เจียงซิ่วรุ่นอารมณ์ดีเป็นที่สุด นางรู้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปตนต้องใช้รูปโฉมของ ‘เจียงเหอรุ่น’ เปิดเผยต่อหน้าผู้คนเป็นระยะเวลาอีกยาวนานนัก แต่เมื่อไม่มีการ ‘ดูแลอย่างห่วงใย’ ของรัชทายาทเหมือนเมื่อชาติก่อนแล้ว ก็นับว่านางได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมากมายด้วยเช่นกัน
ในตอนที่พี่น้องสกุลเจียงเตรียมตัวจะจากไป เถียนอิ๋งผู้นั้นก็ยังคงรออยู่ในห้องโถงอย่างทรมาน เพราะว่าในกระเพาะหิวโหย หน้าตาจึงคับแค้นทุกข์ระทมใจยิ่ง เมื่อเห็นว่ามีผู้ที่ได้เข้าเฝ้าจากไปแล้ว นางก็ถลึงตาจ้องมองทุกคนอย่างดุร้าย
สองพี่น้องออกจากวังหลวงก็ตรงไปยังกรมพิธีการเพื่อรับหนังสือรับรอง ขุนนางกรมพิธีการผู้นั้นก็ถามพวกเขาว่าจะอาศัยอยู่ในที่พักที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้ให้หรือว่าเตรียมจะออกเงินเองเพื่อหาที่พักที่มีฐานะสูงขึ้นหน่อย
เจียงซิ่วรุ่นเคยบอกกับพี่ชายเอาไว้ก่อนแล้ว จึงบอกไปตามตรงว่าไม่ต้องการที่พักที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้ แต่จะหาซื้อเรือนเอาเอง
ออกจากกรมพิธีการแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่รู้ลู่ทางดี หลังจากขึ้นรถม้านางก็พาพี่ชายไปยังตรอกซึ่งเป็นแหล่งรวมของอาหารข้างทางอันเลื่องชื่อภายในเมืองหลวงเพื่อกินอาหาร
ที่นี่มีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านไม่ใหญ่แต่อาหารถูกปากคน ราคาก็ยุติธรรมดี หากไม่ใช่คนที่อยู่ในลั่วอันมานานย่อมจะหาร้านนี้ไม่พบ
หลังจากทั้งสองคนนั่งลง เจียงซิ่วรุ่นก็สั่งไก่ฟ้าย่างซึ่งเป็นอาหารชื่อดังในร้านนี้มา ยังมีข้าวห่อใบบัวด้วย
เมื่อเปิดใบบัวที่ห่อมาอย่างดีออก ข้าวหอมที่มีเฉพาะต้าฉีอัดแน่นอยู่ในห่อใบบัว ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันหมู กลิ่นหอมของข้าวที่ผสมเครื่องปรุงรสมาแล้วโชยเข้าจมูก
สองพี่น้องหิวจนท้องร้องโครกครากอยู่เหมือนกัน อีกทั้งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวกัน
ในร้านอาหารเล็กๆ มีลูกค้าเต็มร้าน นอกจากสองพี่น้องสกุลเจียงยังมีคณะทูตจากต่างถิ่นที่ได้สอบถามมาก่อนแล้วว่าร้านนี้มีอาหารชื่อดังที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงจึงมาเพื่อลิ้มลองรสชาติ
ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็มีตัวประกันของแคว้นอื่นๆ ที่เคยพักอยู่ในจุดพักม้าแห่งเดียวกันสามสี่คนรวมกลุ่มกันมากินอาหาร
หลายคนนี้ก็คือพวกที่ผูกไมตรีเป็นสหายกันตอนอยู่ในจุดพักม้า ทางหนึ่งสั่งอาหารสั่งสุรา อีกทางก็พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเฝ้าเมื่อครู่นี้
มีคนหนึ่งกล่าวอย่างเสียใจว่า “แคว้นหานก็นับว่าเป็นแคว้นที่กำลังรุ่งโรจน์นี่ แต่นี่กลับปล่อยให้บุตรสาวหานอ๋องรอนานจนเป็นลมอยู่ในห้องโถง คณะทูตที่มาพร้อมกับบุตรสาวอ๋องด่าว่ายกใหญ่ว่ามีคนเล่นไม่ซื่อ จงใจจัดการให้บุตรสาวหานอ๋องอยู่ลำดับเข้าเฝ้าหลังๆ ดูถูกแคว้นหานกันเช่นนี้ นี่คือต้องการชักนำให้สองแคว้นทะเลาะกันแล้ว!”
