บทที่ 173
ฝูยาจ้องมองภาพเหตุการณ์นี้แล้วก็เบิกตาโตอ้าปากค้าง เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเห็นได้ หากเขาเห็นแล้วจะยังมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่!
เขาหันหน้าไปทางอื่นอย่างเงียบๆ พยายามขยิบตาให้ซุ่นซุ่ย แต่ซุ่นซุ่ยกลับก้มหน้าก้มตาเหมือนต้นไม้ตายซากต้นหนึ่ง เขาจะทำอย่างไรดี ฝูยาเริ่มลนลานขึ้นมาแล้ว ทันใดนั้นก็รีบก้มหน้าก้มตาเลียนแบบซุ่นซุ่ย ทำให้ตนเองดูเหมือนต้นไม้เช่นกัน แต่ไม่ใช่ต้นไม้ตายซาก ทว่าเป็นต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ตื่นเต้นจนใบไม้สั่นไหว
เขายังคงครุ่นคิดว่าวันนี้ตนเองจะยังมีชีวิตรอดออกไปได้หรือไม่ ซุ่นซุ่ยก็หันหลังเดินออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเสียแล้ว ซุ่นซุ่ยเดินไปสองก้าวก็เห็นฝูยายืนทึ่มทื่ออยู่ที่เดิม จึงกระตุกชายเสื้อของเขาเบาๆ ฝูยาได้สติกลับมาทันที รีบเดินตามออกไปพร้อมกับซุ่นซุ่ยโดยไม่สนใจสิ่งใด
เพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ฝูยาก็ไหล่สั่นสะท้าน ทรุดนั่งลงกับพื้น
ซุ่นซุ่ยปิดประตูอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มพลางมองไปที่ฝูยาแล้วพูดเสียงเบาว่า “รองผู้บัญชาการ ท่านเป็นอะไรไป”
ฝูยารีบลุกขึ้นแล้วลากซุ่นซุ่ยลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ซุ่นซุ่ยยังคงพูดด้วยรอยยิ้มสดใส
“รองผู้บัญชาการ ช้าลงหน่อยเถิด!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซุ่นซุ่ยหายไปแล้ว แต่ในใจกลับหัวเราะเสียงดัง ใครจะคิดว่ารองผู้บัญชาการหน้าผีแห่งสำนักบูรพาจะตกใจกลัวเพราะเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้
เรื่องนี้น่าขันสิ้นดี ฮ่าๆๆ…
ซุ่นซุ่ยเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นหัวเราะ รอจนถูกฝูยาลากลงมาถึงชั้นล่างแล้ว เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “เรื่องที่เห็นในวันนี้รองผู้บัญชาการอย่าพูดส่งเดชนะขอรับ”
“นี่…นี่แน่นอนอยู่แล้ว!” ฝูยาพูดตะกุกตะกัก
“อืม…” ซุ่นซุ่ยลากเสียงยาว “รองผู้บัญชาการตามสบาย ข้าจะไปเตรียมของหวานให้ไทเฮาแล้ว”
“อืม ได้” ฝูยารับคำส่งเดช ยืนนิ่งอยู่กับที่ ซุ่นซุ่ยเดินจากไปไกลแล้ว เขาก็ยังคงยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น
ภายในห้องเผยไหวกวงเหลือบมองใบหน้าเสิ่นหุยที่กำลังออดอ้อนเขาแล้วพูดช้าๆ ว่า “เหนียงเหนียงทรงเป็นไทเฮาแล้ว สองคนนั้นยังอยู่ในห้อง เหตุใดถึงไม่ใส่พระทัยเช่นนี้”
“ท่านไม่ชอบหรือ” เสิ่นหุยขมวดคิ้วเรียว ท่าทางเศร้าใจเพิ่มอีกสามส่วน
เผยไหวกวงไม่พูดอะไรอีก งอนิ้วลูบไล้ใบหน้าของนางเบาๆ
เสิ่นหุยยิ้มทันที นางก้มลงถอดรองเท้าปีนขึ้นเตียง ยกแขนของเผยไหวกวงขึ้นแล้วเลื่อนไปนั่งบนตักของเขาช้าๆ สองมือโอบเอวของเขา ซบแผ่นอกของเขาแล้วครวญเพลงอย่างมีความสุข มือของนางที่โอบอยู่หลังเอวของเผยไหวกวงเคาะเบาๆ ไปตามจังหวะเพลง
