บทที่ 8
ทหารที่เป็นองครักษ์เหล่านั้นอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นอื่นล้วนมีข้อห้ามอยู่ในใจ จึงไม่กล้าไปเปิดประตูในทันที
ถึงอย่างไรใต้หล้าก็ไม่ค่อยสงบสุข ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา วันนี้ยังเป็นแคว้นพันธมิตร พรุ่งนี้อาจกลายเป็นศัตรูคู่แค้นต้องสังหารตัวประกันทิ้ง แล้วใช้ศีรษะทำเป็นหนังสือท้ารบก็ได้ ใครจะไปรู้ว่านอกประตูนั่นคือคนที่ฮ่องเต้ต้าฉีส่งมาสังหารตัวประกันหรือไม่
เห็นการกระทำของทหารองครักษ์หลายนายนั้นที่ยื่นหัวออกไปดูอย่างขลาดๆ แล้ว ไป๋เฉี่ยนดูเสียจนรำคาญ จึงใช้มือเดียวยันบนกำแพงแล้วปีนขึ้นไปชะโงกหน้าดู ก็เห็นบัณฑิตลัทธิหรูสิบกว่าคนกำลังร้องด่าทออยู่ข้างประตู
นางถลึงตาถามว่า “พวกเจ้าจะทำอันใด รบกวนคนกำลังนอนหลับฝันดี! หากยังไม่ไปอีก ระวังว่ามารดาจะใช้ถังอุจจาระสาดใส่พวกเจ้า!”
การโผล่หน้าออกมาตะโกนขู่ขวัญเยี่ยงนี้ของไป๋เฉี่ยนทำให้พวกบัณฑิตที่เงยหน้าขึ้นไปมองตกใจกลัวจนตัวสั่น ยังนึกว่าเห็นผีตอนรุ่งสาง จึงล้วนเงียบเป็นใบ้กันไปหมดในทันที
แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มร้องด่าปาวๆ ขึ้นมาอีก “เป็นหญิงหน้าตาเหมือนยักษ์ผู้นี้ที่ใช้น้ำสาดอาจารย์ของพวกเรา!”
“หน้าตาช่างเหมือนจิตใจเหลือเกิน! อัปลักษณ์จนยากพรรณนา! ดูหมิ่นผู้มีความรู้!”
“สาดน้ำใส่อาจารย์ก็เหมือนสาดน้ำใส่บิดามารดาของข้า! หากทนได้ จะมีอะไรที่ทนไม่ได้!”
เจียงซิ่วรุ่นที่สวมเสื้อคลุมกันลมตัวหนายืนอยู่ในห้องโถงด้านหน้าก็ได้ยินคำด่าทอพวกนั้นอย่างชัดเจนเช่นกัน ครั้นเห็นไป๋เฉี่ยนพลิกตัวลงจากกำแพงจะไปยกถังอุจจาระจริงๆ นางจึงบอกว่า “เฉี่ยนเอ๋อร์ทำเช่นนั้นไม่ได้ เจ้าขึ้นไปบนกำแพงอีกครั้ง ถามพวกเขาว่าต้องการอันใด”
ไป๋เฉี่ยนพลิกตัวขึ้นไปบนกำแพงอีกครั้ง แล้วถามเสียงดัง “พวกเจ้าต้องการอันใด หากต้องการต่อยตีกับข้า ได้เตรียมแคร่ไว้ใช้หาม ยารักษาแผล และสายเอี๊ยมมาด้วยหรือไม่”
บัณฑิตผอมแห้งพวกนั้นเห็นไป๋เฉี่ยนดูล่ำสันบึกบึนก็ส่ายศีรษะรัวแทบจะกลายเป็นกลองป๋องแป๋ง “ใครจะอยากลงมือเล่า! คุณชายน้อยเจียงผู้นั้นบอกว่าวาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่านเว่ยจื่อคือสุนัขผายลมทั้งเพ พวกเราจะอธิบายและทำการโต้วาทีกับเขา จะอธิบายความหมายอย่างละเอียดเพื่อพิสูจน์ชื่อเสียงให้ท่านอาจารย์”
ในยุคนี้การโต้วาทีเป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยจัดให้ผู้มีความเห็นที่แตกต่างนั่งประจันกันบนยกพื้นสูง เจ้าพูดมาข้าโต้กลับไป ทำสงครามอย่างดุเดือดด้วยปากและลิ้นอย่างไม่มีความลังเล
ดูท่าฝานเซิงผู้นั้นหลังจากกลับไปเมื่อวานยังคงไม่ยอมแพ้ จึงยุยงบรรดาลูกศิษย์ให้มาก่อเรื่องก่อราวถึงที่นี่
ทหารองครักษ์พวกนั้นพอได้ยินว่าที่แท้ก็เป็นพวกบัณฑิตไร้ประโยชน์ก็คึกคักขึ้นมา ตั้งท่าจะไปตะโกนขับไล่เสียหน่อย กลับถูกเจียงซิ่วรุ่นห้ามเอาไว้ โดยให้คนถ่ายทอดคำพูดออกไปด้านนอกว่า “คุณชายน้อยแคว้นปอร่างกายอ่อนแอ ทนนั่งนานไม่ได้ อีกทั้งต้องการโสมคนชั้นยอดมาบำรุงลำคอให้ชุ่มชื่นแข็งแรง เพื่อเลี่ยงไม่ให้คนสามัญไร้ความสามารถมาทำให้คุณชายสิ้นเปลืองปราณแท้ หากมาโต้วาทีอย่างจริงใจ ก็จ่ายเงินห้าตำลึงทองเป็นเครื่องแสดงความจริงใจ จึงจะสามารถโต้วาทีได้หนึ่งครา”
เมื่อวาจานี้ถ่ายทอดออกไป พวกบัณฑิตด้านนอกก็โมโหจนจมูกเบี้ยวอีกแล้ว ต่างคิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เป็นตัวประกันของแคว้นพ่อค้า มีแต่กลิ่นเงินเต็มไปทั้งตัว!
ทว่าคนที่กล้ำกลืนกลิ่นน่ารังเกียจนี้ไม่ลงก็คือฝานเซิง โชคดีที่เขามาจากครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นเจ้านายที่ไม่ขาดแคลนเงิน เพียงถือเสียว่าเจียงเหอรุ่นผู้นั้นตั้งใจจะสร้างความลำบาก ดังนั้นเพื่อทำตัวเป็นเทพสมบัติแจกเงินทอง จึงได้แต่นำเงินมาจ่ายแทนบรรดาลูกศิษย์ และยังจัดสถานที่สำหรับการโต้วาทีนั้นไว้ที่แท่นสาธยายคัมภีร์ของสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ทำให้คุณชายน้อยเจียงไม่มีข้ออ้างหลบเลี่ยงได้อีก ต้องการให้เจ้าเด็กนั่นแสดงความโง่เขลาต่อหน้าให้จงได้!