ถึงตอนนั้นบ้านเรือนที่อยู่ในตรอกข้างเคียงก็จะมีราคาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เหล่าบัณฑิตจากทุกแว่นแคว้นที่มาแสวงหาความรู้จะมาพักอาศัยอยู่จนเต็ม
อยู่ข้างหน้าต่างฟังเสียงอ่านหนังสืออย่างสงบ พิงกำแพงท่องสวดคัมภีร์ของปราชญ์เมธี…
บ้านเรือนที่มีกลิ่นอายบรรยากาศของความรู้เต็มเปี่ยมขั้นนี้ ก็เหมือนกับที่มารดาเมิ่งย้ายบ้านสามคราเป็นสถานที่ที่ทุกคนต่างแสวงหา
พี่ชายอายุมากกว่านางแค่เพียงปีเดียว และกำลังอยู่ในช่วงวัยแสวงหาความรู้พอดี หากสามารถติดตามท่านจอมปราชญ์ศึกษาหลักการประพฤติตนอย่างมีคุณธรรมและการช่วยเหลือใต้หล้าได้ จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อย!
ขณะนี้บ้านหลังนี้ราคาไม่สูงมากนัก เป็นบ้านที่ด้านหน้ามีเรือน ด้านหลังมีลานเรือนผสมผสานกัน ด้านข้างมีสวนดอกไม้เล็กๆ และยังมีคอกม้าตั้งอยู่ด้านตะวันตกของบ้าน ทั้งหมดนี้ราคาแค่ยี่สิบตำลึงทองเท่านั้น
ราคานี้ต่อไปจะขึ้นสูงไปอีกห้าถึงหกเท่าเชียวนะ เจียงซิ่วรุ่นไม่ต่อราคาเลยสักนิด ทำสัญญากับเจ้าของบ้านคนเดิมอย่างใจป้ำ แล้วก็ไปที่ว่าการท้องที่เพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของ ก่อนประทับตราอย่างเป็นทางการ
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนในการซื้อขายบ้านแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ให้องครักษ์ขนย้ายหีบเสื้อผ้าของนางกับของพี่ชายไปยังห้องของแต่ละคน
หลังจากจัดบ้านเสร็จนางก็เรียกพ่อค้าทาสในพื้นที่มา เตรียมจะเลือกซื้อสาวใช้สักสองคน
พ่อค้าทาสพานางมาที่ตลาดค้าทาส ให้นางเลือกสาวใช้ด้วยตนเอง
แต่หญิงสาวที่หน้าตาสะสวยเหล่านั้นนางเพียงกวาดตาผ่านไปทีละคนๆ สุดท้ายก็เลือกหญิงสาวสองพี่น้องที่สายตาดูสงบนิ่งมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรงไว้คู่หนึ่ง ผู้เป็นพี่สาวนั้นยังดี แต่ผู้เป็นน้องสาวนั้นดูหยาบกร้านเหลือเกิน ใบหน้าครึ่งซีกถึงกับเป็นปานสีม่วงแดง
เจียงซิ่วรุ่นจ้องนางนิ่งๆ อยู่นาน แล้วสอบถามพ่อค้าทาสถึงสถานการณ์ของพี่น้องคู่นี้
พ่อค้าทาสเดิมทีไม่คาดหวังว่าสองพี่น้องคู่นี้จะมีคนซื้อ เมื่อเห็นคุณชายน้อยผู้นี้ถามขึ้นมา จึงรีบสาธยายทันที
พี่น้องคู่นี้ว่ากันว่าหนีภัยแล้งมาจากแคว้นฮุ่ยที่อยู่ติดกัน บิดามารดาล้วนหิวตายและป่วยตายไปแล้ว พวกนางจึงขายตัวเพื่อฝังศพ ขอเพียงยอมจ่ายเงินค่าโลงบางๆ สักสองใบ ก็สามารถทำสัญญาขายตัวได้เลย
ไม่รอให้พ่อค้าทาสแนะนำจนจบ เจียงซิ่วรุ่นก็เอ่ยปากว่า “เลือกพวกนางสองคนนี้นี่ล่ะ”
