เสิ่นหุยเดินไปที่ข้างหน้าต่าง ผลักเปิดหน้าต่างออก มองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ
เผยไหวกวงยังไม่ได้จากไป เขายืนอยู่ริมแม่น้ำ หลุบตาลงครึ่งหนึ่ง สายตามองไปยังผิวน้ำที่สะท้อนแสงไฟสีแดงสดใส ม้าเดินไปมาข้างกายเขาอย่างกระวนกระวาย
เมื่อได้ยินเสียงผลักเปิดหน้าต่างเบาๆ เผยไหวกวงก็เหลือบตาขึ้นมองมาทางเสิ่นหุยที่อยู่ไกลออกไป
ระยะห่างเช่นนี้ เสิ่นหุยมองเห็นท่าทางบนใบหน้าของเผยไหวกวงได้ไม่ชัดเจน
ลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อย โคมไฟสีแดงที่แขวนสูงถูกพัดจนแกว่งไปมา ตอนที่แสงไฟตกกระทบใบหน้าของเผยไหวกวง ในที่สุดเสิ่นหุยก็เห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
“เหนียงเหนียงทรงหิวหรือไม่ จะเสวยพระกระยาหารยามดึกสักนิดหรือไม่เพคะ” สือซิงเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มสดใส
เสิ่นหุยหันไปส่ายหน้าให้นางแล้วพูดว่า “ไม่ต้องแล้ว ข้าไม่หิว”
สือซิงวิ่งออกไปอีก เสิ่นหุยมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นเพียงเผยไหวกวงดึงเชือกบังคับม้า จูงม้าตัวนั้นเดินไปไกลอย่างช้าๆ
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด เมื่อคืนเสิ่นหุยนอนหลับไม่สนิท
เฉินเยวี่ยถามว่า “เหนียงเหนียงบรรทมไม่สนิทหรือเพคะ”
“อาจจะไม่คุ้นชินกับการนอนบนเรือกระมัง” เสิ่นหุยพูด
“ไม่เป็นไรเพคะ อย่างไรเสียอีกไม่นานพวกเราก็จะถึงเมืองกวนหลิงแล้ว เฮ้อ อยู่บนเรือมาสองเดือนกว่า อยู่จนพอแล้วจริงๆ”
ตอนที่เสิ่นหุยเปลี่ยนเสื้อผ้าหวีผม เฉินเยวี่ยก็เลือกเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นตอนนางไม่อยู่มาเล่าให้ฟัง
สิ่งแรกที่เฉินเยวี่ยพูดถึงคือเรื่องของเซียวมู่ เรื่องนี้เสิ่นหุยรู้แล้ว อีกเรื่องคือฮ่องเต้ติดกามโรค โรคนี้เป็นอยู่ซ้ำๆ ยังไม่หายดี
“ลี่ผินใกล้คลอดแล้วเพคะ” เฉินเยวี่ยพูดขึ้นอีก
สือซิงอยู่ด้านข้างเอ่ยเสริมว่า “เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วเพคะ แค่องค์ชายอวี้เสด็จมาหาเหนียงเหนียงบ่อยครั้ง เขายังเด็กมาก พวกเราไม่สามารถพูดความจริงกับเขาได้ ทำได้เพียงปิดบังมาโดยตลอด จริงด้วย หมอหลวงอวี๋ยังคงมาตรวจชีพจรให้วันเว้นวัน วันนี้น่าจะมานะเพคะ”
ซย่าชั่นจูบอกเสิ่นหุยถึงคำพูดที่ตนเองแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกฉีอวี้
เสิ่นหุยฟังเรื่องราวทุกอย่าง เรื่องอื่นไม่ได้เก็บมาใส่ใจ รู้สึกเพียงว่าเรื่องของฉีอวี้สำคัญกว่า จิตใจของเด็กน้อยนั้นเรียบง่ายบริสุทธิ์และได้รับความกระทบกระเทือนง่ายมากเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นฉีอวี้เติบโตมาพร้อมอุปสรรค ได้รับความรักน้อยมากอยู่แล้ว นางคิดว่าหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วจะไปหาเขาทันที
เมื่อรู้ว่าอวี๋จั้นจะมาตรวจชีพจรให้วันนี้ เสิ่นหุยกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปพบฉีอวี้ในทันที ครั้งนี้จากไปโดยพลการ อวี๋จั้นก็ช่วยปกปิดด้วย นางควรจะขอบคุณเขา
ไม่นานนักอวี๋จั้นก็ขึ้นมาบนเรือของเสิ่นหุยตามเวลาปกติ
ที่ผ่านมาตอนที่เขามา เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย เขาจะอยู่บนเรือของเสิ่นหุยสักครู่แล้วค่อยจากไป วันนี้มีขันทีรุ่นเล็กนำทางเขามาตามปกติ พอเดินเข้ามาในห้อง เขาก็วางล่วมยาที่สะพายไว้บนไหล่ลงแล้วนั่งลงทันที แค่นั่งรอราวหนึ่งเค่อแล้วออกไปก็พอ
“หมอหลวงอวี๋มาตรวจชีพจรให้ข้ามิใช่หรือ” เสิ่นหุยพูดด้วยรอยยิ้ม
อวี๋จั้นตกใจ เงยหน้าขึ้นมองไปทางเงาร่างที่สะท้อนบนฉากบังตาทันที ทันใดนั้นเขาก็เห็นเสิ่นหุยเดินออกมาจากข้างใน
อวี๋จั้นรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “ถวายพระพรเหนียงเหนียง”
“ไม่ต้องมากพิธี” เสิ่นหุยยิ้มแล้วนั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบ วางมือไว้บนโต๊ะ รอให้เขาตรวจชีพจรของนาง
อวี๋จั้นลุกขึ้น สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าของเสิ่นหุย พยายามมองสำรวจสีหน้าของนางอย่างละเอียด เขาเลื่อนสายตากลับไปอย่างรวดเร็ว หยิบหมอนใบเล็กออกมาจากล่วมยาให้เสิ่นหุยวางมือ จากนั้นก็ตรวจชีพจรให้นางอย่างตั้งใจ
ไม่มีอะไรทั้งสิ้น สีหน้าไม่ย่ำแย่ สภาพร่างกายไม่อ่อนแอ อาการเจ็บป่วยของนางค่อยๆ ดีขึ้น สองเดือนกว่านี้คงไม่ได้ต้องลมเย็นจนเป็นหวัดสักครั้ง
ทุกอย่างดีอย่างยิ่ง
อวี๋จั้นเก็บมือกลับมาแล้วพูดเสียงอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม “พระวรกายของเหนียงเหนียงดีขึ้นทุกวัน ใบสั่งยาเดิมสามารถลดปริมาณยาที่ใช้ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงหรือ” ดวงตาของเสิ่นหุยเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความยินดี
คนเจ็บป่วยอ่อนแอย่อมมีความปรารถนาและเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพที่แข็งแรงมากกว่าคนอื่น สามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงได้เป็นความปรารถนาเดิมของเสิ่นหุยอยู่แล้ว