ไม่ว่าใครก็ไม่อาจพูดได้ว่าเฟิ่งหลีอู๋ไร้ความสามารถ ดีไม่ดีในอนาคตก็อาจจะถูกเขียนบันทึกเข้าไปในหนังสือยี่สิบห้ากตัญญูก็เป็นได้
เวลานี้ถึงแม้ตวนชิ่งฮ่องเต้ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กลับป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอด ไม่มีชีวิตชีวา เป็นหนอนน่าสมเพชที่ถูกบุตรชายบีบบังคับ ไม่มีอำนาจของฮ่องเต้อยู่ในมือเลยแม้แต่น้อยนิด ว่ากันว่าพระราชลัญจกรหยกนั้นอยู่ในมือของรัชทายาท
ในชาติก่อนเจียงซิ่วรุ่นเคยถามฉินจ้าวด้วยความอยากรู้ว่าที่เฟิ่งหลีอู๋ถ่วงเวลาไม่ยอมสืบทอดบัลลังก์สักทีนั้นหมายความว่าอย่างไร
ฉินจ้าวกลับนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แล้วถึงตอบว่า ‘รัชทายาทเป็นคนกตัญญูมาก นอกจากนี้…ทั้งๆ ที่เห็นอยู่แต่กลับกินไม่ได้ ถึงจะทำให้ผู้คนเจ็บปวดทรมานที่สุด’
เจียงซิ่วรุ่นครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่นานถึงได้พลันเข้าใจ…ในช่วงหลายปีมานี้ตวนชิ่งฮ่องเต้คิดหาวิธีการใดออกมาไม่ได้แล้ว สนมชายาในวังหลวงแต่ละนางล้วนอายุมากไปเสียหมด สำหรับคนที่เยาว์วัยรูปโฉมงดงามเหล่านั้น หากมิใช่ถูกรัชทายาทตัดสินว่าเป็นหญิงงามปีศาจ ก็ถูกหัวหน้าผู้ดูแลฝ่ายในตัดสินคุณธรรมความประพฤติอยู่ตลอด ไม่อาจให้เข้าตำหนักฮ่องเต้ได้เด็ดขาด…
ลองคิดดูเถิด คนที่หมกมุ่นในตัณหาราคะผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน กลับถูกรายล้อมด้วยกลุ่มหญิงชราผมหงอกขาว ไม่อาจเสพสุขกับสิ่งที่ต้องการได้ดังใจปรารถนา เป็นเหมือนกับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง นี่เป็นการทรมานร่างกายและจิตใจถึงขั้นใดกัน
สำหรับสาเหตุที่นางถูกเฟิ่งหลีอู๋ลบหลู่เหยียดหยามในท้องพระโรงเมื่อชาติก่อน ก็เพียงเพราะว่าเฟิ่งหลีอู๋ตั้งใจจะสร้างความลำบากให้กับบิดาของเขา ให้ชายชราบ้าตัณหามองเห็นแต่กินไม่ได้เท่านั้นเอง…
นี่ก็คือเฟิ่งหลีอู๋…คนที่ทั้งหัวใจมีแต่เรื่องอำนาจกับผลประโยชน์ คนที่เพียงมองด้วยความโกรธก็ต้องแก้แค้นแล้ว ปกติเขาไม่ชอบดนตรี นารี พาชี สุนัขไม่ชอบการร่ายรำขับร้องในงานเลี้ยงสังสรรค์ เพียงหมกมุ่นอยู่กับการวางแผน รวบรวมผู้มีความสามารถในทุกด้าน
ตำแหน่งฮ่องเต้ต้าฉีที่ปกครองแค่แคว้นเดียวจะทำให้คนเช่นนี้พอใจได้อย่างไรกัน ความคิดของเขาก็คือมุ่งหมายพิชิตทั้งใต้หล้า กลายเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน…
เมื่อคิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็ระบายลมหายใจเบาๆ ถึงแม้ในใจนางจะมีความเกลียดชังต่อเฟิ่งหลีอู๋ แต่กลับไม่คิดจะยั่วโทสะเขา ชาตินี้ทั้งชาตินางก็แค่อยากจะหาความมั่นคงในชีวิต เพียงอยู่ด้วยกันกับพี่ชายก็พอแล้ว กษัตริย์ผู้พิชิตใต้หล้านี้จะเป็นใครนางไม่รู้สึกสนใจเลยสักนิด
เสียงพูดคุยหัวเราะโอภาปราศรัยดังไปทั้งห้อง กลับมีแต่คนที่นั่งใกล้ชิดกันมากที่สุดคู่นี้เท่านั้นที่ไม่มีบทสนทนาต่อกัน
แต่คำพูดที่นางประณามเว่ยจื่ออย่างเจ็บแสบว่ากตัญญูอย่างโง่เขลาเมื่อครู่นั้น ชัดเจนว่าตรงใจรัชทายาทผู้นี้เข้าแล้ว ถึงขั้นที่รัชทายาทสีหน้าเย็นชาเป็นนิจในเวลานี้ได้แสดงท่าทางให้เกียรติต่อผู้ทรงภูมิปัญญาออกมาอย่างชัดเจน หมายจะคบหากับนางให้มากขึ้นหน่อย
เพียงแต่ทั้งสองคนไม่ได้สนทนากันเลย จำเป็นต้องมีคำพูดชักนำอยู่สักหน่อย ดังนั้นเฟิ่งหลีอู๋ทางหนึ่งเคี้ยวเนื้ออยู่ในปาก อีกทางหนึ่งก็พูดไปเรื่อยว่า “คนครัวที่บ้านคุณชายน้อยเจียงไม่เลวเลย เนื้อหมูนี้สดและนุ่มมาก”
เมื่อได้ยินเฟิ่งหลีอู๋พยายามหาเรื่องมาชมเชยตน เจียงซิ่วรุ่นก็ตัดสินใจทำลายความคิดที่จะให้เกียรติผู้ทรงปัญญาของรัชทายาทผู้นี้ทิ้งเสีย จึงตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ทูลรัชทายาท นี่ก็คือ ‘เนื้อแกะ’ ย่อมต้องสดและนุ่มพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลีอู๋ตลอดทั้งชีวิตไม่ค่อยได้กินอาหารเลิศรสสักเท่าใด ตอนยังเด็กเขาอยู่แต่ในตำหนักเย็น ไม่เคยได้กินเนื้อสับมาก่อน จึงไม่ค่อยจะชอบกินเนื้อนัก อีกทั้งยามที่กินข้าวจิตใจส่วนใหญ่ก็มีแต่เรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอด จึงกลายเป็นผู้ที่แยกสัตว์ทั้งหก ไม่ออกอยู่เสมอ
เพียงแต่ตัวประกันที่ฟันคมของแคว้นปอผู้นี้กลับไม่ไว้หน้ากันสักนิด ถึงกับทำให้เฟิ่งหลีอู๋หาทางลงต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้
คำพูดชวนคุยเช่นนี้ถูกตัดสะบั้นไปแล้ว เจียงซิ่วรุ่นเองก็ไม่มีความคิดจะหาหัวข้อสนทนาอื่นขึ้นมาอีก จึงพูดคุยกันต่อไปไม่ได้
ในที่สุดรัชทายาทก็ไม่พยายามหาเรื่องมาพูดคุยอีก กระนั้นเขาก็ไม่ขยับตะเกียบอีกเช่นกัน เอาแต่ถือจอกสุรา สายตาเย็นชาขณะลิ้มรสสุรา
เจียงซิ่วรุ่นที่ดื้อรั้นหัวชนฝาเช่นนี้ นอกจากทำให้เจียงจือผู้เป็นพี่ชายหลั่งเหงื่อเย็นไปทั้งร่างแล้ว ก็ยังกระตุ้นจนฉินจ้าวที่อยู่ข้างๆ รัชทายาทมองนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่คิดในใจว่าหลายครั้งที่เห็นเจ้าเด็กหนุ่มนี่ แต่ละครั้งล้วนมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันออกไป ก่อนหน้านี้คือเด็กหนุ่มไม่รู้ความที่กินห่านย่างอย่างตะกละตะกลาม ต่อมาตอนที่อยู่ในท้องพระโรงก็มีท่าทางเฉกเช่นเด็กหนุ่มหัวรั้นปัญญาทึบ วันนี้กลับมีลักษณะของผู้มีความรู้ความสามารถที่มีนิสัยอันธพาลอีก เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด เจ้าเด็กหนุ่มนี่ต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่นอน!