เจียงซิ่วรุ่นไม่มองฉินจ้าวคนบ้าบิ่นผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย นางเอาแต่ลอบมองเงาของนาฬิกาแดดที่ลานเรือนว่าเอียงไปถึงที่ใดแล้ว ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาที่แขกจะแยกย้ายเสียที นางจึงไปส่งแขกทั้งกลุ่ม
หลิวเพ่ยที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวทางด้านเจียงซิ่วรุ่นอยู่ตลอดเวลาย่อมเห็นว่าสถานการณ์แสนกระอักกระอ่วน เขาผู้เชี่ยวชาญในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นจึงมอบทางลงให้กับเจียงซิ่วรุ่น เพียงพูดขึ้นว่า “วันนี้มารบกวนมากแล้ว วันหน้าค่อยมาร่วมพบปะกันใหม่”
รัชทายาทผู้นั้นกลับขึ้นรถม้าจากไปเลยโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่แวบเดียว
อาจจะเพราะรู้สึกว่าคุณชายน้อยเจียงเป็นคนที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง ก่อนที่จะจากไปหลิวเพ่ยมีท่าทางคล้ายยังไม่สมใจอยาก อยากจะนัดหมายวันมาพบกันในครั้งถัดไปกับเจียงซิ่วรุ่น กลับถูกเจียงซิ่วรุ่นปฏิเสธอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อยนิด
หลิวเพ่ยกลับใจกว้างมาก ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย เพียงยิ้มพลางพูดว่า “รอให้คุณชายจัดการเรื่องบ้านเรียบร้อยแล้ว มีเวลาว่างค่อยพบกันใหม่”
เมื่อส่งเหล่าศัตรูในชาติก่อนกลุ่มนั้นจากไปแล้ว เจียงซิ่วรุ่นถึงเพิ่งรู้สึกว่าบ่าไหล่ของนางปวดเมื่อยนัก นางอยากนอนลงบนเตียงเพื่อจะได้พักฟื้นร่างกาย
พี่ชายกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแวววิจารณ์อย่างอ้อมๆ ขึ้นมาว่านางไม่ควรล่วงเกินรัชทายาทแคว้นต้าฉี ซึ่งนางเองทั้งไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น
หลังผ่านการชุมนุมโดยไม่ตั้งใจในวันนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงผู้มีวาจาเจ็บแสบและนิสัยแปลกประหลาดของตัวประกันจากแคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นปอก็คงแพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในทันที ถึงแม้เป็นไปได้ว่าจะถูกผู้คนพูดต่อๆ กันจนกลายเป็นคนพิลึก แต่เมื่อเทียบกับการถูกคนมองว่า ‘อ่อนแอน่ารังแก’ ก็ต้องนับว่าดีกว่ามากนัก
สำหรับเฟิ่งหลีอู๋นั้นถึงแม้จะไม่ใช่คนใจกว้างมากนัก แต่ในใจของเขาก็มีเรื่องใหญ่ให้ต้องเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป ส่วนนางนั้นประการแรกไม่ได้สมคบคิดกับบิดาเฒ่าของเขาเพื่อจะคลอดน้องชายน้อยๆ ให้เขา ประการสองคือนางไม่มีความคิดที่จะก่อกบฏต่อต้านแคว้นใหญ่ไพศาลของเขา
บางทีในสายตาของรัชทายาท นางก็เป็นเพียงคนโง่หัวแข็งที่ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เท่านั้นเอง
ต้าฉีในขณะนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทองจำนวนมากจากแคว้นปอ ทุกคนรักษาศักดิ์ศรีที่ควรมีเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี
เจียงซิ่วรุ่นตัดความคิดที่จะติดต่อคบหากับบรรดาคนที่มีความหยิ่งผยองเทียมฟ้าเหล่านี้ไปแล้ว ทั้งกำลังคิดว่าจะให้เงินทองที่มีอยู่ในมือของตนเองยามนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร มิเช่นนั้นต่อให้ใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดสักเพียงใด จะช้าหรือเร็วก็ต้องนั่งกินสมบัติเก่าจนหมดสิ้นแน่
แต่ในฐานะที่เป็นตัวประกัน นอกจากเรือนที่ตัวประกันใช้พักอาศัยแล้ว ก็ห้ามซื้อที่นาหรือเรือนอีก เจียงซิ่วรุ่นถูกสถานะตัวประกันจำกัดเอาไว้ หนทางการหาเงินจึงแคบยิ่งนัก
ในช่วงที่กำลังเค้นสมองครุ่นคิดคำนวณอยู่ แหล่งที่มาของรายได้กลับส่งมาถึงหน้าประตูเรือนนางเสียอย่างนั้น
หลังจากผ่านไปสองวัน เช้าตรู่วันนี้เจียงซิ่วรุ่นยังไม่ลุกจากเตียงก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าประตูเรือนแล้ว