บทที่ 90
ตอนที่เสิ่นหุยได้ยินเสียงน้ำก็เปิดม่านมองไปยังขบวนเรือของฮ่องเต้ที่อยู่บนแม่น้ำ จากนั้นนางก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวงที่อยู่บนหลังม้าอย่างเงียบๆ
ดูเหมือนเผยไหวกวงจะรับรู้ได้ เขาจึงหันหน้ามองมา
เสิ่นหุยรู้ว่าการเดินทางของเผยหุยกับเสิ่นกวงในช่วงนี้สิ้นสุดลงแล้ว
โคมไฟที่แขวนอยู่บนขบวนเรือริมฝั่งแกว่งเบาๆ ไปตามลม ส่องให้ผิวน้ำเกิดแสงสีแดงระยิบระยับ
เผยไหวกวงขี่ม้าไปที่ข้างรถม้าแล้วพูดว่า “ต้องเดินทางไปทางต้นน้ำของแม่น้ำอีกระยะหนึ่งจึงจะถึงเรือพระที่นั่งของเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากขี่ม้า” เสิ่นหุยพูด
นางลงจากรถม้า จับมือที่เผยไหวกวงยื่นมา ขึ้นไปบนหลังม้าแล้วนั่งตรงหน้าเผยไหวกวง เผยไหวกวงไม่ได้จับเชือกบังคับม้า สองมือโอบเอวบางของเสิ่นหุย เล่นแถบรัดอกที่ห้อยลงมาจากหน้าอกของนางช้าๆ
สองคนหนึ่งม้าเดินทางเลียบริมแม่น้ำไปทางต้นน้ำอย่างช้าๆ
เวลาดึกมากแล้ว นางกำนัลของเสิ่นหุยบนเรือส่วนใหญ่ยังไม่หลับ
เฉินเยวี่ยผ่ายผอมลงไปมาก ขมวดคิ้วเอนพิงตั่งยาวตรงหน้าต่าง สองเดือนกว่าที่ผ่านมานางอกสั่นขวัญแขวนทุกวัน กินไม่ได้นอนไม่หลับ
สือซิงอายุน้อย ปกติชอบเล่นสนุกสนาน นิสัยร่าเริง มีใบหน้ากลม แต่ในช่วงสองเดือนกว่าที่ผ่านมานางเลิกเล่นสนุกไปไม่น้อย ค่อยๆ สงบนิ่งมากขึ้น นางก็เป็นเช่นเดียวกับพี่สาว เป็นห่วงเสิ่นหุยอยู่ทุกวัน ยามนี้นางนั่งตรงข้ามกับพี่สาว พลิกหนังสืออย่างไม่สดชื่นพลางพึมพำเสียงเบา
“เมื่อหลายปีก่อนเหนียงเหนียงทรงแนะนำให้ข้าอ่านหนังสือใหมากสักนิด จำตัวอักษรให้มากสักหน่อย ระหว่างทางข้าอ่านหนังสือไปหลายเล่มแล้ว…”
เฉินเยวี่ยคิดอะไรบางอย่างในใจจึงไม่ได้ตอบกลับไป
ซย่าชั่นจูนั่งเงียบๆ บนม้านั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางก้มหน้าเย็บผ้า นางเหม่อลอยเล็กน้อย ได้ยินสือซิงพูด แต่เสียงของสือซิงลอยมาแล้วก็หายไป จึงจับใจความไม่ได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรกันแน่ และไม่มีอารมณ์จะตอบ จึงก้มหน้าเย็บผ้าต่อไป
“เฮ้อ” เฉินเยวี่ยถอนหายใจ “เหนียงเหนียงตรัสก่อนจากไปว่าพอพวกเราใกล้ถึงเมืองกวนหลิง นางก็จะเสด็จกลับมา มากังวลอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนกันเถิด สือซิง อย่าอ่านหนังสือยามกลางคืน ชั่นจู เจ้าเองก็ด้วย เย็บผ้าภายใต้แสงไฟยามกลางคืนเป็นอันตรายต่อดวงตาไม่น้อย”
เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเฉินเยวี่ย ทั้งสามคนต่างรู้สึกว่าตัวเรือโคลงเคลงเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