คำพูดนี้ทำให้สองพี่น้องประหลาดใจอย่างที่สุด ต้องรู้ว่าที่ลูกค้าผู้สูงศักดิ์แต่งกายหรูหราท่านนี้ต้องการก็คือเลือกซื้อสาวใช้ แต่สตรีที่หนีภัยแล้งจากชนบทอย่างพวกนางนี้ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถอวดโฉมกับผู้ใดได้ เป็นได้เพียงแค่หญิงรับใช้ที่ทำงานหยาบๆ อย่างหาบน้ำแบกฟืนเท่านั้นเอง
เจียงซิ่วรุ่นจ่ายเงินแล้วก็พาสตรีที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งทั้งสองคนกลับไปที่เรือน
พี่สาวที่มีนามว่า ‘ไป๋อิง’ ให้ไปคอยรับใช้ดูแลชีวิตประจำวันของพี่ชาย ส่วนน้องสาวที่ชื่อ ‘ไป๋เฉี่ยน’ ผู้นั้นกลับให้มาดูแลตนเอง
ไป๋เฉี่ยนดูจะใจกล้าและตรงไปตรงมามากกว่าพี่สาวของนางอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ประสานมือถามอย่างไม่นอบน้อมและไม่แข็งกร้าวว่า “ขอบังอาจถามคุณชายท่านนี้ เหตุใดจึงเลือกคนที่อัปลักษณ์เช่นข้าเป็นสาวใช้ส่วนตัว คุณชายที่มีฐานะเป็นถึงบุตรชายผู้สูงศักดิ์ไม่กลัวถูกผู้คนหัวเราะเยาะหรือเจ้าคะ”
เจียงซิ่วรุ่นกล่าวในใจว่า…ต่อให้เดินเตร็ดเตร่ในตลาดค้าทาสทุกวัน ก็ไม่เห็นว่าจะหาซื้อสินค้าที่วิเศษระดับนี้อย่างเจ้าได้!
โลงศพบางๆ สองใบมีค่าแค่เงินไม่ถึงห้าตำลึง แต่กลับสามารถซื้อไป๋เฉี่ยน…แม่ทัพหญิงอู๋เหยียน ที่ในอนาคตจะมีชื่อขจรขจายไปทั่วทุกแว่นแคว้นกลับมาได้ นี่เป็นสิ่งที่ก่อนจะออกจากบ้านเจียงซิ่วรุ่นไม่เคยคาดคิดมาก่อนสักนิด
คนผู้นี้ในอนาคตก็คือคมดาบพระกาฬที่ตวัดดาบคราเดียวแคว้นนั้นๆ ก็ราบเป็นหน้ากลอง ถือเป็นแขนซ้ายขวาของรัชทายาทต้าฉี
แต่ไป๋เฉี่ยนในเวลานี้ยังคงตกอับอย่างยิ่ง ถ้ามิใช่เพราะปานแดงบนใบหน้าของนาง เจียงซิ่วรุ่นก็เกือบจะจำไม่ได้แล้ว
แน่นอนว่าเจียงซิ่วรุ่นไม่อาจพูดออกมาได้ว่าวันหน้าในอนาคตไป๋เฉี่ยนจะใช้ฐานะสตรีเข้าร่วมทดสอบทักษะยุทธ์ และทุบตีบุรุษฝูงหนึ่งจนปัสสาวะราดอุจจาระแทบร่วง ก่อนผ่านการเข้ารอบเป็นครั้งแรก และกลายเป็นแม่ทัพสะท้านแผ่นดิน
เจียงซิ่วรุ่นจึงเพียงยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้าเชื่อในสายตาพินิจพิจารณาคนของตนเอง”
ไป๋เฉี่ยนผู้นั้นก็ไม่ถามอะไรอีก เพียงเก็บกวาดบ้านให้สะอาด จัดการเก็บเสื้อผ้าให้เจียงซิ่วรุ่นจนเรียบร้อย ตอนยามจื่อขณะที่ทำความสะอาดสวนดอกไม้อยู่ มองเห็นในซอกเล็กๆ มีหนูขนาดใหญ่หลายตัววิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางไม่รอให้ทหารองครักษ์ได้ทันมีอาการตอบสนอง นางก็ใช้เท้าใหญ่ขนาดแปดชุ่น เหยียบลงไปอย่างเด็ดเดี่ยว จนหนูที่วิ่งขวักไขว่ไปทั่วทุกแห่งภายในเรือนร่างแหลกเละกันหมด
ทหารองครักษ์หลายนายนั้นหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกว่าสตรีคนนี้ออกจะผิดปกติอยู่บ้าง