ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 124
ที่ด้านล่าง หลี่เหมิ่งสั่งคนให้รีบคุ้มกันหลี่เหยียนไปยังทางออกเร็วหน่อย ส่วนตนเองเลือกตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วน้าวคันธนูขึ้นเล็ง ยิงธนูติดๆ กันสามดอกไปยังเผยเซียวหยวน
เผยเซียวหยวนห้อยอยู่กลางอากาศ เหวี่ยงตัวไปมาหลบลูกธนูสองดอกแรกที่พุ่งเข้าใส่ก่อนจะเตะลูกธนูดอกที่สามออกไป จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่ออย่างรวดเร็ว มือคว้าเถาวัลย์เส้นใหญ่ที่พันเกาะอยู่บนหินก้อนใหญ่ไว้แล้วปีนขึ้นไปบนหน้าผา
แผ่นหลังของเขาแนบติดกับผนังผาขณะเคลื่อนตัวไปยังด้านหลังหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็ชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว เริ่มฟันรากไม้ใหญ่หลายรากและเถาวัลย์เส้นหนาที่พันเกี่ยวอยู่กับก้อนหิน ตลอดขั้นตอนทั้งหมดไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย
รากไม้และเถาวัลย์ถูกเขาฟันขาดอย่างราบรื่น เฉินเซ่าสั่งคนให้ออกแรงดึงอีกครั้ง
ในที่สุดครั้งนี้หินก้อนใหญ่ก็หลุดออกจากหน้าผาพร้อมกับเสียงเคลื่อนตัวหนักดังแครกๆ ที่ฟังดูแปลกหู
“ปล่อยมือ!”
ทันทีที่เฉินเซ่าตะโกนขึ้น ทุกคนก็ปล่อยมือออกจากเชือก ขณะเดียวกันเผยเซียวหยวนก็รีบปลดบ่วงบาศออกจากก้อนหินอย่างรวดเร็ว
ประหนึ่งมียอดเขาเล็กลูกหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า หินก้อนใหญ่ร่วงลงมาจากหน้าผาด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้คนเห็นแล้วใบหน้าถอดสี
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมาจากนรกขึ้นที่พื้นหุบเขาแคบๆ หินก้อนใหญ่พาก้อนหินใหญ่น้อยที่กระแทกถูกระหว่างทางร่วงตกลงมาด้วย
เวลานี้หลี่เหยียนเกือบจะถึงปากทางออกแล้ว ม้ากำลังรออยู่ข้างหน้า ทว่าเขาถูกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากเหนือศีรษะดุจภูเขาไท่ซานกดทับลงมาที่เกิดขึ้นฉับพลันกะทันหันทำให้ตกตะลึง ชั่วขณะนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ถึงกับลืมท่าทีตอบสนองไปแล้ว
“พระราชนัดดาระวัง!”
เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของเว่ยอินเหนียงที่อยู่ข้างกายทำให้เขาได้สติ
“คุ้มกันพระราชนัดดา!”
ในเวลานี้เองหลี่เหมิ่งก็พุ่งกระโจนเข้ามา ผลักหลี่เหยียนให้ถอยไปข้างหลัง
เกิดเสียงโครมดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงคนร้องอย่างน่าเวทนาและเสียงม้าร้องดังสับสน ก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงลงมาทับคนหลายคนที่หนีไม่ทัน ก่อนจะกระแทกกับพื้นหุบเขาอย่างแรง
ปานประหนึ่งแผ่นดินไหวภูเขาโยกคลอน ฝุ่นดินตลบฟุ้งขึ้นสูงเป็นจั้ง คนที่อยู่ใกล้กับคนที่ถูกหินทับและโชคดีรอดมาได้ก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจนพากันล้มลงกับพื้น
รอฝุ่นควันค่อยๆ จางลง เพียงเห็นทางออกข้างหน้าถูกหินก้อนใหญ่และท่อนไม้หักนับไม่ถ้วนอุดปิดแล้ว ยังมีก้อนหินจำนวนมากกลิ้งตกลงมาจากบนหน้าผาด้านข้างกองสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายช่วงล่างของคนผู้หนึ่งถูกทับอยู่ใต้หินก้อนใหญ่ โลหิตไหลออกมาจากตา หู และจมูกไม่หยุด ในปากที่เปิดอ้ามีเศษเนื้อปนเลือดหลุดออกมาข้างนอกเป็นท่อนๆ แลดูคล้ายลำไส้ แต่เขากลับยังไม่สิ้นใจ มือข้างหนึ่งเกาะพื้น สองตามองไปยังสหายร่วมทางของตน ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างไร้สุ้มเสียง
ทว่าสหายร่วมทางที่อยู่ด้านข้างนั้นตนเองก็ยังเอาตัวไม่รอด พวกเขาเจ็ดแปดคนถูกหินก้อนเล็กกว่าที่กลิ้งหล่นตามลงมาร่วงใส่ เบาหน่อยก็ศีรษะแตกเลือดไหล ที่หนักก็เอ็นขาดกระดูกหัก
หลี่เหมิ่งถูกหินก้อนหนึ่งร่วงลงมากระแทกแขน ถูกบีบบังคับให้ต้องถอยห่างจากหลี่เหยียน ตอนเขาตั้งตัวได้ก็ไม่คำนึงถึงบาดแผลที่แขนของตน กระโดดขึ้นจากพื้นพลางมองหาหลี่เหยียนไปทั่ว
“พระราชนัดดา! พระราชนัดดา! ท่านอยู่ที่ใด!”
มีเสียงครางด้วยความเจ็บปวดที่สะกดกลั้นไว้ไม่อยู่ดังขึ้น เขาเห็นขาข้างหนึ่งของหลี่เหยียนถูกหินก้อนหนึ่งหนักอย่างน้อยหลายสิบชั่งทับอยู่ บนขามีโลหิตสดไหลซึมออกมา หลี่เหมิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด รีบพุ่งเข้าไปผลักก้อนหินออก จากนั้นก็เรียกคนสนิทหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ และปลอดภัยดีมาช่วยกันพยุงผู้เป็นนายขึ้นหลังม้า
“พระราชนัดดาไปกับข้าน้อย! ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง ออกไปทางข้างหนองน้ำ!”
เส้นทางนี้เป็นทางอ้อม เทียบกันแล้วไกลกว่า ทั้งยังต้องผ่านหนองน้ำระยะหนึ่ง ทว่าแม้จะมีอันตรายซ่อนแฝงอยู่รอบด้านแต่ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าถูกกักขังอยู่ที่นี่และสู้แบบสุนัขจนตรอก
“พานางไปด้วย!” หลี่เหยียนใบหน้าซีดขาวแต่ยังคงกัดฟันออกคำสั่ง
เมื่อครู่เว่ยอินเหนียงเพิ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติ ยามนี้กำลังใช้สองมือกอดตนเอง ขดตัวอยู่ด้านในของก้นหุบเขาเพื่อหลบเศษหินเหนือศีรษะที่ยังร่วงหล่นลงมาไม่หยุด
นางอยู่ที่ฉางอันมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ติดต่อกับสตรีที่ตนเคยเรียกว่า ‘น้องสาว’ ซึ่งภายหลังได้กลับคืนสู่ฐานันดรศักดิ์องค์หญิงแห่งราชวงศ์อย่างเป็นทางการผู้นั้นอีก กระทั่งตอนสตรีผู้นั้นแต่งงานและให้คนส่งขนมอบมงคลมาให้ นางก็ปิดประตูไม่รับ
น้องสาวผู้นั้นเฉลียวฉลาดยิ่ง น่าจะเข้าใจความปรารถนาของนาง หลังจากนั้นก็ไม่เคยรบกวนนางอีกเลย
เรื่องนี้ทำให้เว่ยอินเหนียงรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง
นางสามารถพูดคุยเรื่องเก่าๆ กับ ‘น้องสาว’ ที่ชื่อเยี่ยซวี่อวี่ผู้นั้นเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกนางคนหนึ่งเป็นพี่สาวสกุลเว่ยในตอนนั้น อีกคนเป็นท่านหญิงน้อยในจวนอ๋อง ทว่านางก็ไม่อาจแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหมือนที่นางไม่อาจลบบ้านออกไปจากความทรงจำได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสลักไว้ในกระดูก เฝ้ารอคอยที่จะได้สุขสมใจจากการแก้แค้นเช่นคนรักเก่าของนาง
เว่ยอินเหนียงสูญเสียที่มาและไม่รู้ว่าตนเองจะกลับไปที่ใด นี่อาจจะเป็นความเศร้าอาดูรอย่างที่สุดของนาง
นอกจากเรือนหลังเล็กที่คุ้นเคยหลังนั้นแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าตนเองยังจะไปที่ใดได้อีก
Comments