“ดึกเพียงนี้แล้ว เกิดอะไรขึ้น พวกเราไปดูกันเถิด” เฉินเยวี่ยมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันใด
ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก เฉินเยวี่ยเดินอยู่หน้าสุด นางผลักเปิดประตูก็เห็นคนที่ยืนอยู่นอกประตู
ภายในห้องแสงไฟสว่าง แต่ข้างนอกมืดสลัว ยามนี้เฉินเยวี่ย สือซิง และซย่าชั่นจูยังปรับสายตาไม่ทัน จึงเห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ข้างนอกได้ไม่ชัดเจน
เสิ่นหุยถอดหมวกที่ติดกับชุดคลุมออก ขณะเดียวกันก็พูดเสียงเบาอย่างอ่อนโยนว่า “ข้ากลับมาแล้ว”
ยังไม่เห็นใบหน้าของเสิ่นหุยชัดเจนก็ได้ยินเสียงพูดดังขึ้นก่อนแล้ว
เฉินเยวี่ยตกใจ ดวงตาแดงก่ำทันที นางยกมือไปจับร่างเสิ่นหุย มือที่กุมข้อมือของอีกฝ่ายสั่นเทา
พอเสิ่นหุยเดินเข้ามา ซย่าชั่นจูก็รีบปิดประตู
ภายในห้องแสงไฟส่องสว่าง เสิ่นหุยยิ้มดวงตายกโค้งให้พวกนาง
“เหนียงเหนียง ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จกลับมาแล้ว! พระองค์ไม่ทรงรู้ว่าพวกเราเป็นห่วงมากเพียงใด!” สือซิงพูดขึ้นเป็นคนแรก นางพูดปนสะอื้นไปด้วย
เฉินเยวี่ยทนไม่ไหว น้ำตาไหลลงมาทันที นางรีบเช็ดน้ำตา พยายามข่มกลั้นความปวดใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ
“เสด็จกลับมาก็ดีแล้ว รีบนั่งลงเถิดเพคะ”
“สองเดือนกว่านี้เหนียงเหนียงทรงลำบากไม่น้อยใช่หรือไม่เพคะ พวกเราต่างพูดว่าพระองค์ต้องทรงผ่ายผอมลงมากแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจประชวรด้วย…” สือซิงสูดจมูก มองสำรวจเสิ่นหุยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ทั้งสามคนต่างก็เริ่มสำรวจทั่วร่างของเสิ่นหุย จากนั้นภายในห้องก็เงียบลง
ซย่าชั่นจูหัวเราะออกมาแล้วพูดขึ้นก่อนว่า “ที่แท้พวกเรากังวลไปเอง ดูเหนียงเหนียงเถิด ทรงผ่ายผอมลงตรงที่ใด ทรงอวบอิ่มขึ้นต่างหาก”
มิผิด สตรีทั้งสี่ยืนอยู่ด้วยกัน สามคนผ่ายผอมลงไปมาก มีเพียงเสิ่นหุยเท่านั้นที่อวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย
เสิ่นหุยเห็นพวกนางสามคนเป็นเช่นนี้ก็พูดด้วยความปวดใจว่า “ทำให้พวกเจ้าเป็นห่วงแล้ว…”
“เสด็จกลับมาก็ดีแล้วเพคะ” เฉินเยวี่ยพูด “ดึกมากแล้ว ยังไม่ต้องตรัสเรื่องเหล่านี้ ควรเปลี่ยนชุดล้างพระพักตร์แล้วพักผ่อนได้แล้วเพคะ”
ทั้งสามคนเริ่มลงมือทำงานทันที ทั้งปูที่นอน จัดเตียง เตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำ และหยิบชุดนอนออกมา เฉินเยวี่ยยังกำชับถวนหยวนที่อยู่ข้างนอกว่าให้สั่งอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย