ต้องรู้ว่าในเวลานั้นผู้คนนิยมเลี้ยงดูเหมินเค่อ เอาไว้เป็นที่ปรึกษา คนที่มีคุณธรรมความสามารถมีเหมินเค่อที่อยู่ใต้อาณัติสามพันคนก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด
เฟิ่งหลีอู๋ก็มีคนใต้อาณัติเป็นผู้มีความสามารถเหนือสามัญจากทั่วทุกแคว้นมารวมตัวกันด้วยเช่นกัน ตามความเห็นของเขา การรวบรวมผู้มีสติปัญญาและความสามารถเป็นเรื่องที่ทำให้คนลุ่มหลงได้มากกว่ารวบรวมหญิงงามเสียอีก ในอนาคตงานใหญ่รอบพันปีจะไม่สามารถพึ่งพาแต่คนของแคว้นต้าฉีแค่หยิบมือนั้นให้สำเร็จลุล่วงได้
ดังนั้นเขาจึงแตะโต๊ะเบาๆ แล้วถามว่า “เจ้ารู้สึกว่างานแกะสลักบนโต๊ะของข้าเป็นอย่างไร”
เจียงซิ่วรุ่นเม้มปากเล็กน้อยและกล่าวว่า “ฝีมือการวาดไม่เลว แกะสลักได้งามประณีตมากพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลีอู๋มองเด็กหนุ่มที่ก้มหน้าอยู่ในขณะนี้ ลำคอของอีกฝ่ายมีรูปทรงงดงาม โผล่พ้นออกมาจากปกเสื้อที่ค่อนข้างใหญ่ ถึงกับกระตุ้นให้คนนึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก หากมิใช่ก่อนหน้านี้เคยเห็นท่าทางโอหังอวดดีของเด็กหนุ่มมาก่อนล่ะก็ คงเผลอนึกไปว่านี่คือเด็กหนุ่มรูปงามผู้อ่อนแอและน่าเอ็นดูคนหนึ่งแล้วจริงๆ!
เฟิ่งหลีอู๋กล่าวว่า “โต๊ะยังแกะสลักไม่เสร็จ จะมีความงามประณีตมาจากที่ใด ไม่ทราบว่าเจ้าจะยินยอมทำให้ภาพบนโต๊ะนี้เสร็จสมบูรณ์ ฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกาลนาน ยินดีสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ร่วมกับข้าหรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นรู้ถึงความนัยลึกล้ำในวาจาของเฟิ่งหลีอู๋อย่างแจ่มแจ้ง เวลานี้แม้รัชทายาทจะมีท่าทางไม่ค่อยอบอุ่นเป็นมิตรเท่าใดนัก แต่ก็นับว่าเป็นคนที่เปิดเผยเข้าใจง่าย หากนางดึงดันปฏิเสธข้อเสนอและผลักไสเขา เขาย่อมโมโหนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างอื่นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวก็คือเขาจะตรวจสอบเบื้องหลังความเป็นมาของนางอย่างละเอียด หากฐานะสตรีของนางถูกเปิดเผยออกมา ผลที่ตามมาภายหลังก็ยากจะคาดเดาได้
เหมินเค่อที่อยู่ใต้อาณัติของเฟิ่งหลีอู๋มีมากมายยิ่ง เพิ่มนางเข้าไปอีกหนึ่งคน ก็ไม่ได้เป็นการเผยความสามารถของนางแต่อย่างใด ความสามารถโดดเด่นที่นางพอมีอยู่ก็แค่การตีฝีปากพูดโต้เถียงเก่ง ไม่มีความสามารถอันใดที่มีประโยชน์เลย
ในเมื่อเฟิ่งหลีอู๋อยากทำตัวเป็นฉีเซวียนอ๋อง เช่นนั้นนางก็จะทำตัวเป็นท่านหนานกัวมั่วปลอมเป่าอวี๋บ้าง
หากสามารถพึ่งพาอาศัยรัชทายาท หลอกลวงให้เขาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายได้ นางก็ไม่ต้องวิตกเรื่องเสื้อผ้าการกินอยู่แล้ว ไยจะไม่ยินดีทำเล่า
คิดถึงตรงนี้นางก็จงใจแสร้งทำเป็นคิดหนัก หลังจากทำท่าทางคล้ายลำบากใจอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็โขกศีรษะกับพื้น ตอบอย่างจริงจังว่า “หากรัชทายาททรงพระเมตตา กระหม่อมก็จะขอทุ่มเทสุดความสามารถอย่างแน่นอน เพื่อช่วยเหลือรัชทายาทให้สำเร็จงานใหญ่ เพียงแต่กระหม่อมมีความรู้ความสามารถอย่างจำกัด ไม่ทราบว่าจะสามารถใช้ได้บ้างหรือไม่”
เฟิ่งหลีอู๋กลับคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่หยิ่งทระนงผู้นี้ถึงขั้นเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมอย่างรวดเร็ว จึงมองคนตรงหน้าอย่างสังเกต แต่ไม่ได้ว่าอันใดอีก เพียงกล่าวว่า “แคว้นปออยู่ไกล ได้ยินว่าพวกเจ้าพี่น้องก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ย่านตลาดเคยทะเลาะกับแม่ทัพที่อารักขาอย่างใหญ่โตยกหนึ่งเพราะเรื่องทอง…ความรู้ความสามารถของวิญญูชนนั้นประหนึ่งคมดาบ ไม่ควรชักออกจากฝักโดยง่าย ยังต้องบากหน้าไปอยู่ต่อธารกำนัลอยู่ สร้างเรื่องหาทองคำไม่กี่ก้อนเหมือนอย่างวันนี้ไม่อาจกระทำอีก หากในมือขาดแคลนเงินทอง ทุกเดือนก็สามารถมาที่จวนของข้า แจ้งพ่อบ้านขอยืมชั่วคราวได้”
ที่เจียงซิ่วรุ่นรออยู่ก็คือประโยคนี้ นางไม่ใช่คนที่รักศักดิ์ศรีหน้าตา มิใช่สุภาพชนผู้กร้าวแกร่งที่ยอมอดอาหารจนตายเช่นนั้นสักหน่อย