หลังจากขึ้นรถม้ามาแล้วนางก็หยิบคันฉ่องสำริดคันเล็กออกมาอีก และตกแต่งขนคิ้วตนเองอย่างระมัดระวัง หลังใช้ดินสอถ่านทาเบาๆ คิ้วที่รูปทรงสวยงามแต่เดิมก็พลันเปลี่ยนเป็นคิ้วหยาบหนาราวกับตัวดักแด้ในรังไหม
มารดาของเจียงซิ่วรุ่นคือบุตรสาวปออ๋องคนก่อน ซึ่งบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแคว้นปอมาจากเส้นทางปอซือ อันแสนไกล แม้จะผสมสายเลือดกับชาวจงหยวน หลายชั่วรุ่นแล้ว แต่ทายาทรุ่นหลังล้วนสืบทอดเอกลักษณ์อยู่เล็กน้อย มักจะมีเค้าโครงใบหน้าที่คมสันเด่นชัด
เช่นเดียวกับเจียงซิ่วรุ่น ยามนางสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สตรีก็จะงามเพริศพริ้งยากจะหาผู้ใดเปรียบ แต่ยามที่นางสวมชุดบุรุษกลับแฝงด้วยความองอาจสง่าผ่าเผย แต่เมื่อมีคิ้วที่หยาบหนาคู่นี้อยู่บนหน้าผาก กลับทำให้คนรู้สึกแต่เพียงว่าองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าไม่สอดคล้องกันนัก ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกพึงพอใจมาก รอจนนางแปลงโฉมเสร็จเรียบร้อย ขบวนรถม้าของคณะทูตทุกแคว้นก็มาถึงหน้าประตูวังของต้าฉีแล้ว
นอกจากตัวประกันชายหญิงที่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้าฉีก่อน คนอื่นๆ ล้วนรอคอยอยู่ในห้องโถงกลาง
เวลานี้อำนาจของแคว้นต้าฉีแข็งแกร่ง การแสดงอำนาจต่อเหล่าตัวประกันชายหญิงทั้งหมดก็ไม่กระทำโดยเปิดเผย โดยให้บรรดาชายหนุ่มหญิงสาวเหล่านี้ยืนเรียงกันเป็นแถวทีละคนๆ
ด้านหน้าเจียงซิ่วรุ่นก็คือเจียงจือพี่ชายของนาง ส่วนที่ยืนด้านหลังนางก็คือหลิวเพ่ยตัวประกันจากแคว้นเหลียงนั่นเอง ตอนที่นางรอจนเบื่อหน่ายก็หันหน้ากลับไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงได้พบว่าหลิวเพ่ยคนนั้นกำลังจ้องนางอยู่ เจียงซิ่วรุ่นเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง เขาที่ท่าทางดูสุภาพก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตา เพียงจับจ้องขนคิ้วของนางนิ่ง
เจียงซิ่วรุ่นหลบสายตาหลิวเพ่ยแล้วหันหน้ากลับมา นางไม่กวาดตามองไปรอบๆ อีก เพียงรอให้ฮ่องเต้ต้าฉีเรียกพี่ชายกับนางเข้าเฝ้าอย่างใจจดจ่อ
ตอนใกล้เที่ยงวันก็ถึงรอบคณะผู้แทนแคว้นปอได้เข้าเฝ้าในที่สุด
ถึงแม้แคว้นปอจะอ่อนแอ แต่เนื่องจากอาณาเขตอยู่ตรงชายแดนของจงหยวนกับดินแดนตะวันตกพอดี พ่อค้าจากทุกที่ไปมาค้าขายกันเป็นประจำ นับว่าเป็นแคว้นที่ร่ำรวยและพลุกพล่านอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากทหารไม่เข้มแข็งพอ จำเป็นต้องได้รับการปกป้องโดยแคว้นที่เข้มแข็งอย่างเร่งด่วน ดังนั้นหลังจากที่เป็นพันธมิตรกับต้าฉีเป็นต้นมา บรรณาการที่แคว้นปอมอบให้ทุกครั้งจึงล้วนเป็นทองคำที่สาดประกายเจิดจ้า ส่งกลิ่นหอมของความมั่งคั่งออกมา
ดังนั้นตอนที่ตวนชิ่งฮ่องเต้เรียกบุตรของปออ๋องทั้งสองเข้าเฝ้า ใบหน้าจึงแฝงด้วยรอยยิ้มอยู่สามส่วน
แต่รอยยิ้มอันน้อยนิดนี้ หลังจากได้ฟังความในพระราชสาส์นที่ปออ๋องเขียนด้วยตนเองแล้วก็พลันหายไป สีหน้าแปรเปลี่ยนในทันที
เมื่อเสียงที่ติดจะสั่นอยู่เล็กน้อยของขันทีหยุดลง ดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้าง สายตามารวมอยู่บนร่างของคุณชายเจียงผู้มี ‘รูปโฉมงามเฉิดฉัน’ ผู้นั้น
บรรดาขุนนางทั้งหลายก็ตกใจแล้วเช่นกัน ไม่ว่าความชอบของฮ่องเต้พวกตนจะเป็นเช่นไร เด็กหนุ่มที่หน้าตาดูโง่เขลา ท่าทางทึ่มทื่อถึงเพียงนี้ก็ถือว่า ‘งามเฉิดฉัน’ แล้วหรือ นี่ปออ๋องไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ยังมี ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ โผล่มาจากที่ใดอีกเล่า
ท้องพระโรงเงียบงันไปชั่วขณะ แม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการที่อยู่ด้านข้างก็ตกตะลึงไปแล้วเช่นกัน อยากจะเอ่ยปากตำหนิคนป่าเถื่อนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้ ก็รู้สึกว่าหากตนเองพูดอะไรไปในเวลานี้ ล้วนแต่มีความหมายไปในทางสาดน้ำสกปรกใส่ใต้ฝ่าเท้าตนเองทั้งสิ้น
คิ้วของตวนชิ่งฮ่องเต้เลิกสูงขึ้น สีหน้าคล้ายจวนจะออกปากตำหนิด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่แล้ว