แต่รัชทายาทไม่ส่งสัญญาณใดๆ หลังจากน้อมคำนับแล้วนางจึงได้แต่ยืนอยู่บนเสื่อ
เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าตาบอดหรือไม่ ถึงทำเป็นมองไม่เห็นนาง ผ่านไประยะเวลาหนึ่งแล้วถึงได้พยักหน้าเล็กน้อยส่งสัญญาณให้นางนั่งลง
นางอยากจะนั่งลง แต่เสื่อรกๆ นั่นทำให้คนหงุดหงิดเหลือเกินแล้ว!
ชั่วขณะนั้นนางทนไม่ไหวอีกต่อไป หยิบหนังสือที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบหลายชุดขึ้นมาม้วนอย่างแคล่วคล่องว่องไว จากนั้นก็กองไว้ที่ด้านข้าง ก่อนนำมาจัดวางเป็นกลุ่มๆ ที่นั่งนี้จึงสะอาดน่านั่งขึ้นไม่น้อยในทันใด
ตอนนี้นางถึงผ่อนลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ยกชายเสื้อขึ้นแล้วคุกเข่านั่งลงไปบนเสื่อ
เฟิ่งหลีอู๋นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะที่ถูกหนังสือสุมทับ เดิมทีก็มีท่าทางแข็งกระด้างเย็นชามาตลอดอยู่แล้ว เวลานี้ยังเอาแต่อ่านหนังสือที่อยู่ในมือโดยไม่พูดไม่จา
คุณชายน้อยแคว้นปอผู้นี้อยู่ๆ ก็ถูกเรียกมาในจวนกะทันหันย่อมระมัดระวังตัว อดทนไม่แสดงออกถึงความหงุดหงิด เดิมทีเขาตัดสินใจจะขู่ขวัญเจ้าเด็กนี่ให้หดหู่กลัวหงอสักหน่อย ให้คุณชายน้อยเจียงลดความฮึกเหิมลงไปบ้าง
แต่คิดไม่ถึงว่าตัวประกันที่ใจกล้าเทียมฟ้าผู้นี้เมื่อเข้ามาในหนังสือแล้ว ถึงกับปิดบังสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์เอาไว้ไม่อยู่ สั่งให้นั่งลง ก็ถึงกับเก็บกวาดเสื่อที่นั่งให้เรียบร้อยก่อน นี่คลับคล้ายจะรังเกียจห้องหนังสือของเขาว่ารกรุงรังเกินไป…
คิดถึงตรงนี้สีหน้าของเฟิ่งหลีอู๋ก็ยิ่งทะมึนมากขึ้น
แต่กับคนที่เห็นอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วจะรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายจนเป็นนิสัยไม่สามารถอธิบายให้คนที่ไม่มีความคิดแบบเดียวกันเข้าใจได้ เจียงซิ่วรุ่นหลังจากเก็บเสื่อจนสะอาดเรียบร้อย พอเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นโต๊ะที่รกระเกะระกะไปทั่วตัวนั้น ก็รู้สึกว่าหากอดทนได้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ทนไม่ได้แล้วจริงๆ
หากไม่ใช่วิตกว่าบนโต๊ะนั้นมีเอกสารที่เพิ่งจะเขียนความคิดเห็นเพิ่มเติมลงไปอยู่ด้วย นางก็อยากจะโผเข้าไปจัดการเก็บให้เรียบร้อยจนหน้าโต๊ะเผยออกมาให้เห็นเสียเหลือเกิน
อาจเป็นเพราะสายตาของนางร้อนแรงจนเกินไป หลังจากตอบคำถามของรัชทายาทอย่างใจลอยอยู่หลายคำ เฟิ่งหลีอู๋พลันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ และยกมือเก็บเอกสารที่เขียนไปได้ครึ่งหนึ่งบนโต๊ะ จากนั้นพูดว่า “รบกวนเจ้าช่วยมาจัดเก็บให้ข้าหน่อย”
เจียงซิ่วรุ่นกำลังรอคำพูดนี้อยู่พอดี นางจึงใช้เข่าเดินบนพื้นขยับเข้าไปจนถึงหน้าโต๊ะ แล้วจัดเก็บข้าวของบนนั้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากเอาหนังสือวางไว้บนชั้นและหีบหนังสือที่อยู่ด้านข้างแล้ว ลายแผนที่ขุนเขาแม่น้ำหมื่นหลี่ที่แกะสลักบนหน้าโต๊ะก็ค่อยๆ เผยออกมา
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ทุกแว่นแคว้นเรียงอยู่ติดๆ กันท่ามกลางขุนเขาสายน้ำ ในนั้นรวมไปถึงแคว้นปอแคว้นบ้านเกิดของนางด้วย
เฟิ่งหลีอู๋ผู้นี้ทุกวันประจันหน้ากับหน้าโต๊ะที่สลักลายเช่นนี้ ความคิดในใจเขาคืออันใดก็กระจ่างแจ้งโดยไม่ต้องพูดแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นดึงสายตากลับมา จงใจไม่ไปมองดูภาพแว่นแคว้นต่างๆ อันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น และกลับมานั่งบนเบาะกลมอีกครั้ง
เฟิ่งหลีอู๋รู้ว่าเวลานี้ในใจเด็กหนุ่มผู้นี้คิดอันใด ตามความเห็นเขา ถึงแม้เด็กหนุ่มอ่อนแอผู้นี้ดูแล้วยังเยาว์วัย แต่กลับมีความคิดเฉียบแหลม ปฏิภาณไหวพริบยอดเยี่ยม เป็นผู้มีความสามารถมาก
คุณชายน้อยเจียงถึงแม้จะไม่ใช่คนต้าฉี แต่แคว้นปออ่อนแออยู่ในสภาวะวิกฤตแล้ว พวกเขาพี่น้องทั้งสองยังสูญเสียความรักโปรดปรานจากบิดาอีก ได้ยินว่าปออ๋องผู้นั้นจะแต่งตั้งบุตรชายที่เกิดจากชายาอ๋องคนใหม่ขึ้นเป็นผู้สืบทอด คนผู้หนึ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องสูญเสียแคว้นบ้านเกิดและร่อนเร่อยู่ต่างแดน ซ้ำยังมิใช่บุตรชายคนโตของแคว้น ก็มิต่างจากจอกแหนไร้รากนั่นเอง หากยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้