ในเวลานี้เองเจียงซิ่วรุ่นที่มีท่าทีน้อมคำนับมาตลอดได้เงยหน้าขึ้นพูดว่า “ฝ่าบาท ขอทรงโปรดเชื่อวาจาของพระบิดากระหม่อมด้วย พระบิดาได้ยินมานานแล้วว่าฝ่าบาทประชวรด้วยโรคที่พระเศียร จึงได้ส่งกระหม่อมมายังต้าฉี กระหม่อมศึกษาค้นคว้าวิชาหมอผีของแคว้นปออย่างเชี่ยวชาญ สามารถรักษาโรคที่ศีรษะด้วยการนวดและกดจุดได้ หากฝ่าบาทไม่ทรงรังเกียจ จะทรงอนุญาตให้กระหม่อมอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทได้หรือไม่ เพื่อจะได้ตรวจรักษาโรคของฝ่าบาท ให้ฝ่าบาททรงสามารถหนุนเขนยได้อย่างสงบสุขพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบนางถึงกับม้วนแขนเสื้อขึ้น สองมือกุมประสาน ทำจนข้อนิ้วมือลั่นดังกรอบแกรบ ราวกับในชั่วขณะถัดไปจะทำให้ตวนชิ่งฮ่องเต้ได้ ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ แล้ว
ชาติก่อนอาศัยอยู่ในเมืองลั่วอันหลายปี เจียงซิ่วรุ่นสามารถพูดสำเนียงคนต้าฉีแท้ๆ ได้ตั้งนานแล้ว
แต่ในขณะนี้นางจงใจหยิบยกสำเนียงบ้านเกิดมาใช้อีกครั้ง วาจาที่กล่าวไม่เพียงไม่กระจ่างแจ้งในเนื้อหาและความนัยของถ้อยคำ ยังแฝงด้วยกลิ่นอายท้องถิ่นของเมืองเล็กติดชายแดนเข้าไป สายตาภายใต้คิ้วดกเข้มสองสายดูเรียบง่ายและจริงใจ ท่าทางไม่ถ่อมตัวไม่โอหัง แฝงด้วยความกระตือรือร้นตรงไปตรงมาจนดูทึ่มทื่อของเด็กหนุ่มที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องมารยาทสักเท่าใด
เด็กหนุ่มเช่นนี้…ตลอดทั้งร่างไม่มีเสน่ห์เย้ายวนเลยแม้แต่น้อยนิด แล้วยังอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติมากว่า ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ นั้นคือหมายถึงการรักษาอาการปวดศีรษะให้ฮ่องเต้ของต้าฉีได้นอนหลับอย่างสงบสุข ช่างจริงใจและสมเหตุสมผลจนทำให้ผู้คนไม่สามารถสร้างความลำบากให้ได้
สำหรับคำกล่าวที่ว่า ‘รูปโฉมงามเฉิดฉัน’ นี้ น่าจะเป็นเพราะปออ๋องผู้นั้นก็เป็นแบบเดียวกับบุตรชายผู้นี้ คือต่างเป็นคนประเภทที่ไม่กระจ่างแจ้งในเนื้อหาและความนัยของถ้อยคำ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ และก็ไม่รู้ว่าไปเห็นถ้อยคำจากหนังสือเล่มใดมาจึงหยิบยกมาใช้
จะว่าไปแล้วลูกของใครใครก็รัก! ในสายตาของบิดาผู้ให้กำเนิดของเขา ต่อให้บุตรชายมีขนคิ้วราวกับตัวดักแด้อวบอ้วนสองตัวก็ยังเป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่เด่นเลิศล้ำจนใต้หล้าตะลึงอยู่ แล้วพวกท่านจะทำกระไรได้
เวลานี้หากตำหนิติเตียนแคว้นปอเสียงดังว่าจงใจใส่ร้ายเสียดสีฮ่องเต้ต้าฉีว่าเป็นพวกรักชอบบุรุษ ก็จะสร้างความอับอายให้กับพวกบ้านนอกได้นิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากตวนชิ่งฮ่องเต้มีสีหน้านิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่ง พอรู้สึกว่าลมหายใจราบรื่นมั่นคงแล้วถึงได้รับสั่งอย่างเย็นชาว่า “พวกเจ้าเดินทางมาไกล ถือเป็นแขกผู้มีเกียรติของต้าฉี ข้าก็แค่ป่วยไข้ยามต้องลมหนาวเท่านั้น ไยต้องรบกวนคุณชายให้ลำบากด้วยเล่า จงไปยังกรมพิธีการพร้อมพี่ชายของเจ้าเพื่อรับหนังสือรับรองการพักอาศัยในระยะยาวเถิด”
รับสั่งจบก็โบกมือ แสดงออกชัดว่าให้ข้ารับใช้ในวังรีบนำเด็กหนุ่มรูปงามที่มีกลิ่นอายบ้านนอกคนนี้ไปจากท้องพระโรงโดยเร็ว จะได้ไม่ต้องอยู่ให้ระคายเคืองสายตาต่อไป
ส่วนรัชทายาทต้าฉีผู้นั้นก็ไม่ได้มองมาทางเด็กหนุ่มบ้านนอกที่มีชื่อว่า ‘เจียงเหอรุ่น’ ผู้นี้แม้แต่แวบเดียว เอาแต่หลุบตาอยู่ที่ด้านข้างด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก
กลับเป็นฉินจ้าวผู้อยู่ข้างๆ เฟิ่งหลีอู๋ที่เผยสีหน้าประหลาดใจ แล้วมองดูคุณชายน้อยเจียงท่านนี้ซ้ำๆ อยู่หลายครา
หลังออกมาจากท้องพระโรงเจียงซิ่วรุ่นก็พ่นลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ส่วนพี่ชายที่อยู่ข้างๆ นางกลับหวาดหวั่นจนมีเหงื่อออกเปียกเสื้อผ้าชุ่มไปหมดแล้ว
เจียงจือจะไม่กลัวได้หรือ น้องสาวของเขาใจกล้าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด นับตั้งแต่เข้าสู่เมืองลั่วอันนางก็เปลี่ยนท่าทีดูเป็นคนมีลับลมคมในมากแผนการ กลับกัน ดูเหมือนว่าเขาผู้เป็นพี่ชายคนนี้ได้กลายเป็นน้องชายวัยเยาว์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแทน