“พวกเจ้าไม่ได้เห็นท่าทางที่โค่วโค่วยืนอยู่หน้าประตูตำหนักแล้วโยนศีรษะลงมา…เหล่าขุนนางใหญ่ตกใจอย่างยิ่ง อีกทั้งพายุฝนฟ้ากระหน่ำ ไม่รู้ว่ามีบัณฑิตอ่อนแอคนใดกลัวจนปัสสาวะรดกางเกงบ้างหรือไม่…”
จู่ๆ เสิ่นฮูหยินก็ดึงแขนเสื้อของเสิ่นหยวนหง
“ดึงข้าเพื่ออันใด” เสิ่นหยวนหงกำลังเล่าอย่างมีความสุข เขาหันกลับไปมองภรรยา แต่พอเขาหันหน้าไป ยังไม่ทันเห็นภรรยาของตนเองก็เห็นเผยไหวกวงเดินมาทางนี้ก่อนแล้ว
ความยินดีเต็มใบหน้าของเขาเลือนหายไปในทันที
เขานึกอยากตำหนิว่าไม่มีบ่าวมาแจ้งสักคน แต่เมื่อคิดดูแล้วขันทีชั่วผู้นี้ทำตัวลึกลับ คนเฝ้าประตูเห็นเขาหรือไม่ก็ยังไม่รู้
เผยไหวกวงค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคนแล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “ท่านพ่อตาอารมณ์ดีไม่เลว”
เสิ่นหยวนหงไม่พูดอะไร หันหน้าไปด้านข้างไม่มองเขาแม้แต่น้อย
เผยไหวกวงไม่แปลกใจและไม่สนใจเช่นกัน เขาถามอีกว่า “ยาที่ทิ้งไว้ให้ท่านพ่อตาได้กินทุกวันหรือไม่”
เสิ่นหยวนหงยังคงไม่พูดอะไร
เสิ่นฮูหยินรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง ไม่กล้าทำให้เผยไหวกวงโกรธ รีบพูดว่า “กิน! กินอยู่ตลอด!”
เผยไหวกวงพยักหน้าแล้วสั่งขันทีหลายคนที่อยู่ข้างหลังว่า “จับแม่ทัพผู้เฒ่าเสิ่นไปไว้ในเรือนพักแล้วมัดไว้บนโต๊ะเสีย”
“เจ้าจะทำอะไร!” เสิ่นหยวนหงหันมามองเขาทันที
เขาไม่สนใจเผยไหวกวง แล้วเผยไหวกวงจะยินดีสนใจเขาหรือ
เผยไหวกวงคร้านจะสนใจเสิ่นหยวนหง สั่งการอีกว่า “ไปที่ร้านหมอใดก็ได้ ยืมล่วมยามาสักใบ เอามีดมาด้วย”
เผยไหวกวงคิดจะทำอะไร ในใจเสิ่นหยวนหงพอจะคาดเดาได้ และเพราะคาดเดาได้ จึงยิ่งมีท่าทีต่อต้านมากขึ้น
“หึ” เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วพูดอย่างจริงจัง “เผยไหวกวง อย่าคิดว่าเจ้ามีบุญคุณต่อข้าแล้วข้าจะมองเจ้าดีขึ้น จะขอบคุณเจ้า! ข้าเสิ่นหยวนหงไม่ใช่คนที่สนใจบุญคุณเล็กน้อยเช่นนั้น ข้ายอมเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต ต่อให้พิการจนลงโลงก็ไม่ต้องการให้เจ้ามารักษา!”
“เอ่ยคำพูดไร้สาระอะไรกัน” เผยไหวกวงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ถ้าพูดเหลวไหลอีกคำ ข้าคงต้องสังหารคนสักสองสามคนแล้วยัดเนื้อคนสักสองสามชิ้นปิดปากท่านแล้ว”
“เจ้า!”
เผยไหวกวงหัวเราะอีกครั้ง เดินเข้าใกล้เสิ่นหยวนหงอีกเล็กน้อย เขามีรอยยิ้มบนใบหน้า น้ำเสียงอ่อนโยน แต่วาจาที่พูดออกมากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น
“ตาเฒ่า ข้าไม่อยากได้คำขอบคุณจากท่านและไม่อยากให้ท่านมองข้าในแง่ดีแต่อย่างใด ท่าทีที่ท่านมีต่อข้ายิ่งย่ำแย่ยิ่งดี ข้าอุตส่าห์จะรักษาท่านให้หายดี ท่านกลับดุด่าข้าไม่หยุด ถ้าเป่าเปารู้เข้า นางคงจะสงสารข้ามากขึ้น”
เมื่อนึกถึงภาพที่เสิ่นหุยตาแดงมากอดเขาจุมพิตเขา เผยไหวกวงก็หัวเราะเบาๆ อย่างมีความสุขยิ่ง
“เจ้า! เจ้า! เจ้า!” เสิ่นหยวนหงโกรธจนหน้าแดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก
“ดังนั้นตาเฒ่า ท่านจงทำตัวให้ดีๆ สักนิด” เผยไหวกวงหุบยิ้มอย่างช้าๆ โยนไม้เท้าในมือของเสิ่นหยวนหงทิ้ง จากนั้นก็เอามือของเขามาวางบนแขนของตนเอง ประคองเสิ่นหยวนหงเข้าไปในเรือนพักด้วยสีหน้าเย็นชา
ตลอดขั้นตอนการตัดต่อกระดูก เสิ่นหยวนหงถลึงตาจ้องมองเผยไหวกวงด้วยความเกลียดแค้น ความเกลียดแค้นนี้ทำให้เขามองข้ามความเจ็บปวด ไม่ส่งเสียงใดสักนิด
เผยไหวกวงรับผ้าสะอาดที่ขันทียื่นให้มาเช็ดคราบเลือดที่ติดนิ้วมือด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางอ่างล้างมือ ล้างมือซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง
ตลอดขั้นตอนเสิ่นฮูหยินก็อยู่ด้วย เวลากว่าหนึ่งชั่วยามนางได้แต่อกสั่นขวัญแขวน หลังจากขาของเสิ่นหยวนหงถูกผ้าพันแผลพันไว้อย่างแน่นหนาเสร็จ ในที่สุดก็หมดสติไปเพราะความเจ็บปวด เสิ่นฮูหยินมองเผยไหวกวงที่กำลังล้างมืออย่างลังเล สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเดินไปหาเขา แต่พอเดินไปถึงตรงหน้าเขาแล้วนางกลับไม่กล้าพูดอะไร
เผยไหวกวงล้างมือเสร็จแล้วก็รับผ้ามาเช็ดคราบน้ำ รออยู่ครู่หนึ่งจึงพูดอย่างรำคาญใจว่า “ท่านแม่ยายอยากพูดอะไรก็พูดเถิด ข้าไม่ได้คิดจะหักคอท่าน”
เสิ่นฮูหยินหดคอโดยพลัน ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวังว่า “นาย…นายท่านของพวกเราจะฟื้นเมื่อใด หลังจากฟื้นแล้ว…”
มือที่เต็มไปด้วยเลือดทำให้เผยไหวกวงอารมณ์ไม่ดีนัก เริ่มหมดความอดทน เขาพูดขัดจังหวะเสิ่นฮูหยินทันที