อิงจากประสบการณ์ในชาติก่อน ในอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้บิดาจะไม่มีทางสนับสนุนเงินพวกนางสองพี่น้องอีกต่อไปแล้ว หากจะให้นางกับพี่ชายอยู่อย่างสงบสุขต่อไปในต้าฉีอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี จำเป็นต้องวางแผนการใช้เงินอย่างละเอียดรอบคอบ
ทว่าในชาติที่แล้วเรือนเก่าทรุดโทรมที่กรมพิธีการของต้าฉีจัดเตรียมไว้ให้ก็ไม่ใช่สถานที่สำหรับพักอยู่อาศัยเช่นเดียวกัน
ในสมองของเจียงซิ่วรุ่นคิดวางแผนอย่างรวดเร็วว่าเวลานี้บ้านเรือนในเมืองหลวงซึ่งมีราคาต่ำที่ใดบ้างที่รอผ่านไปสองสามปีที่ดินก็จะมีราคาทะยานสูงขึ้น ในใจนางเลือกเอาไว้สองสามแห่งที่วันหน้าจะไปตรวจสอบดูได้ หลังจากคำนวณเงินที่จะใช้หาที่ลงหลักปักฐานได้แล้วก็พบว่ามีส่วนที่ยังเหลืออยู่ ทำให้นางสามารถจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และคิดวิธีหาเงินออกมาได้บ้าง
รอสามปีให้หลังในเมืองลั่วอันจะมีความวุ่นวายใหญ่คราหนึ่ง ขอเพียงถึงเวลานั้นนางวางแผนการรัดกุมรวมกับใช้ประโยชน์จากความวุ่นวาย ก็สามารถฉวยโอกาสพาพี่ชายหลบหนีไปจากที่นี่ นับจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อแซ่ ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนได้
เมื่อคิดเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นก็พลันรู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้แล้ว
เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการลดไข้ให้พี่ชาย เจียงซิ่วรุ่นจึงเลยเวลากินอาหารไปแล้ว ถึงแม้ทหารองครักษ์จะยกอาหารมา แต่ล้วนเป็นอาหารทั่วไปที่เย็นชืด ไม่สามารถให้คนป่วยกินลงไปได้ และตอนนี้ก็เลยเวลาอาหารไปแล้ว ทางห้องครัวก็ไม่น่าจะอึกทึกวุ่นวายแล้วเช่นกัน
เจียงซิ่วรุ่นหยิบปิ่นหยกอันหนึ่งออกมาจากกล่องเครื่องประดับของตนเอง เตรียมจะนำมาติดสินบนคนในครัวของจุดพักม้า ให้ทำอาหารที่ประณีตหน่อยให้พี่ชาย
ในชาติก่อนการซื้อน้ำใจผู้คนด้วยเงินทองเช่นนี้ นางก็นับว่ารู้ลู่ทางและชำนาญอยู่เหมือนกัน
เวลานี้สวมใส่ชุดบุรุษ รูปลักษณ์ดูเหมือนกับชายหนุ่มที่อ่อนเยาว์ เมื่อรวมเข้ากับปากหวานและท่าทางที่ซื่อสัตย์จริงใจ ถึงขั้นออกแรงช่วยแม่ครัวอย่างยินดีด้วยแล้ว ทางแม่ครัวไม่เพียงแค่ต้มโจ๊กซานเย่า ให้เจียงซิ่วรุ่นเท่านั้น ยังเพิ่มห่านย่างให้นางตัวหนึ่งอีกต่างหากด้วย
ว่ากันว่านี่คือของที่บุตรสาวเยียนอ๋องไม่เอาแล้ว เพราะว่าแขกผู้เอาแต่ใจท่านนั้นถูกบุตรสาวหานอ๋องเถียนอิ๋งทำให้โมโหไม่เบา จึงหมดความอยากอาหารไปจนสิ้น ห่านย่างยังไม่ถูกตะเกียบแตะต้อง จึงมีสภาพสมบูรณ์ เจียงซิ่วรุ่นไม่รังเกียจเลยสักนิด นางยกจานขึ้นแล้วเดินกลับไป เพราะว่าเวลานี้เลยเวลาอาหารไปแล้ว คณะทูตกลุ่มอื่นล้วนพักผ่อนกันแล้ว จุดพักม้าในยามที่ม่านวิกาลคลี่คลุมลงมานี้จึงสงบเงียบมาก
