เสิ่นหุยนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ย นิ่งเงียบฟังคำอธิบายของแม่นมซุนจนจบ
“…ตอนเหนียงเหนียงเพิ่งเสด็จเข้ามาในวัง หม่อมฉันเคยคิดว่าจะบอกเรื่องนี้ให้เหนียงเหนียงทรงทราบดีหรือไม่ แต่พระองค์เข้าวังได้ไม่กี่วันก็ประชวร พระองค์ประชวรเช่นนั้น หม่อมฉันก็ไม่อยากให้ทรงเป็นห่วง ทั้งยังกลัวว่าจะเพิ่มความยุ่งยากให้พระองค์เพคะ” ความลับนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ในใจมานานหลายปีเหลือเกิน แม่นมซุนบอกความจริงแก่เสิ่นหุยทั้งหมดภายในคราเดียว ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “หลายเดือนที่ผ่านมานี้หม่อมฉันกับองค์ชายลังเลมาโดยตลอดว่าจะบอกเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบดีหรือไม่…”
เสิ่นหุยมองสำรวจการตกแต่งภายในห้องอย่างเงียบๆ
ห้องนี้ไม่ใหญ่ ตลอดทางบนเรือลำนี้ถูกจัดเก็บเป็นสถานที่อ่านหนังสือของฉีอวี้ สิ่งของที่นี่ล้วนเป็นของที่ฉีอวี้ใช้เป็นประจำ ไม่มีร่องรอยของเด็กหญิงแม้แต่น้อย
เห็นเสิ่นหุยไม่พูดอะไรอยู่นาน แม่นมซุนจึงขมวดคิ้วพูดอีกว่า “เหนียงเหนียง?”
เสิ่นหุยพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “ข้ารู้แล้ว”
เมื่อเห็นท่าทีของนางเช่นนี้ แม่นมซุนกลับทำอะไรไม่ถูก
นางกำนัลเคาะประตูอยู่ด้านนอก รายงานว่า “องค์ชายอวี้ตื่นบรรทมแล้ว ทรงอยากพบแม่นมซุนเจ้าค่ะ”
“แม่นมไปเถิด” เสิ่นหุยพูด
แม่นมซุนมองสำรวจสีหน้าของเสิ่นหุยอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไป เร่งฝีเท้าไปที่ห้องของฉีอวี้ที่อยู่ด้านข้าง
เสิ่นหุยนั่งอยู่คนเดียวที่นี่เป็นเวลานาน เดิมทีนางคิดอะไรหลายอย่างเอาไว้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นความคิดถึงที่มีต่อพี่สาว
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเสิ่นหุยจึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องด้านข้าง ตอนไปถึงเห็นฉีอวี้กำลังถือชามกินบัวลอยในนั้นคำโต
ผมของฉีอวี้สยายลงมา กึ่งเปียกกึ่งแห้ง เห็นได้ชัดว่าหลังจากแม่นมซุนมาก็รีบช่วยอาบน้ำให้นางทันที
เห็นเสิ่นหุยมา ฉีอวี้ก็ตกใจ นางเลื่อนสายตากลับมาแล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง กลืนบัวลอยที่อยู่ในปากลงไป ทั้งที่เป็นบัวลอยแป้งนุ่มลื่นรสหวาน แต่เวลานี้กลับทั้งเหนียวติดคอทั้งเลี่ยน
เสิ่นหุยเดินเข้าไปหา นั่งลงข้างเตียงแล้วถามว่า “อร่อยหรือไม่”
ฉีอวี้ก้มหน้า ไม่ส่งเสียงใด
“วุ่นวายมาครึ่งค่อนวัน ข้าก็หิวแล้วเช่นกัน” เสิ่นหุยโน้มกายไปกุมมือเล็กของฉีอวี้ที่จับช้อนอยู่ ตักบัวลอยขึ้นมากินหนึ่งลูก
มือเล็กของฉีอวี้สั่นเล็กน้อย นางนึกขึ้นได้ทันใดว่าตอนเทศกาลหยวนเซียว นางเคยกินบัวลอยชามเดียวกันกับเสด็จน้า!
จู่ๆ ฉีอวี้ก็ร้องไห้ออกมาพลางพูดว่า “กระหม่อม…กระหม่อม…กระหม่อมไม่รู้…ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไป…ไปหยิบมีดมา ฮือๆๆๆ…”
ขออภัยๆๆ!
ดวงตาของเสิ่นหุยปวดแปลบ รีบส่งชามบัวลอยให้แก่แม่นมซุนที่อยู่ข้างๆ แล้วดึงร่างเล็กของฉีอวี้มาไว้ในอ้อมกอด ลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ
คงเป็นเพราะความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของนางกระมัง
เสิ่นหุยก้มหน้าจุมพิตเรือนผมกึ่งเปียกกึ่งแห้งของฉีอวี้เบาๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “แต่ว่าอวี้เอ๋อร์วางมีดลงแล้ว ไม่เป็นไร”
คำว่า ‘ขออภัย’ ที่ไม่ได้พูดออกจากปากกลับได้รับคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ กลับคืนมา
กำแพงแข็งแกร่งที่สร้างขึ้นในใจของฉีอวี้พังทลายลงในชั่วพริบตา นางร้องไห้หนักยิ่งขึ้น ซบหน้าในอ้อมกอดของเสิ่นหุย สองมือเล็กจับแขนเสื้อของอีกฝ่ายแน่น
เสิ่นหุยไม่ได้ยับยั้งฉีอวี้ ปล่อยให้เด็กน้อยร้องไห้ในอ้อมกอดของนางจนพอใจ
‘โค่วโค่ว ถ้าเจ้ารู้สึกว่าร่างกายย่ำแย่มากก็ร้องไห้ออกมา ไม่ต้องฝืนทนต่อหน้าข้า เจ้าอดกลั้นจนรู้สึกย่ำแย่ ข้าก็ปวดใจเช่นกัน’ นี่เป็นคำพูดที่พี่สาวคนรองบอกนาง
แม้คนจะไม่อยู่ แต่คำพูดยังติดอยู่ในหู
น้ำตาของเสิ่นหุยร่วงลงมาทีละหยด ตกลงบนผมที่อ่อนนุ่มของฉีอวี้