everY
ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 9-10 #นิยายวาย
บทที่ 10
นายแม่งจะมาประกวดนางงามหรือไง
[ดั่งเงาที่เดินละเมอไล่ตามแสง แอ็กปั่นเฮงซวย แกรอก่อนเถอะ พี่ชายเรากำลังจะมา]
แต่เรื่องกลับผิดไปจากที่ภาพเงาทุกคนคาดไว้ คราวนี้เจียงอิ่งเงียบเป็นพิเศษ ทั้งไม่กดไลค์และไม่ได้เป็นแกนนำในการเปิดศึกกับแอ็กปั่น กระทั่งเวยป๋อก็ไม่ได้ล็อกอินมาหลายวันแล้วด้วย
เวลาเกิดเรื่องที่ไม่ปกติขึ้นย่อมต้องมีเงื่อนงำ
เหตุนี้ส่งผลให้ในกลุ่มแชตของด้อมภาพเงาเริ่มมีความวุ่นวายเล็กๆ ก่อตัวขึ้น
[พี่ชายของเราหายไปไหน ไม่ได้แอ็กทีฟมาหลายวันแล้วนะ]
[ใช่ มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ เจียงอิ่งชอบสถานการณ์ที่แอ็กปั่นเดินมาให้เล่นงานเองถึงที่แบบนี้ที่สุดไม่ใช่เหรอ]
[เราลองไปถามเจียงสวินพี่ชายเขาดีไหม]
[ช่างเถอะ ฉันคิดว่าถึงเวลาที่พวกเราภาพเงาต้องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไอดอลด้อมอื่นเวลาเกิดเรื่องอะไรก็มีแฟนคลับคอยออกหน้าให้หมด แล้วด้อมเราล่ะ พอมีเรื่องก็เรียกหาแต่เจียงอิ่ง ยังจะเรียกตัวเองว่ามัมหมีกันอีก มันสมควรแล้วเหรอ!]
[คุณพูดถูก พี่ชายก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง มีเรื่องอะไรพวกเราจัดการกันเองก็พอแล้ว]
หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ แฟนคลับของทั้งสองด้อมก็ยังคงทะเลาะกันต่อไป ในช่วงสองวันนั้นเพียงแค่เปิดเวยป๋อก็จะเจอแต่คำว่า ‘แฟนคลับชีจู๋และแฟนคลับเจียงอิ่ง’ ขึ้นคำค้นหายอดฮิตอยู่ตลอด
ทางกองละครเองก็ต้องการความสนใจอยู่แล้ว เลยเห็นการที่แฟนคลับสองด้อมตีกันเป็นเรื่องน่ายินดี และด้วยกระแสที่ร้อนแรงถึงขนาดนี้ ชาวเน็ตจึงรู้สึกได้ว่าการประกาศอย่างเป็นทางการของละคร ‘หิมะมงคล’ น่าจะเกิดขึ้นภายในสองวันนี้
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจียงอิ่งอ่านบทของ ‘หิมะมงคล’ อยู่ที่บ้านตลอด นั่นทำให้เขาค่อยๆ ตระหนักได้ว่าคะแนนโหวตของชาวเน็ตตอนคัดเลือกนักแสดงก่อนหน้านี้ไม่ใช่แค่พากันไหลตามกระแสเสียทีเดียว ตัวละครของเซวียนโม่หลิงนั้นบังเอิญมีความคิดหลายอย่างเหมือนกันกับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
ช่วงนี้ไม่เหมาะที่เขาจะแสดงความคิดเห็นบนเวยป๋อสักเท่าไร ทว่าเรื่องบางอย่างถ้าไม่ได้พูดออกมาคงได้อึดอัดใจตายพอดี แต่คนอื่นก็ยุ่งกับงานกันอยู่ทั้งนั้น เขาเลยต้องมารบกวนชีจู๋
คิงเกลอร์ [จิ้มๆ]
ชีจู๋ตอบกลับทันที
หัวหน้าห้อง ?
