เผยไหวกวงแทบจะลืมตาขึ้นในทันที แม้จะเพิ่งตื่นนอน แต่ในแววตาของเขาไม่มีความงัวเงียจากความง่วงงุนเลยสักนิด ดวงตาสีดำสนิทมืดมิดยิ่งกว่ายามค่ำคืนเสียอีก
“ตื่นบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงพูดขึ้นก่อน แม้ดวงตาของเขาจะสงบนิ่ง แต่ในน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความง่วงงุนที่สังเกตเห็นได้ยากไว้เล็กน้อย
“อืม” เสิ่นหุยตอบรับด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ใช้ข้อศอกยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ในเมื่อตื่นแล้วเสิ่นหุยก็ไม่คิดจะนอนต่อ นางยังมีเรื่องมากมายต้องทำ อย่างเช่นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือนางต้องไปพบฉีอวี้ บอกอีกฝ่ายว่าวันนี้ต้องทำอย่างไร
หลังจากเสิ่นหุยลุกขึ้น เผยไหวกวงกลับไม่ได้ลุกตาม ยังคงหลับตานอนอยู่บนผ้าห่มเนื้อนุ่มสีขาวหิมะ
เสิ่นหุยรีบสวมชุดคลุมแล้วเดินออกจากห้องนอน
เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่สะเทือนขวัญขึ้น ทั้งหอนภากว้างมีใครบ้างจะกล้าหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหุย สือซิงที่เฝ้ายามกลางคืนก็ลุกขึ้นยืนทันที สั่งนางกำนัลชั้นล่างเตรียมทุกอย่างยามเช้าให้ไทเฮาก่อน จากนั้นก็ไปหาเสิ่นหุย
“เหนียงเหนียงไม่บรรทมอีกสักครู่หรือเพคะ”
เสิ่นหุยรีบตรงไปยังห้องนอนของฉีอวี้แล้วถามเสียงเบาว่า “ทางหมิงอวี้เตรียมการเป็นอย่างไรบ้าง”
“เหนียงเหนียงทรงวางพระทัยได้ ก่อนคุณหนูหมิงอวี้จะเข้ามาในตำหนักตากอากาศได้ให้คนมารับคนสกุลเสิ่นไปแล้วเพคะ ตอนนี้คนสกุลเสิ่นไปกันหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่บ่าวไพร่ แต่นายท่านรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงเค้นถามคุณหนูหมิงอวี้ด้วยสีหน้าเย็นชา คุณหนูหมิงอวี้ไม่สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดได้ ดังนั้นจึงพานายท่านเข้ามาในตำหนักตากอากาศเสียเลย ตอนนี้นายท่านกับคุณหนูหมิงอวี้อยู่ในตำหนักตากอากาศเพคะ”
เสิ่นหุยพยักหน้า
สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องราว เรื่องเมื่อวานอาจดูเหมือนเป็นเหตุการณ์วุ่นวายที่คาดไม่ถึงซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหล่าสตรีในตำหนักถูกทำให้เดือดดาล แต่ความจริงแล้วเสิ่นหุยวางแผนมานานยิ่งโดยนึกถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นทุกอย่าง ถึงขั้นเตรียมการรับมือกับความเป็นไปได้ที่อาจมีขุนนางทรยศจับตัวคนสกุลเสิ่นเป็นตัวประกันอีกด้วย
เสิ่นหุยกำชับอีกคราหนึ่ง “ช่วงสามสี่วันนี้ส่งคนไปลอบจับตาที่สกุลเสิ่น ดูว่ามีใครไปหาพวกเขาบ้าง”
สือซิงรีบพยักหน้ารับคำ
หลังจากพูดจบแล้วเสิ่นหุยก็เดินถึงหน้าประตูห้องนอนของฉีอวี้ จากนั้นก็ชะงักฝีเท้า ฉีอวี้ยังเด็ก ปลุกอีกฝ่ายแต่เช้าเช่นนี้ นางหักใจทำไม่ลง
หักใจไม่ได้ก็ส่วนหนึ่ง แต่มีบางเรื่องที่หนีไม่พ้น
ยังไม่ทันที่สือซิงจะเคาะประตู ประตูก็ถูกดึงเปิดออกจากข้างใน แม่นมซุนยอบกาบคารวะเสิ่นหุย ยิ้มพลางเอ่ยทักทาย
“อรุณสวัสดิ์เพคะไทเฮา”
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังแม่นมซุน ฉีอวี้วิ่งเข้ามาจับมือของเสิ่นหุยอย่างรวดเร็ว “เสด็จน้า อวี้เอ๋อร์รอพระองค์อยู่นานแล้ว!”
เสิ่นหุยมองดวงตาสุกใสของฉีอวี้คราหนึ่ง พอมองเสื้อผ้าที่เรียบร้อยบนร่างของนางก็รู้ว่าอีกฝ่ายตื่นนานแล้ว เสิ่นหุยจับมือของฉีอวี้เดินไปข้างในพลางถามด้วยเสียงอ่อนโยน
“อวี้เอ๋อร์ เหตุใดถึงตื่นเช้าเพียงนี้”
“แม่นมปลุกอวี้เอ๋อร์แต่เช้า ทั้งยังเล่าเรื่องมากมายให้ฟัง!”
เสิ่นหุยหันไปมองแม่นมซุนคราหนึ่งแล้วอุ้มฉีอวี้ขึ้นนั่งบนตั่งนุ่มด้วยกัน จากนั้นก็ถามอย่างอ่อนโยนว่า “แม่นมสอนอะไรอวี้เอ๋อร์บ้าง”
“แม่นมสอนมารยาทและขั้นตอนในการเข้าประชุมเช้าวันนี้”
เสิ่นหุยลูบศีรษะของฉีอวี้อย่างอ่อนโยน หันหลังไปมองแม่นมซุนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นมเอาใจใส่ดียิ่ง”
แม่นมซุนยอบกาบคารวะอย่างสุภาพอีกครั้ง จากนั้นก็พูดกับฉีอวี้ว่า “ฝ่าบาทโปรดตรัสให้ไทเฮาทรงฟังสักรอบเถิดเพคะ ให้ไทเฮาตรวจสอบ”
ฉีอวี้พยักหน้า นางก้มหน้าลงดัดนิ้วมือแล้วทวนคำพูดที่แม่นมซุนกำชับไว้ทีละประโยคอีกรอบ เมื่อพูดจบนางก็ยื่นมือไปจับมือของเสิ่นหุยอย่างตื่นเต้นแล้วถามขึ้น