เผยไหวกวงเหลือบมองคนในอ้อมอกพลางพูดว่า “ทรงบรรลุจุดประสงค์แล้ว เหตุใดยังทรงอยู่บนร่างกระหม่อมอีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“เพราะชอบอย่างไรเล่า” เสิ่นหุยขยับเข้าใกล้ ใช้แก้มอ่อนนุ่มของตนเองถูไถข้างแก้มที่เย็นเฉียบของเผยไหวกวงอย่างอ่อนโยน
“ทรงอารมณ์ดีเพียงนี้เชียวหรือ” เผยไหวกวงดึงมือนางที่ซุกซนอยู่ตรงหลังเอวของเขามากุมไว้ในฝ่ามือ
“อืม” เสิ่นหุยขยับตัวเล็กน้อย ปรับท่านั่งแล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเผยไหวกวง พูดข้างหูเขาว่า “คราแรกข้าคิดว่าการประชุมเช้าวันนี้คงไม่ราบรื่นนัก แต่แท้จริงแล้วราบรื่นดีทีเดียว…ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าต่อให้พวกเขามีความเห็นต่าง แต่ระยะเวลาไม่กี่วันนี้คงไม่กล้าทำอะไรหุนหันพลันแล่น ทว่าพอทุกอย่างราบรื่นจริงๆ ในใจก็ยังรู้สึกมีความสุข”
“อ้อ ข้าให้ซูฮั่นไฉ่กลับมารับตำแหน่งใหม่แล้ว ในเมื่อญาติผู้พี่เข้าร่วมกองทัพ ตำแหน่งว่างเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ซูฮั่นไฉ่มีประโยชน์ให้ใช้งานได้มาก ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปเยี่ยมเยียนเขาหลายครั้ง เขาไม่ยอมออกหน้า ไม่คาดคิดว่าวันนี้เขาจะรับปากอย่างง่ายดาย ทั้งยังเอ่ยคำสาบานอีกด้วย” เสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้ง “อวี้เอ๋อร์ก็ฉลาดมากเช่นกัน เรื่องที่กำชับล่วงหน้านางล้วนจำได้ทั้งหมด ข้าให้นางสอบถามซูฮั่นไฉ่ด้วยตนเองว่ายินดีเป็นอาจารย์ของนางหรือไม่ นางเพิ่งถามจบซูฮั่นไฉ่ก็คุกเข่าลงดวงตาแดงก่ำแล้ว”
เสิ่นหุยหัวเราะเบาๆ “คิดไม่ถึงว่าคนที่ปกติหัวแข็งเช่นนั้นจะตาแดงต่อหน้าฝูงชนได้ด้วย” จากนั้นก็ถอนหายใจ “ตอนนั้นห้ามฮ่องเต้ไม่ให้เสด็จมาเมืองกวนหลิงไม่ได้ อ้อ…ควรเรียกว่าอดีตฮ่องเต้ แต่ข้าก็ยังอยากด่าทอเขาว่าเป็นฮ่องเต้ชั่วอยู่ดี หากพิธีราชาภิเษกที่อวี้เอ๋อร์ต้องคำนับสวรรค์คารวะบรรพชนไม่ได้กลับไปจัดที่เมืองหลวงข้าก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ทว่าหากเดินทางด้วยการนั่งเรือนั่งรถม้าก็ทั้งเหน็ดเหนื่อยและสิ้นเปลืองเงินทองกับกำลังคน แต่ข้ารู้ดีว่าเมืองหลวงจึงจะเป็นศูนย์กลางการปกครองที่แท้จริง ช้าเร็วก็ต้องกลับไป…เพราะไม่รู้เช่นกันว่าจะสงบสุขไปได้นานเท่าใด…”
“การประชุมเช้าวันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญอะไร…อ้อ ยังมีพระราชพิธีศพของฮ่องเต้ชั่วด้วย ตามธรรมเนียมบรรพชนสนมชายาในตำหนักในที่ไม่มีบุตรจะต้องถูกฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้หรือไม่ก็เฝ้าสุสานหลวงไปชั่วชีวิต พอขุนนางพูดถึงเรื่องนี้ยังคิดว่าข้าจะคัดค้าน แต่ข้าไม่ทำเช่นนั้น ข้าคิดว่า…”