บทที่ 2
โชคดีที่แถวคนรอเข้าประตูเมืองนี้ยาวมาก ทำให้นางมีโอกาสขโมยวันเปลี่ยนดวงอาทิตย์ได้
ทว่าพระราชสาส์นที่ถูกลอบแก้ไขนี้ก็เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น จะทำอย่างไรให้เซินยงที่อารักขานางเปลี่ยนคำพูดตามไปด้วยถึงจะเป็นจุดสำคัญที่สุด
เจียงซิ่วรุ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในใจมีแผนการแล้ว
ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นในชุดบุรุษลงจากรถม้า เมื่อเจียงจือผู้เป็นพี่ชายได้เห็น ‘น้องชาย’ ที่หล่อเหลาเหนือใครก็ตะลึงงันไปทันที
เซินยงผู้นั้นลงจากม้ามานั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่มีเบาะรองทำจากฝ้าย แล้วดื่มน้ำกินเนื้อแห้งอย่างทนรอไม่ไหว…นั่นเป็นน้ำถุงสุดท้ายที่เขาเก็บเอาไว้ดื่มเอง
ภารกิจครั้งนี้ของเขาเพียงแค่คอยอารักขาบุตรชายและบุตรสาวอ๋องที่สูญเสียอำนาจไปแล้วคู่นี้มายังต้าฉีเพื่อเป็นตัวประกันเท่านั้น พี่ชายชายาอ๋องที่ใจร้อนวู่วามอย่างเขาผู้นี้ไม่ได้ให้เกียรติลูกหงส์ขนร่วงคู่นี้สักเท่าใดอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเจียงซิ่วรุ่นที่แต่งกายผิดปกติไปหมด เขาก็ถ่มเศษเนื้อแห้งที่เหลืออยู่ในซอกฟันออกมา แล้วกล่าวเย้ยหยันว่า “เจียงจีช่างล้อเล่นเสียจริง อยู่ดีๆ เหตุใดจึงสวมชุดบุรุษเล่า”
เจียงซิ่วรุ่นมือกำพระราชสาส์นที่ลอบแก้ไขแล้ว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “เดิมข้าก็คือบุรุษอยู่แล้ว สวมใส่ชุดบุรุษมีอันใดไม่เหมาะสม”
คราวนี้เซินยงอยากจะตบหน้าท้องอวบอ้วนอุดมด้วยมันเหลวและหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วจริงๆ “เจียงจี คงไม่ใช่อยู่ในรถม้าจนโง่ไปแล้วกระมัง กล่าววาจาเลอะเทอะอันใดกันเล่า”
ในสายตาของเซินยง เจียงซิ่วรุ่นถึงแม้จะสูงศักดิ์เป็นบุตรสาวอ๋อง แต่ชายาอ๋องคนก่อนที่สูญสิ้นความโปรดปรานได้จากไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีมารดาแท้ๆ คอยปกป้องคุ้มครอง ชีวิตจึงตกต่ำกลายเป็นตัวประกันหญิงถูกควบคุมอยู่ในแว่นแคว้นอื่นไปทันที จะช้าหรือเร็วก็ต้องตายอยู่ต่างแดนอย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง
เจียงซิ่วรุ่นผู้นี้ยังมีนิสัยสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอด ตลอดทางจากแคว้นปอมานี้ล้วนเอาแต่คร่ำครวญร่ำไห้ ทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายรำคาญใจนัก
เขาเป็นถึงพี่ชายของชายาอ๋องคนปัจจุบัน ยามที่กล่าววาจากับผู้เยาว์ที่อ่อนแอน่ารังแกถึงเพียงนี้ กล่าวได้ว่าไม่มีความเคารพเลยสักนิด
เจียงซิ่วรุ่นมองดูการตรวจสอบรถม้าที่ใกล้มาถึงกลุ่มแคว้นปอของพวกเขาแล้ว ทันใดนั้นก็ไม่อ้อมค้อม เพียงยื่นมือส่งพระราชสาส์นที่ยังไม่ปิดผนึกด้วยยางไม้ออกไปให้กับเซินยง
เซินยงเบิกตากว้าง เพิ่งคิดจะตำหนินางว่าเหตุใดจึงกล้าแกะผนึกประทับตราโดยพลการ ก็เห็นนางคลี่พระราชสาส์นฉบับนั้นออกอย่างสงบนิ่งแล้วชี้ไปที่อักษรแถวหนึ่งในนั้นให้เขาดู
หลังจากอ่านครานี้เซินยงรู้สึกเลือดพุ่งสูงขึ้นขมับทันที ทั้งแตกตื่นทั้งโมโหจนอยากฟาดแส้ม้าใส่เจียงซิ่วรุ่นสักแส้หนึ่งเหลือเกิน
“ท่าน…เหตุใดท่านถึงกล้า…”
ก่อนที่เขาจะอ้าปากด่ากราดยกใหญ่ เจียงซิ่วรุ่นก็บีบมือของเขาเอาไว้ทันที เล็บยาวที่ยังไม่ทันได้ตัดเล็มจิกเข้าไปในเนื้อของเขาจนลึก นางกดเสียงลงต่ำกล่าวว่า “แม่ทัพเซิน หากเวลานี้ท่านตะโกนเสียงดังว่าพระราชสาส์นถูกปลอมแปลงล่ะก็ เมื่อไม่มีพระราชสาส์น พวกเราก็ต้องถูกทหารยามที่เมืองลั่วอันเห็นว่าเป็นสายลับจับมัดแน่ ต่อให้ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีไม่สังหารท่าน แต่รอข่าวที่ท่านคุ้มครองส่งพระราชสาส์นไม่สำเร็จแพร่กลับไปถึงแคว้นปอ พระบิดาของข้าจะยกโทษให้ท่านหรือ”
วาจานี้พูดกระทบใจของเซินยงพอดี อ๋องเจ้าแคว้นของเขาผู้นั้นเวลานี้รีบร้อนจะประจบเอาใจแคว้นต้าฉี เรื่องการเป็นพันธมิตรของแคว้นปอกับต้าฉีไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดได้แม้แต่น้อยนิด