คิงเกลอร์ ขอถามหน่อย นายรู้แต่แรกแล้วใช่ไหมว่าเราต้องถ่ายละครด้วยกัน
คิงเกลอร์ [ฉันโยนทุเรียนลูกใหญ่ไปให้แม่ง.jpg]
หัวหน้าห้อง ใช่
หัวหน้าห้อง วันนั้นผู้กำกับอยากให้เราสองคนลองเข้าฉากด้วยกัน แต่นายดันออกไปก่อน
เจียงอิ่ง “…”
โอเคๆๆ สรุปว่าเป็นความผิดของเขาเองแหละที่ถาม
คิงเกลอร์ อ่านบทหรือยัง
หัวหน้าห้อง กำลังอ่านอยู่
คิงเกลอร์ นายคิดยังไงกับตัวละครเซวียนโม่หลิง
หัวหน้าห้อง ขึ้นอยู่กับว่ามองจากมุมมองไหน
หมายความว่ายังไง เจียงอิ่งไม่เข้าใจ
คิงเกลอร์ ลองพูดภาษาคนดูหน่อยไหม
คิงเกลอร์ [ไดโนเสาร์น้อยคำราม.jpg]
หัวหน้าห้อง ถ้าจากมุมมองของลั่วหนานเคอตัวเอกในหนังสือ ฉันคิดว่าเขาเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น แต่จากมุมมองของตัวฉันเอง ฉันคิดว่าเขามีจุดยืนเป็นของตัวเองและใช้ชีวิตอย่างอิสระไม่แคร์ใคร
คิงเกลอร์ โอ้? นายหมายความว่าลั่วหนานเคอไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเท่าไรสินะ
หัวหน้าห้อง อืม เขาไม่มีความสุขหรอก เขาโดนเหวี่ยงไปหาคนนั้นทีคนนี้ที แล้วยังเคยโดนเพื่อนเก่าหักหลังอีก เขาใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขเลย
ตอนจบของ ‘หิมะมงคล’ ตัวร้ายถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนตัวเอกรอรับชื่อเสียงโดยไม่ต้องลงแรง แต่ชีจู๋กลับบอกว่าลั่วหนานเคอใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข การตีความนี้ทำให้เจียงอิ่งรู้สึกแปลกใหม่
หัวหน้าห้อง ถ้าฉันเป็นลั่วหนานเคอ ฉันจะไม่ยอมให้เซวียนโม่หลิงต้องเผชิญกับจุดจบแบบนั้นแน่
คิงเกลอร์ ฉันขอชื่นชมนายเลย
คิงเกลอร์ แต่แค่นาทีเดียวนะ
ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่บทสนทนากับชีจู๋ในครั้งนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับเจียงอิ่งไม่น้อยจริงๆ เขาเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการตีความแค่ตัวละครเดียวไปเป็นภาพรวมของทั้งเรื่อง เมื่อตัวละครมีชีวิตอยู่ในเนื้อเรื่อง ทุกตัวละครก็ควรเชื่อมโยงถึงกัน
เขาเริ่มรู้สึกกระจ่างขึ้นมาทันทีและอยากอ่านบทต่อ แต่ทางด้านชีจู๋ยังสะกิด QQ ของเขาอยู่เลย
หัวหน้าห้อง [จิ้มๆ]
คิงเกลอร์ ?
คิงเกลอร์ มีอะไร
หัวหน้าห้อง ออกมากินข้าวกัน
คิงเกลอร์ เฮ้ ใครอยากกินข้าวกับนายไม่ทราบ
คิงเกลอร์ [ถุยจากรอบทิศทาง.jpg]
หัวหน้าห้อง นายออกมาสิ ฉันจะไปถึงหน้าบ้านนายในอีกยี่สิบนาที
หัวหน้าห้อง เย็นนี้ผู้ลงทุนกับทีมผู้สร้างมีนัดกินข้าวกัน พี่ชายนายบอกว่ายุ่งมากไม่มีเวลา ให้นายไปก็ไม่ต่างกัน
หัวหน้าห้อง แล้วเขายังบอกอีกว่านายขับรถส่ายไปมาอย่างกับงูเลื้อยจนวางใจไม่ลง เลยขอให้ฉันฝืนๆ ใจแวะรับนายไปด้วยกัน
คิงเกลอร์ ฉันมีใบขับขี่นะ สอบได้มาเพราะความสามารถของตัวเองด้วย นี่นายดูถูกใครอยู่มิทราบ
หัวหน้าห้อง นายสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติไม่ผ่านหลายครั้ง เหตุผลที่สอบตกก็มีตั้งแต่ถอยรถเข้าซองจอดช่องคนอื่น เสยแปลงดอกไม้ตอนขับรถเข้าโค้งรูปตัว S ไปจนถึงทำรถไถลลงเนินตอนสอบจอดบนทางลาด
หัวหน้าห้อง แถมในการสอบใบขับขี่ภาคลงสนามจริง นายยังขับรถออกจากเขตสนามสอบเพราะไม่รู้ทางด้วย
คิงเกลอร์ ??? [ยิ้ม.jpg] นายจะรู้มากเกินไปแล้ว
หัวหน้าห้อง เย็นนี้อวี้อวิ๋นจือนักเขียนต้นฉบับ ‘หิมะมงคล’ มาด้วย ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อเรื่องลองไปคุยกับเขาก็ได้ รีบเตรียมตัวออกเดินทางซะ
คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว และถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การไปกินข้าวกับชีจู๋ตามลำพัง ดังนั้นก็ไม่มีอะไรเสียหาย เจียงอิ่งจึงได้เก็บของอย่างง่ายๆ เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ในตอนที่เขาออกมาจากอาคารก็มีรถซูเปอร์คาร์คันหนึ่งจอดอยู่ตรงทางเข้าคอนโดฯ แล้ว พอชีจู๋เห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ก็ถอดแว่นกันแดดออก
“แค่ไปกินข้าว นายช่วยขับรถที่มันเรียบๆ หน่อยไม่ได้เหรอ” เจียงอิ่งมองชุดหรูทั้งตัวของชีจู๋ ต่อด้วยมองเสื้อฮู้ดกับรองเท้าผ้าใบที่เลือกมาลวกๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองดูขาดออร่านิดหน่อย
ถึงแม้คอนโดฯ ของพวกเขาจะเป็นคอนโดฯ หรู ไม่น่ามีใครมาแอบถ่าย แต่พอชีจู๋ปรากฏตัวแบบนี้ก็ทำให้คนที่เดินผ่านแถวนั้นแวะมามุงดูอยู่ประปราย
“ไปกันเถอะๆ” เจียงอิ่งก้าวขึ้นรถอย่างไม่สบอารมณ์
ประตูรถซูเปอร์คาร์ค่อยๆ ปิดลง ก่อนจะขับตรงไปยังสถานที่กินข้าว ทิ้งเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเอาไว้เบื้องหลังไปตลอดทาง
พอขึ้นรถมาเจียงอิ่งก็ถอดแว่นกันแดดออกก่อนจะเอนหลังพิงเบาะ และจ้องมองชีจู๋ซึ่งกำลังขับรถอยู่ด้วยสีหน้าซับซ้อน หมอนี่ดูไม่เหมือนกำลังจะไปกินข้าวเลย เหมือนกำลังจะไปเดินพรมแดงมากกว่า
“ปกติเวลาออกไปข้างนอก นายเนี้ยบแบบนี้ตลอดเลยเหรอ นี่ไปกินข้าวนะ ไม่ใช่ประกวดนางงาม” เจียงอิ่งต้องยอมรับว่าความนิยมของชีจู๋ในปัจจุบันไม่ได้มาจากฝีมือการแสดงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะเจ้าตัวมีรูปร่างหน้าตาที่ดีมาก สามารถรับบทบาทได้หลากหลายอีกด้วย
ชีจู๋ยังคงเฉยเมยเช่นเคย เจียงอิ่งบ่นพึมพำไปตั้งมากมายกว่าเขาจะตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ใช่”
เมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยของเขา เจียงอิ่งก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ เริ่มอยากพูดยั่วโมโหอีกสักที
“ชีจู๋”
“หืม?”
“รู้อะไรไหม” เจียงอิ่งนึกถึงรูปถ่ายของชีจู๋จำนวนหนึ่งที่ตนได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน “แฟนคลับของนายน่ะ พวกเธอไม่ได้ชอบนายหรอก พวกเธออยากได้เรือนร่างของนายต่างหาก”
“อืม” ชีจู๋ไม่ได้มีปฏิกิริยาแบบที่เจียงอิ่งอยากเห็น เพียงถามกลับมาว่า “แล้วนายรู้ได้ยังไง”
“แน่นอนว่าฉัน…” เจียงอิ่งคิดจะพูดว่า ‘แน่นอนว่าพวกเธอบอกฉันมา’ แต่ขณะที่กำลังจะหลุดปากพูดออกไปกลับรู้สึกว่ามันแปลกๆ เลยเอามือปิดปากตัวเอง และมองชีจู๋อย่างระแวดระวัง “นายหัวเราะอะไร”
ชีจู๋หยุดหัวเราะ
เจียงอิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก เสียงเปียโนในรถทำให้บรรยากาศดูหรูหราเป็นพิเศษ เมื่อผนวกกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายบนร่างชีจู๋ที่โชยมาเป็นระยะก็ยิ่งทำให้เจียงอิ่งรู้สึกว่าชุดของเขาทั้งตัวดูเหมือนสินค้าตามแผงลอยข้างถนนมากขึ้นไปอีก
“พี่ชี” เจียงอิ่งเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“หืม?” ชีจู๋ไม่ได้ยินคำเรียกนี้มานานจึงหันหน้าไปมองอย่างรู้สึกเหนือความคาดหมายเล็กน้อย
เขาอายุมากกว่าเจียงอิ่งหนึ่งปี สมัยเด็กเจียงอิ่งตัวอ้วนตุ้ยนุ้ย ชอบเกาะติดคน และคอยตามเรียกเขาว่า ‘พี่ชี’ ทั้งวัน
แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆ นั้นอยู่ได้ไม่นาน ผ่านไปไม่กี่ปีจอมเกาะติดคนก็โตมาเป็นจอมเถียงไปเสียแล้ว จากนั้นชีจู๋ก็ไม่เคยได้ยินคำเรียกนี้อีกเลย
“ผมขอเปลี่ยนเพลง” เจียงอิ่งถาม “ได้ไหมครับ”
ชีจู๋บอกว่า “ได้อยู่แล้ว”
เจียงอิ่งยิ้มอย่างมีชัย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพลงเต้นสายย่อสุดเห่ยให้กับชีจู๋
ด้วยเหตุนั้นชีจู๋จึงได้ใช้เวลากับการฟังเสียงเพลงเพี้ยนๆ ของเจียงอิ่งไปตลอดการเดินทางที่เหลือ
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