คุณชายอีกคนหนึ่งหัวเราะพรืดและพูดว่า “เมื่อวานตอนที่ทะเลาะด่าว่ากันกับเฉาจี เถียนจีแข็งแรงห้าวหาญถึงขั้นใด เหตุใดจึงเป็นลมกะทันหันได้ ข้าเห็นอยู่ว่าก่อนที่นางจะเป็นลมได้ส่งสายตากับสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ผู้หนึ่ง ทำให้สาวใช้คนนั้นพยุงนางเอาไว้ได้ทันท่วงที ไม่ต้องร่วงลงไปอยู่บนพื้นหิน นี่จะเป็นลมหรือไม่ยังคงไม่เหมาะจะกล่าวจริงๆ…”
เจียงซิ่วรุ่นก้มหน้ากินข้าว แต่กลับฟังจนเข้าใจแล้ว ไม่เสียทีที่เป็นหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้ต่อสู้โค่นล้มชายาเอกรัชทายาทเมื่อชาติก่อนได้จริงๆ นี่เป็นความสามารถในการใส่ไคล้ในระดับชั้นเลิศเหมือนกัน
บุตรสาวหานอ๋องเป็นลมไปเช่นนี้ ตวนชิ่งฮ่องเต้จะต้องไว้หน้าให้เกียรติแคว้นหาน และต้องตรวจสอบเรื่องการจัดลำดับเข้าแถวอย่างละเอียดเป็นแน่ ภายใต้การตำหนิซ้ำของคณะทูตแคว้นหาน เมื่อเป็นเช่นนี้เฉาซีผู้นั้นคงหนีความรับผิดชอบไม่พ้นต่อให้ฮองเฮาจะชื่นชอบนางสักเพียงใดก็ตาม เพราะนางเผยนิสัยใจคอคับแคบ ทั้งยังคิดเล็กคิดน้อยออกมา
หากตวนชิ่งฮ่องเต้มั่นใจว่าเฉาซีสร้างปัญหาจริงๆ หนทางการเป็นสะใภ้อันทรงเกียรติยศของเฉาซีคงต้องเดินลำบากแล้ว!
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวอันใดกับเจียงซิ่วรุ่น รอให้กินข้าวเสร็จแล้ว สองพี่น้องค่อยไปเลือกซื้อบ้านกันต่อ
หลังจากทั้งสองคนกินอาหารเสร็จ เซินยงที่ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นโดยตลอดจนถึงตอนนี้เพิ่งได้รับรายงานจากองครักษ์ใต้บังคับบัญชา กว่าจะมาหาพวกเขาถึงที่นี่ก็ช้าไปแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นคาดเดาความคิดในใจเซินยงออก คงจะกลัวว่าตอนที่นางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วจะถูกเปิดโปง ดังนั้นจึงให้พวกเขาสองพี่น้องพาเหล่าทหารองครักษ์ไปด้วย ส่วนตัวเขาเองกลับซ่อนตัวตั้งแต่เช้า รอดูสถานการณ์ว่าจะเป็นเช่นไร หากมีอะไรไม่ถูกต้อง เขาก็จะหนีออกจากเมืองไปก่อน
แต่เวลานี้เมื่อเห็นคลื่นลมสงบดีแล้ว มีเพียงความตระหนกทว่าไร้ซึ่งอันตราย เซินยงถึงได้โผล่หน้ามา
หากนางเดาไม่ผิด เซินยงคงจะวางแผนเหมือนเมื่อชาติก่อน ก็คือมารายงานเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางแบบปลอมๆ และฉวยโอกาสนี้ดึงเงินที่บิดามอบให้พวกเขาไว้สร้างเรือนไปมากกว่าครึ่ง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 เม.ย. 69