ติงไฉเหรินอาศัยอยู่ในตำหนักที่ห่างไกลเงียบสงบ นางพาชูสี่กับซวงสี่ไปที่หอนภากว้าง เดินพลางสะอื้นไห้เบาๆ เพราะยามนี้นางกลัวตาย!
ชูสี่กระซิบถามว่า “ไปยั่วยวนจั่งอิ้นตอนนี้ยังทันหรือไม่“
ซวงสี่ถลึงตาใส่นาง ชูสี่จึงหุบปากทันที ก้มหน้าลงอย่างกลัดกลุ้ม เห็นได้ชัดว่านางยังไม่ยอมแพ้ แต่นางกลับไม่มีโอกาสลงมือ
เสิ่นหุยเรียกพบสนมชายาทุกคนในตำหนักตากอากาศเชียงชิงมายังโถงบุปผา สตรีในตำหนักในมีมากมาย สตรีบางคนติดตามมาจากเมืองหลวง บางคนก็มาจากการคัดเลือกหญิงงามรอบสุดท้าย ทั้งยังมีหญิงงามอีกจำนวนมากที่อดีตฮ่องเต้หามาจากที่ต่างๆ
หญิงงามบอบบางในชุดไว้ทุกข์สีขาวยืนเต็มในโถงบุปผา เสิ่นหุยนั่งอยู่ตำแหน่งหลัก วางข้อศอกลงบนโต๊ะ หลุบตาลงครุ่นคิด
ถวนหยวนเดินไปรายงานข้างกายเสิ่นหุยว่าสนมชายาทุกคนมาถึงแล้ว เสิ่นหุยจึงเงยหน้ากวาดตามองเหล่าหญิงงามในห้องโถง ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างในฐานะที่เป็นสตรีด้วยกัน
“ไม่ทราบว่าไทเฮาทรงตามพวกเรามาที่นี่มีเรื่องใดจะประกาศหรือเพคะ” เสียนกุ้ยเฟยพูดขึ้นก่อน
เสิ่นหุยพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “กรมพิธีการได้ส่งใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับฝ่าบาทและทำหน้าที่เฝ้าวิญญาณมาให้ ข้าดูแล้วคิดว่าไม่ค่อยเหมาะสม”
เมื่อได้ยินเสิ่นหุยพูดถึงเรื่องการฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้ ทุกคนต่างรู้สึกใจหาย อย่างไรเสียนี่เป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับความเป็นความตาย ชะตากรรมของพวกนางขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วขณะของไทเฮาแล้ว!
ในกลุ่มสตรีมีคนเริ่มสะอื้นไห้เบาๆ แล้ว
“ข้าคิดว่าการสวดมนต์เฝ้าสุสานหลวงยกเลิกไปเถิด สำหรับการฝังร่วมกับคนตายนั้นก็ยิ่งควรยกเลิก แต่ว่า…” เสิ่นหุยเปลี่ยนเรื่องทันที “คราวนี้ต้องเปลี่ยนเป็นนำใบรายชื่อฝังร่วมไปด้วยหนึ่งฉบับแทน”
เหล่าสนมชายาคิดว่าความหมายของเสิ่นหุยคือธรรมเนียมบรรพชนไม่สามารถยกเลิกได้ ต้องเสียสละสนมชายาจำนวนหนึ่งไปอยู่กับอดีตฮ่องเต้ที่ปรโลก ทุกคนต่างกลัวว่าตำแหน่งว่างในใบรายชื่อจะตกมาที่ตนเอง เสียงสะอื้นไห้ของสนมชายาบางคนที่ไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนดังยิ่งกว่าเดิม
เสิ่นหุยพูดแผนการของตนเองว่า “ใครอยากกลับบ้านก็กลับได้ ใครไม่มีบ้านให้กลับหลังจากนี้ก็ย้ายไปอยู่ตำหนักตากอากาศอื่นเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลาย ถ้าไม่อยากอยู่ตำหนักตากอากาศและกลับบ้านไม่ได้ก็ลงชื่อไว้ในใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมกับฮ่องเต้ จากนั้นก็เปลี่ยนตัวตนหาทางออกของตนเอง วันหน้าจะสุขหรือทุกข์ต้องรับผิดชอบเอง”
เหล่าหญิงงามในโถงบุปผาต่างตกตะลึง จ้องมองไทเฮาน้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อ หมายความว่าอย่างไร อาศัยข้ออ้างการถูกฝังร่วมกับฮ่องเต้เปลี่ยนสถานะออกจากวังไปอย่างนั้นหรือ
สองวันมานี้เหล่าหญิงงามต่างรู้สึกหวาดกลัว พวกนางไม่เพียงกังวลว่าตนเองจะถูกเลือกให้ฝังร่วมเท่านั้น ต่อให้ไม่ได้ถูกฝังร่วม ครึ่งชีวิตหลังคงหวาดกลัวไร้ที่พึ่งพาเช่นกัน ในเมื่อเข้าวังมาแล้ว ต่อให้ไทเฮาน้อยจะปล่อยพวกนางกลับบ้าน ครอบครัวของพวกนางอาจไม่ยอมรับพวกนางอีกก็ได้…
“พวกเจ้าไม่ต้องให้คำตอบตอนนี้ ใบรายชื่อสิ่งที่จะฝังร่วมนี้อีกห้าวันค่อยส่งกลับมาก็พอ” เสิ่นหุยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยเสริมอีก “คำพูดนี้สำหรับพวกเจ้าทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะสนมชายาที่ไม่มีบุตร”
หลังจากเสิ่นหุยพูดจบก็ให้พวกนางกลับไปพิจารณาแล้วตัดสินใจเอง
ช่วงพลบค่ำ ก่อนที่เสิ่นหุยจะไปตำหนักเฉียนเหอก็เกิดความคิดขึ้นมากะทันหัน นางไปที่ตำหนักของลี่เฟย เพราะอยากรู้ความคิดของอีกฝ่าย หากลี่เฟยออกจากวัง บางทีเสิ่นหุยอาจขอให้ลี่เฟยช่วยทำงานบางอย่างนอกวังได้
เสิ่นหุยไปอย่างกะทันหัน เหล่านางกำนัลข้างกายลี่เฟยไม่ทันตั้งตัว คนหนึ่งรีบยอบกายคารวะต้อนรับ อีกคนหนึ่งรีบไปรายงานลี่เฟย
ยังไม่ทันที่เสิ่นหุยจะก้าวเข้าไป ลี่เฟยก็ก้าวข้ามธรณีประตูออกมาต้อนรับแล้ว
บุรุษผู้หนึ่งที่แต่งกายชุดหมอหลวงเดินตามลี่เฟยออกมา เขายืนอยู่ข้างกายลี่เฟย ค้อมกายคารวะเสิ่นหุยพร้อมกับลี่เฟย
ลี่เฟยพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ถ้าไทเฮาทรงมีเรื่องใดแจ้งมาก็พอ เหตุใดต้องเสด็จมาด้วยพระองค์เอง รีบเสด็จเข้ามาเถิดเพคะ”
นางพูดพลางเบี่ยงกายไปด้านข้างเพื่อเปิดทางแล้วเชิญเสิ่นหุยเข้าไปข้างใน
เสิ่นหุยก้าวเข้าไปในห้องโถง นางเหลือบมองสุราดอกซิ่งบนโต๊ะที่ยังไม่ทันเก็บ จากนั้นก็เลื่อนสายตากลับมาอย่างเงียบๆ