ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในชนบท ลมพัดหญ้าไหวเช่นใดก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเขาไปได้ มีเรื่องมากมายที่เขารู้ล่วงหน้าแล้ว ตอนนี้เห็นเสิ่นหุยจัดการทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเหมาะสมก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมา
เผยไหวกวงเลียคราบยาน้ำที่ขมเฝื่อนบนริมฝีปากแล้ววางชามกระเบื้องในมือลง ไม่รอให้เฉินเยวี่ยกับผิงเซิ่งถอยออกไปก็ช้อนร่างเสิ่นหุยเดินไปที่ห้องเวจทันที
เสิ่นหุยไม่สนใจว่าเฉินเยวี่ยกับผิงเซิ่งอยู่ด้วย คล้องแขนโอบรอบคอของเผยไหวกวงอย่างเป็นธรรมชาติแล้วโน้มกายมองไปที่ผิงเซิ่งอย่างยากลำบาก
“ให้หมินคังไปส่งพระราชโองการที่จวนสกุลซู พรุ่งนี้ในการประชุมเช้าต้องเห็นหน้าซูฮั่นไฉ่”
เผยไหวกวงหลุบตามองเสิ่นหุยที่มีสีหน้าจริงจัง ทันใดนั้นก็นึกถึงท่าทางร้องไห้น้ำตาไหลพรากตอนที่นางเพิ่งเข้าวัง เขารู้ว่านางกำลังเติบใหญ่ แต่ความรวดเร็วในการเติบใหญ่นี้เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
ชั่วพริบตาเผยไหวกวงเกิดความคิดเหลวไหลอย่างหนึ่งขึ้นมา ขอเพียงให้เวลาเสิ่นหุยมากพอ บางทีในอนาคตคงไม่ใช่เขาที่เลือกว่าจะตัดทิ้งหรือไม่แล้ว แต่คงจะพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือนางอย่างแท้จริง
เผยไหวกวงอุ้มเสิ่นหุยเข้าไปในห้องเวจ รีบถอดชุดหงส์ที่เปียกชุ่มบนร่างนางออกพลางพูดอย่างช้าๆ ว่า “เหนียงเหนียงทรงเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
เสิ่นหุยยืนได้ไม่ค่อยมั่นคงนัก นางฝืนอดทนไว้แล้วเลียนแบบน้ำเสียงของเผยไหวกวง พูดอย่างช้าๆ ว่า “เมื่อเห็นคนมีคุณธรรมให้สำรวจตนเองแล้วเลือกทำตามในสิ่งที่ดี ติดตามข้างกายจั่งอิ้นมานานเช่นนี้ย่อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไม่น้อย”
เผยไหวกวงจุปากแล้วยิ้มเยาะ “เหนียงเหนียงทรงล้อเล่นแล้ว กระหม่อมไม่มีความดีใดให้เหนียงเหนียงทรงทำตามได้เลย”
“ข้าต้องเติบใหญ่ก่อนจึงจะปกป้องท่านได้” เสียงของเสิ่นหุยแผ่วเบาลง “ยิ่งไปกว่านั้นการเก็บคนร้ายกาจอย่างจั่งอิ้นไว้ในหัวใจ ข้าย่อมร้ายกาจขึ้นได้เช่นกัน!”
เผยไหวกวงคิดว่าเสิ่นหุยเพียงปากหวานออดอ้อนอีกครั้ง จึงไม่ได้สนใจนัก เขายอบกายนั่งลงตรงหน้านางแล้วถอดถุงเท้าของนางออก
เสิ่นหุยหลุบตาลงมองเผยไหวกวง ดวงตาของนางยกโค้งอย่างอ่อนโยน
ตั้งแต่เสิ่นหุยยังเด็ก ยามคนรู้จักนางวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวนางมักพูดว่านางเป็นคนใจดีมีเมตตา อ่อนน้อมถ่อมตน มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าสำหรับสิ่งที่นางต้องการ ในใจนางโลภมากเพียงใด
ยุครุ่งเรืองที่ใต้หล้าสันติทะเลลำน้ำสงบ นี่เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของนาง ทว่าความปรารถนานี้ไม่ได้มีเพียงเพื่อให้ผู้คนในใต้หล้ามีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อเผยไหวกวงด้วยเช่นกัน
แม้เขาจะเดินทางผิด แต่พวกเราจะไม่หันหลังกลับ ทว่าจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันและสร้างเส้นทางที่ถูกต้องขึ้นมาใหม่
แม้เขาจำต้องละทิ้งความเพ้อฝันในการกอบกู้แผ่นดินของคนสกุลเว่ย เช่นนั้นนางก็จะช่วยเขากอบกู้เอง
เสิ่นหุยสามารถเผชิญหน้ากับหัวใจของตนเองได้เสมอ นางรู้ว่าตนเองโลภมากเพียงใด ความโลภนั้นราวกับเรื่องเพ้อฝันเช่นในนิทาน
แต่ความปรารถนาในใจไม่เคยหายไป นางจะกล้าเสียใจได้อย่างไร
เผยไหวกวงลุกขึ้นยืน บีบบั้นท้ายของเสิ่นหุยแล้วใช้หลังมือลูบร่างกายที่เย็นเฉียบของนางเบาๆ พลางพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หนาวจนเป็นเช่นนี้แล้ว ยังทรงยืนเหม่ออยู่ตรงนี้อีก ยังไม่รีบลงน้ำอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยได้สติกลับมาอีกครั้ง นางยิ้มจนดวงตายกโค้งแล้วพยักหน้าอย่างเชื่อฟังราวกับเด็กหญิงที่มีความรักต่อเขา นางหันหลังเดินไปยังถังอาบน้ำ ก้าวขึ้นบนเก้าอี้เล็ก เพิ่งจะวางเท้าลงไปก็หยุดชะงักในทันใด
ร่างของเผยไหวกวงก็เปียกชุ่มเช่นกัน เขาบอกว่าวันที่สิบห้าของทุกเดือนไม่มีวิชามารติดตัวแล้วร่างกายจะอ่อนแอมากมิใช่หรือ จะไม่ป่วยเป็นหวัดจริงๆ หรือ
เสิ่นหุยหันกลับมามองเขาแล้วพูดว่า “แช่น้ำด้วยกันดีหรือไม่” ทันทีที่พูดจบก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที จึงรีบแก้ไขสถานการณ์ ท่าทางลุกลี้ลุกลนไม่น้อย “ข้า…ข้าจะไปหยิบเสื้อผ้าที่หลังฉากบังตาก่อน ท่านเข้าไปก่อน…”
เผยไหวกวงเหลือบมองท่าทางของเสิ่นหุย เข้าใจว่านางกำลังเป็นห่วงความรู้สึกของเขา กังวลว่าเขาจะไม่อยากให้นางเห็นเขาถอดเสื้อผ้า
เขาไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองนางอย่างเงียบๆ
เสิ่นหุยคลึงขมับที่มึนงงด้วยความหงุดหงิดอีกครั้งแล้วพูดอย่างกังวลว่า “น้ำนี้ร้อนเกินไปสำหรับท่าน…”
เผยไหวกวงถอนหายใจในทันใดแล้วเอ่ยว่า “ทรงรีบเข้าไปเถิด” จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วกดลงบนคิ้วที่ขมวดเป็นปมของเสิ่นหุย โน้มกายลงกระซิบข้างหูนาง “เป่าเปาทรงอยากลงน้ำพร้อมกับกระหม่อมก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
เขาจับมือของเสิ่นหุยให้ช่วยคลายเข็มขัดหยกของเขา