เสิ่นผูสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปแล้ว น้ำตาอาบแก้ม ใบหน้าซีดเผือดท่าทางอ่อนแรง นางมองไปทางแม่นมซุน พูดอะไรไม่ออกแล้ว
‘ต้องเป็น…เป็นองค์ชายเพคะ!’ แม่นมซุนได้ยินตนเองพูดเช่นนี้
เรื่องปลอมเป็นองค์ชายนี้เป็นความคิดของแม่นมซุนเอง
แม่นมซุนรู้ว่านี่เป็นการกระทำที่บ้าระห่ำและเสี่ยงอันตราย อาจถูกเปิดโปงได้ทุกเมื่อ แต่นางทนไม่ได้ที่จะเห็นเสิ่นผูจากไปทั้งที่ยังคงเป็นกังวลต่อครอบครัว! อีกฝ่ายทนทุกข์ทรมานมากพอแล้ว…
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นเวลาสี่ปี แม่นมซุนกังวลอยู่เสมอว่าความจริงจะถูกเปิดเผย ไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักวัน
เสียงฝีเท้าดึงแม่นมซุนกลับมาจากความทรงจำ นางกำนัลรุ่นเล็กเดินเข้ามารายงานเสียงเบาว่า “ฮองเฮาเสด็จมาแล้ว ทรงให้แม่นมไปพูดคุยที่ด้านหน้าเจ้าค่ะ”
แม่นมซุนเช็ดน้ำตาที่หางตา มองฉีอวี้ด้วยความรักใคร่เมตตาคราหนึ่งจึงจากไปอย่างเงียบๆ แล้วปิดประตูเบาๆ
หลังจากปิดประตูแล้ว ฉีอวี้ที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแผงขนตาหนาสั่นไหว ดวงตาแดงก่ำลืมขึ้น นางเหม่อมองเพดานเตียง
นางไม่ได้นอนหลับ จึงรู้ว่าแม่นมซุนร้องไห้ แต่ปกติแม่นมซุนมักจะปั้นหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ คงไม่อยากให้นางเห็นกระมัง นางจำต้องหลับตาแสร้งทำเป็นนอนหลับ
ตั้งแต่ฉีอวี้จำความได้ แม่นมซุนจะพูดเตือนกรอกหูนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้นางใส่กางเกงของตนเองให้ดี อย่าให้ใครเห็นนางในสภาพเปลือยกาย
มิฉะนั้นหากนางถูกลากไปสังหารทิ้ง แม่นมซุนก็จะถูกตัดศีรษะไปพร้อมกับนางด้วย
ตอนนั้นนางยังไม่รู้เรื่อง ฟังคำพูดของแม่นมซุนอย่างงุนงง เห็นอีกฝ่ายยกมือทำท่าเชือดคอก็ตกใจจนร้องไห้เสียงดัง
แม่นมซุนดุมาก แต่ก็ดีต่อนางมากจริงๆ นางพึ่งพาแม่นมซุนมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันต้องอยู่ข้างกายอีกฝ่าย
นับตั้งแต่นางจำความได้ก็ถูกแม่นมซุนกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ทำให้นางรู้จักการปิดบังความลับก่อนวัยอันควร
และความลับนี้ทำให้นางรู้ความเร็วเกินวัย
แม่นมซุนพูดว่าตอนนี้นางเป็นองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวง หากโชคดีเติบใหญ่ได้อย่างราบรื่น ออกจากวังหลวงไปเป็นท่านอ๋องปกครองเขตแดนอื่น นั่นถือว่าเป็นความปลอดภัยที่สุด
แต่หากได้เป็นรัชทายาทจะมีดวงตาจับจ้องนางมากขึ้น ทำให้นางปิดบังต่อไปไม่ได้
ดังนั้นนางจึงเชื่อฟังเป็นอย่างดี แสดงเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้รังเกียจ ซุกซนช่างก่อเรื่อง ทำให้ทุกคนในวังหลวงอยู่ห่างไกลจากนาง เห็นนางก็อยากจะอยู่ให้ห่างสักนิด เมื่อไม่มีใครมาสนิทสนมกับนางย่อมไม่มีคนอยากจะถอดกางเกงของนางออก
ฉีอวี้กับแม่นมซุนหวังให้มีองค์ชายกำเนิดขึ้นในวังหลวงมากกว่าใคร จะให้ดีต้องถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทในเร็ววัน พวกนางสองคนรอแล้วรอเล่า พอหลันเฟยให้กำเนิดฉีหรง สายลับที่แม่นมซุนแทรกไว้ข้างกายฮ่องเต้ก็ส่งข่าวมาว่าฮ่องเต้ต้องการแต่งตั้งฉีหรงเป็นรัชทายาททันที พวกนางได้ยินดังนั้นก็ยินดีอย่างยิ่ง
แต่ทำเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบ ขุนนางใหญ่มากมายในราชสำนักต่างไม่เห็นด้วย
แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า
วันหนึ่งขณะที่ฉีอวี้เล่นน้ำแข็งอยู่ นางจึงตัดสินใจปีนขึ้นต้นไม้แล้วกระโดดลงไปอย่างกล้าหาญ เพราะฮ่องเต้ไม่มีทางแต่งตั้งคนพิการเป็นรัชทายาทเด็ดขาด ไม่แน่ว่าอาจแต่งตั้งฉีหรงเป็นรัชทายาทในทันทีก็ได้!
สำหรับนางแล้วบัลลังก์มังกรที่ยั่วยวนใจนั่นเป็นอันตรายยิ่งกว่า
แต่นางไม่ได้ความ แค่ตกลงมาข้อเท้าแพลง ได้แต่ซบหน้าลงบนแผ่นอกของแม่นมซุนอย่างเศร้าใจ
ฉีอวี้ที่ยังคงลืมตาพลิกตัวนอนตะแคง ในสมองเล็กๆ ของนางคิดเรื่องมากมายส่งเดช นอนไม่หลับสักนิด
สือซิงเห็นนางตื่นแล้วจึงเดินเข้ามาถามว่า “องค์ชายไม่บรรทมแล้วหรือ จะสรงน้ำร้อนให้สบายตัวก่อนหรือไม่เพคะ”
ฉีอวี้ส่ายหน้า พลิกตัวหันหน้าไปทางด้านในของเตียง
สี่ปีแล้วนางไม่เคยได้แช่น้ำดีๆ สักครั้ง ทุกครั้งที่อาบน้ำจะเป็นแม่นมซุนช่วยอาบให้ และทุกครั้งก็จะทำอย่างรวดเร็วมาก เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น หรือมีคนบุกเข้ามาเห็น
พอเห็นดังนี้สือซิงก็คิดว่าฉีอวี้ยังง่วงอยู่ จึงห่มผ้าห่มให้อีกฝ่ายแล้วถอยออกไปอย่างเงียบๆ