ในชาติก่อนฮองเฮาของต้าฉีชื่นชอบรักใคร่เฉาซีผู้เป็นหลานสาวตนเองมากเหลือเกินจริงๆ จะสั่งให้บุตรชายของตนมาต้อนรับแขกด้วยตนเองก็ไม่มีอันใดผิดคาด
แต่ญาติผู้พี่คนนี้ก็ช่างไม่ให้เกียรติกันเกินไปแล้ว ในตอนแรกก็มาอย่างไม่ให้สุ้มเสียง แต่ทั้งที่คนก็มาแล้ว กลับทิ้งคำว่า ‘หนวกหู’ เอาไว้เพียงคำเดียวก็หมุนกายจากไป
ลองถามดูหน่อยเถิดว่าเขาที่เป็นบุรุษรูปงามระดับต้นตอหายนะเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่คู่ควรให้เฉาซีกระตือรือร้นที่จะฉีกทึ้งหญิงงามสามพันนางในวังอย่างบ้าคลั่งในภายหน้าได้เล่า
เพียงแต่ถึงเจียงซิ่วรุ่นจะไม่อยากได้ยินเพียงใด แต่ก็พบคนเข้าแล้ว ต่อให้นางซ่อนอยู่ด้านข้างได้ทันเวลาและจดจ่อกับการกลั้นหายใจเอาไว้ แต่ยังคงถูกฉินจ้าวที่มีวรยุทธ์สูงส่งได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบาของนางเข้าจนได้
เขาเดินไปทางที่เจียงซิ่วรุ่นซ่อนตัวอยู่อย่างตื่นตัว พร้อมกับตวาดเสียงต่ำ “ใคร!”
ฉินจ้าวขายาวก้าวใหญ่ ไม่กี่ก้าวก็มาถึงที่หัวมุมแล้ว
เดิมนึกว่ามีคนซ่อนอยู่ในที่ลับด้วยเจตนาไม่ดีต่อองค์ชาย กลับไม่คิดเลยว่าจะเป็นเด็กหนุ่มที่ดูหล่อเหลาสง่างาม มือหนึ่งถือด้ามจับยาวของหม้อต้มเอาไว้ อีกมือหนึ่งกำห่านย่างที่อยู่ในห่อกระดาษน้ำมัน ปากนั้นก็ไม่ว่างเช่นกัน ถึงกับกำลังกินขาห่านขาหนึ่งอยู่ ดูไปแล้วท่าทางเหมือนจะหิวจนทนไม่ไหว
ครั้นเห็นฉินจ้าวเข้ามา ‘เขา’ ก็หดตัวหนีตามสัญชาตญาณ ฝืนแสร้งทำท่าทางดุร้ายทั้งที่ใจหวาดกลัว ถลึงตาตวาดด่าว่า “บังอาจ! เจ้าเป็นบ่าวของคณะทูตใดถึงได้ก้าวเดินไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ คิดจะขู่ขวัญข้าให้ตายหรือ!”
ฉินจ้าวเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงแม้จะผอมบาง แต่กลับวางท่าเต็มที่ อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็หรูหรางดงาม เห็นปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบุตรชายอ๋องแคว้นใดสักแคว้นหนึ่ง รวมกับท่าทางตะกละตะกลามแสนโง่เขลานั้นแล้ว ดูท่าคงไม่ใช่พวกมือสังหารอันใด
ฉินจ้าววางใจ แต่จู่ๆ กลับเกิดความรู้สึกอยากหยอกเย้าอีกฝ่ายขึ้นมา จึงจ้องตาคนตรงหน้าแล้วพูดว่า “ดึกมากแล้ว เหตุใดจึงมาซ่อนตัวกินห่านย่างอยู่ที่นี่เล่า”
เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่อยากสนทนากับคนที่ใช้กำลังข่มเหงยึดครองตัวนางให้มากอีกแม้แต่ครึ่งคำ จึงเพียงยกหม้อโจ๊กขึ้นกล่าวอย่างเย็นชา “คิดจะหาเนื้อให้เจ้านายของเจ้าก็สายไปแล้ว เหลือเพียงห่านย่างนี้ตัวเดียว แล้วข้าก็กัดไปแล้วด้วย เจ้าไปหาเนื้อที่อื่นจะดีกว่า” พูดจบนางก็เดินอ้อมตัวเขาจากไปอย่างรีบเร่ง
ฉินจ้าวก็ไม่ได้ขัดขวางเจียงซิ่วรุ่น เมื่อครู่นี้เขากับรัชทายาทมิได้ปรึกษาพูดเรื่องงานบ้านเมือง ในเมื่อเป็นแค่เด็กหนุ่มผอมแห้งจอมตะกละ ย่อมไม่คู่ควรให้หวาดกลัว
เพียงแต่ไม่รู้ว่านี่เป็นตัวประกันชายของแคว้นใด รูปโฉมช่างหล่อเหลาเด่นล้ำยิ่งนัก ถึงแม้อายุยังน้อย แต่สามารถดูออกว่าต่อไปภายภาคหน้าอีกฝ่ายจะต้องเป็นบุรุษงามรูปร่างสะโอดสะองอย่างแน่นอน…ฉินจ้าวมองเงาหลังกับเอวบางของเด็กหนุ่ม ชั่วขณะนั้นก็ใจลอยไปบ้าง
แต่เพียงชั่วพริบตาฉินจ้าวก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปรวมตัวกับองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจุดพักม้า ขึ้นนั่งบนม้า แล้วออกจากจุดพักม้ามุ่งไปยังจวนรัชทายาทพร้อมกับเฟิ่งหลีอู๋
ภายในจุดพักม้าแห่งนี้กลับเหมือนกับยุทธภพที่เกิดคลื่นลมเปลี่ยนแปลงอย่างลับๆ ตอนที่รอให้ฮ่องเต้ต้าฉีเรียกเข้าเฝ้านี้ บรรดาตัวประกันชายหญิงของแต่ละแคว้นต่างก็วิ่งวุ่นไปทุกหนแห่งเพื่อหาข่าวของกันและกัน
เจียงซิ่วรุ่นเอาแต่ดูแลพี่ชายและมองดูสถานการณ์อยู่ด้านข้างอย่างเย็นชาเท่านั้น นอกจากเฉาซีกับเถียนอิ๋งที่เป็นจุดเด่นอย่างเต็มที่แล้ว ในบรรดาบุตรชายอ๋องทุกแคว้นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นคนทะเยอทะยานและจะมีชื่อเสียงในภายหน้า
หนึ่งในนั้นก็คือบุตรชายเหลียงอ๋องซึ่งมีนามว่าหลิวเพ่ย…หลังจากอยู่ในต้าฉีสามปีเขาก็กลับไปแคว้นเหลียงสืบทอดตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้น หากวิจารณ์กันโดยละเอียดอีกรอบหนึ่ง คนผู้นี้ก็คือ ‘บิดาบุญธรรมผู้อ่อนเยาว์’ ที่บิดาของนางจะต้องยอมรับในอนาคต เท่ากับเขาจะเป็น ‘ท่านปู่บุญธรรม’ ที่นางทุบกระดูกโยงถึงเส้นเอ็นผู้นั้นนั่นเอง