เมื่อเห็นกลุ่มของหลี่เหยียนสาวเท้าเร็วไม่หยุดทั้งเข้าใกล้ทางออกขึ้นทุกที เฉินเซ่าจึงสั่งคนให้ยิงธนูลงไปสกัดกั้น ทว่าด้วยสภาพพื้นที่ข้างบนกับข้างล่างไม่ใช่เส้นทางตรง ตรงกลางคดเคี้ยววกวน การโจมตีเช่นนี้อานุภาพจึงมีจำกัด
คนของหลี่เหยียนก็รู้ว่าใกล้จะหนีรอดแล้วจึงค่อยๆ ชะลอความเร็วลง รอจังหวะยิงธนูตอบโต้กลับไปหลายครั้ง
ลูกธนูพุ่งขวับๆ ผ่านผนังผา เฉินเซ่าทางหนึ่งสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ระมัดระวังหลบลูกธนู ทางหนึ่งก็ไล่ตามต่อไป
เผยเซียวหยวนมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย เขาหยุดอยู่บนแท่นหินค่อนข้างใหญ่ก้อนหนึ่งข้างผนังผาที่เว้าเข้าไป ชะโงกตัวออกไปสำรวจลักษณะพื้นที่อีกครั้ง
ลูกธนูที่ยิงส่งๆ มาจากด้านล่างพุ่งไปถูกผนังผาด้านบนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้หินบนหน้าผาหลุดร่วง เศษหินใหญ่เล็กไม่เท่ากันตกลงมาจากเหนือศีรษะเขา
“ราชบุตรเขยระวังด้วย!” เฉินเซ่าตะโกนเสียงดัง
เผยเซียวหยวนหลบก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมา ไม่นานก็มีเสียงสะท้อนหนักทึบและสับสนปนเปของก้อนหินที่หล่นไปถึงก้นเหว
แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายเกิดประกายความคิดขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นทันที มองไปยังผนังผาฝั่งตรงข้าม
ที่นั่นมีก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งถูกแรงลมกัดเซาะจนเป็นรูปไข่ คะเนดูแล้วน่าจะหนักถึงพันจวิน ต้องใช้คนห้าถึงหกคนจึงจะโอบได้รอบ มีเพียงส่วนล่างที่ติดอยู่กับหน้าผา บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยรากต้นไม้ซึ่งสอดไขว้กันไปมาและเถาวัลย์แห้งเหี่ยว ส่วนที่เหลือของหินยื่นขึ้นไปในอากาศ
ถ้าสามารถทำให้หินใหญ่ก้อนนี้ร่วงลงไปได้…
“เอาเชือกมา!” เผยเซียวหยวนสั่ง
เฉินเซ่ามองตามสายตาของเขา จับนิ่งไปที่หินใหญ่ก้อนนั้นแล้วชะโงกตัวมองลงไปด้านล่างก็เข้าใจทันที รีบถ่ายทอดคำสั่ง
พวกเขาเตรียมการอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนออกเดินทาง และแน่นอนว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับการปีนเขาอย่างเชือกย่อมไม่มีทางขาด
ครู่เดียวเชือกเส้นยาวที่ประกอบด้วยเชือกป่านหนาเท่าแขนเด็กหลายเส้นก็จัดเตรียมพร้อม เผยเซียวหยวนผูกบ่วงบาศไว้ที่ปลายข้างหนึ่ง เล็งเป้าหมายดีแล้วก็เหวี่ยงไปยังฝั่งตรงข้าม
เชือกลอยไปกลางอากาศ ทอดยาวออกเป็นช่วงๆ ปลายเชือกด้านหน้าสุดลอยอยู่เหนือก้อนหิน บ่วงบาศตกลงบนหินใหญ่ก้อนนั้นพอดี เมื่อห่วงเชือกเลื่อนไปถึงตรงกลางหินก้อนนั้นเผยเซียวหยวนก็ออกแรงดึงทันที เชือกจึงรวบเข้าหากัน ปมเงื่อนรัดแน่น คล้องก้อนหินเอาไว้อย่างแน่นหนา
เฉินเซ่าทางหนึ่งสั่งคนให้ยิงธนูไปทางด้านล่างต่อ พยายามหน่วงเหนี่ยวกลุ่มของหลี่เหยียนให้ไปถึงทางออกช้าที่สุด ทางหนึ่งก็เรียกคนที่มีพละกำลังมากมาสิบกว่าคนให้ช่วยกันออกแรงฉุดดึงหินใหญ่ก้อนนั้น
ตำแหน่งของหินใหญ่ก้อนนี้อยู่ด้านบนของทางออกพอดี ขอเพียงทำให้มันร่วงหล่นลงไปก็จะอุดทางออกสกัดคนไว้ได้
หินก้อนใหญ่ถูกดึงอย่างแรงจากด้านตรงข้ามจึงเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย หินก้อนเล็กและดินทรายจำนวนมากที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ร่วงหล่นลงไป
ทุกคนออกแรงดึงต่อ หินก้อนใหญ่สั่นไหวรุนแรงขึ้น เชือกยิ่งถูกดึงจนตึง ส่งเสียงดังเอี๊ยดๆ แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใดก็เหมือนยังขาดกำลังอยู่อีกเล็กน้อย
ที่ฐานหินนอกจากมีกรวดทรายที่เกาะติดกับผนังผาแล้ว รากต้นไม้และเถาวัลย์แห้งเหี่ยวซึ่งเกาะพันอยู่บนผิวก้อนหินก็หนาแน่นมากเช่นกัน พวกมันยื่นออกมาจากรอยแตกของหน้าผาราวกับหนวดที่เหนียวและแข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วน โอบหินก้อนใหญ่เอาไว้แน่นและยึดมันไว้กับที่
ส่วนทางเผยเซียวหยวนด้านนี้ เพราะบนแท่นหินมีขีดจำกัด ไม่อาจรับคนมากกว่านี้แล้ว
“พวกเจ้าดึงเชือกไว้ ข้าจะข้ามไป!” เขาเอ่ยขึ้น
เฉินเซ่าตระหนักรู้ในทันที ก้มหน้าลงมองก้นเหวแวบหนึ่งแล้วรีบเอ่ยยับยั้ง “ไม่ได้ขอรับราชบุตรเขย! ข้าจะข้ามไปเอง!”
“ให้ข้าไปดีกว่า!” เผยเซียวหยวนคว้าดาบตรงเอวขององครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้
“ราชบุตรเขยไม่อาจเสี่ยงภัย ให้ข้าไปเถิด!” เฉินเซ่าพยายามห้ามปราม
“มีเวลาไม่มากแล้ว ไม่ต้องโต้เถียงกัน ข้าอายุน้อยกว่าเจ้า ข้าไปดีกว่า”
เผยเซียวหยวนกล่าวจบก็ย่อตัวลง จับเชือกด้วยมือทั้งสองข้างแล้วลองดึงดู จากนั้นเพียงเห็นเขาไถลตัวออกไป คนห้อยอยู่บนเชือกกลางอากาศราวกับวานร
เขาใช้สองมือเกาะเชือกเหนือศีรษะ สองแขนไขว้สลับ พาตนเองข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
เฉินเซ่าอดรู้สึกตึงเครียดไม่ได้ สั่งคนให้ดึงเชือกทางด้านนี้ให้มั่น ในเวลานี้เองคนที่ด้านล่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่ด้านบนเหนือศีรษะ ครู่เดียวก็มีลูกธนูยิงส่งๆ เข้าใส่เขา
“คุ้มกันราชบุตรเขย!”
เฉินเซ่าแผดเสียงก้อง มือยิงธนูโจมตีกลับไปอย่างรุนแรง อาศัยความได้เปรียบจากการอยู่ในที่สูงกว่า ในที่สุดก็ยับยั้งการโจมตีครั้งนี้ไว้ได้
ตอนนี้เผยเซียวหยวนใกล้จะถึงฝั่งตรงข้ามแล้ว