมด
ตอนนั้นฮ่องเต้โกรธจนแทบจะหงายหลังตึง เรียกหานเค่อรั่งมาด่าว่าอย่างรุนแรง ถึงได้ทำให้เกิดฉากที่จ้าวจงฟางกับหานเค่อรั่งสองคนเฝ้ารออย่างกระวนกระวายในคืนนี้
เหตุผลประการหนึ่งที่ฮ่องเต้ระงับความโกรธเอาไว้ไม่ทำเรื่องให้ใหญ่โต ก็เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้ มาบัดนี้ถูกจ้าวจงฟางเอ่ยเตือนอีกครั้งก็โกรธมากจนกวาดเตาเครื่องหอมบนโต๊ะลงไป
“เหิมเกริมกำเริบเสิบสานยิ่ง! เจ้าไปบอกหานเค่อรั่ง เรื่องไปเขาชังซานไม่ต้องให้เจ้าหัวขโมยน้อยสกุลเผยไปแล้ว! ถ้าให้เราเห็นเขาอีก เราจะไม่ละเว้นเขาแน่!”
“เสด็จพ่อ! ลูกอยากให้เขาไป”
เมื่อครู่ระหว่างทางมาจ้าวจงฟางได้สั่งกำชับแล้วกำชับอีกให้เยี่ยซวี่อวี่เมื่อพบฮ่องเต้แล้วอย่าพูดอะไรมากเป็นอันขาด จะได้ไม่ทำให้พระองค์โกรธมากขึ้น นางก็ทำตามที่จ้าวจงฟางสั่งกำชับ อดทนไม่ส่งเสียงมาโดยตลอด แต่ฟังมาถึงตรงนี้ก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ก้าวเข้าไปเอ่ยปาก
จ้าวจงฟางปากอ้าตาค้าง ส่วนฮ่องเต้สีหน้าเขียวคล้ำ “เจ้าพูดอะไร”
เยี่ยซวี่อวี่ใบหน้าแฝงรอยยิ้ม เดินไปถึงข้างกายฮ่องเต้ ประคองพระองค์มานั่งที่ขอบตั่ง “เสด็จพ่อนั่งลงก่อน”
ฮ่องเต้สีหน้าหม่นขรึม ยืนนิ่งไม่ขยับ
“เสด็จพ่อนั่งลงก่อนเถิดเพคะ” เยี่ยซวี่อวี่ดึงแขนเสื้อฮ่องเต้ออกแรงกดลง
พอบุตรสาวใช้น้ำเสียงออดอ้อน ฮ่องเต้จะต้านทานอย่างไรไหว ในที่สุดก็ฝืนใจนั่งลงไป
“เรื่องเมื่อคืนเสด็จพ่อกริ้วเพราะเหตุใดกันแน่”
ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เสด็จพ่อกริ้วเพราะเผยเอ้อร์แอบอ้างพระราชโองการแล้วพาตัวลูกไป หรือกริ้วเพราะลูกค้างคืนข้างนอกกับเขาตามลำพัง”
“เรื่องใดก็ได้! ถ้าไม่ใช่…” ฮ่องเต้หยุดชะงัก ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห กระโดดขึ้นมาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ต่อให้มีสิบเศียรพ่อก็บั่นลงมาแล้ว!”
“เสด็จพ่ออย่าเอาแต่คิดเรื่องบั่นศีรษะ เผยเอ้อร์มีเพียงศีรษะเดียว และไม่ได้หลอมจากทองแดงหรือเหล็ก” นางมองเตาเครื่องหอมที่ล้มคว่ำอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง “เสด็จพ่อใช้เตาเครื่องหอมขว้างใส่ยังแตกเป็นแผล ทุกวันนี้บนหน้าผากของเขายังมีแผลอยู่ ถ้าท่านต้องการบั่นศีรษะเขาจริง ยังต้องรอจนถึงตอนนี้หรือ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่นานแล้ว ทุกวันนี้เขาไม่เพียงมีชีวิตอยู่ดี ยังสามารถทำให้ท่านกริ้วจนเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าเสด็จพ่อจะพิจารณาจากสาเหตุใด ก็แสดงว่าท่านไม่ต้องการจะสังหารเขา ไม่อาจตัดใจสังหาร ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เสด็จพ่อกริ้วเช่นนี้นอกจากทำให้ตนเองเสียสุขภาพเปล่าๆ แล้ว ยังจะมีประโยชน์อะไรเพคะ”
ฮ่องเต้ชะงักนิ่งไปชั่วขณะ หันหน้าไปอย่างแข็งทื่อ มองไปทางจ้าวจงฟางที่ยังคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้น ยกนิ้วมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยซวี่อวี่พลางหัวเราะหึๆ ออกมาสองคำแล้วพูดเหมือนไม่อยากจะเชื่อ