แต่ตอนที่นางออกจากประตูด้านข้างของห้องครัวมานั้นก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อคลุมหนังสีดำผู้หนึ่งยืนอยู่ในมุมหนึ่งของลานจุดพักม้าเข้าพอดี
ข้างกายของเขามีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงพูดกับเขาว่า “รัชทายาท ฮองเฮาทรงหวังให้พระองค์มาต้อนรับบุตรสาวเยียนอ๋องด้วยพระองค์เอง และให้ไปพักที่จวนท่านอัครเสนาบดีก่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อแสดงออกถึงความใกล้ชิดโปรดปรานที่ฮองเฮาทรงมีต่อนาง แต่พระองค์กลับทรงสวมชุดลำลองเสด็จมาเช่นนี้อย่างเรียบง่ายก่อนแล้ว…เหตุใดเมื่อครู่ทั้งที่อยู่ที่ระเบียงทางเดินนี้เอง ไยถึงเพียงมองดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ยอมไปช่วยเฉาจีเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงแค่ได้ยินเสียงหยาบกระด้างไร้เล่ห์เหลี่ยมนั้น เจียงซิ่วรุ่นก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวทันที เสียงนี้นางไม่มีวันจำผิดอย่างเด็ดขาด นี่ก็คือเสียงฉินจ้าว คนที่ใช้กำลังข่มเหงยึดครองนางเมื่อชาติก่อนผู้นั้นเอง!
ส่วนบุรุษที่สวมเสื้อคลุมสีดำผู้นั้นจะต้องเป็นรัชทายาทผู้สูงศักดิ์เหนือใครของต้าฉีอย่างแน่นอน…เฟิ่งหลีอู๋!
ที่แท้เขาก็มายังจุดพักม้าด้วยตนเอง ถ้าเช่นนั้นการเสียดสีเย้ยหยันด้วยคารมคมคายของนางในชาติก่อนนั้นไยมิใช่เข้าหูรัชทายาทไปแล้วหรือ
ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะสร้างความลำบากให้นางในภายหลัง หรือว่าในตอนนั้นเป็นเพราะญาติผู้น้องสุดรักของเขาระบายโทสะไม่สำเร็จ
เพียงแต่สองคนที่นางคิดจะหลบเลี่ยงอย่างที่สุดในชาตินี้ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบหน้ากันเร็วกว่าในชาติก่อนเสียอีก เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ถอยเข้าไปที่มุมกำแพง คิดจะรอให้รัชทายาทที่ออกมาเยี่ยมเยียนผู้อื่นในชุดลำลองนี้จากไปก่อนแล้วจึงค่อยออกมาใหม่
แต่ในเวลานี้เองเฟิ่งหลีอู๋ก็พูดช้าๆ ว่า “ไม่ไปต้อนรับแล้ว หนวกหูเหลือเกิน”
หลังกล่าวจบเฟิ่งหลีอู๋ก็ก้าวเท้าเดินออกไปทางประตูหลัง
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แสงจันทร์นวลปกคลุมบนใบหน้าของเฟิ่งหลีอู๋
ถึงแม้ในชาติก่อนจะได้เห็นท่าทางองอาจหยิ่งผยองแต่กำเนิดของโอรสมังกรของต้าฉีผู้นี้จนชินชาแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ยังคงลอบทอดถอนใจ…ตอนที่องค์ชายผู้นี้ด่าว่าผู้อื่นว่าเป็นหญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง เขาไม่เคยได้ส่องคันฉ่องสำริดดูสักหน่อยหรือไร เป็นบุรุษผู้หนึ่งแท้ๆ แต่กลับมีริมฝีปากแดงนัยน์ตาหงส์ จมูกโด่งคิ้วพาดเฉียง รูปโฉมประหนึ่งเทพเซียนที่ถูกลงโทษให้จุติลงมายังใต้หล้าอันสับสนอย่างไรอย่างนั้น เหตุใดถึงได้เรียกผู้อื่นว่า ‘หญิงงามปีศาจ’ ได้อย่างไม่ละอายใจบ้าง