สำหรับเจียงซิ่วรุ่นแล้ว งานดีๆ แค่ขยับปากแล้วสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเช่นนี้ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า จึงตกลงในทันทีว่าเริ่มต้นวันถัดไปก็จะดวลฝีปากกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรู!
แต่เจียงซิ่วรุ่นก็รู้ตัวว่าพื้นฐานความรู้ของตนเองนั้นแสนเบาบาง ได้แต่กำหนดขอบเขตในการโต้วาทีว่าให้อยู่เพียงแค่หนังสือของเว่ยจื่อม้วนนั้น หัวข้ออื่นๆ ล้วนไม่สนใจทั้งสิ้น
เมื่อถึงวันที่โต้วาที เจียงซิ่วรุ่นสวมเกี้ยวหยก สวมชุดผ้าไหมเนื้อบางตัวยาวสีขาวอมฟ้าตลอดทั้งชุด คลุมทับด้วยเสื้อคลุมกันลมขนเตียวสีดำ บนลำคอพันผ้าพันคอทำจากขนจิ้งจอกสีเงิน ขับเน้นใบหน้าที่ไม่ใหญ่ให้ดูสูงศักดิ์ข่มผู้คนมากยิ่งขึ้น
เมื่อวานนางจ่ายเงินจำนวนมากให้ร้านเสื้อผ้ามีชื่อเสียงในเมืองลั่วอันเพื่อซื้อเสื้อผ้าสำหรับการโต้วาทีชุดนี้ เดิมทีเสื้อผ้าจะต้องวัดขนาดตัวถึงจะสามารถทำได้ โชคดีที่ในร้านมีแขกจองล่วงหน้าเอาไว้แต่ไม่รีบมาเอา ขนาดตัวก็พอๆ กับนาง นางเลยจ่ายในราคาสองเท่าเพื่อซื้อชุดนี้มาให้ตนเองก่อน
ในเมื่อเอ่ยปากแล้วว่าต้องการเงินทอง การแต่งตัวจึงไม่อาจเผยความยากจนไร้สง่าราศีได้แม้แต่น้อย มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้คนนึกไปว่านางขาดแคลนเงินทองถึงได้เป็นสิงโตอ้าปากกว้าง
ยามนี้นางก็แค่อยากให้กลิ่นอายสูงศักดิ์สง่างามเยี่ยงผู้มีความรู้นี้สร้างภาพลักษณ์เหนือปุถุชนเกินอาจเอื้อมขึ้นมา จะได้ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแต่เดิมนางคิดใช้เงินข่มขวัญคนสามัญพวกนี้ให้ล่าถอยไป
แม้จะแต่งกายเป็นบุรุษ แต่รูปโฉมของเจียงซิ่วรุ่นเดิมทีก็ทำให้ผู้คนตะลึงงันอยู่แล้ว เมื่อตั้งใจแต่งตัวเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้เขียนตาทาปาก แต่ก็ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกละสายตาไปไม่ได้ รู้สึกแต่เพียงว่าบุรุษผู้นี้ช่างมีหน้าตาที่งามล้ำเหนือความคาดหมาย หากเป็นอิสตรีจะงามล้ำล่มบ้านล่มเมืองถึงขั้นใด!
เมื่อนางมาถึงสำนักศึกษาและนั่งลงอย่างสบายอารมณ์แล้ว ก็ใช้ดวงตากวาดมองไปโดยรอบคราหนึ่ง
ฝานเซิงเองก็ใช้เงินไปมากมาย ผู้ที่มาชมการปะทะคารมครานี้ไม่ได้มีเพียงศิษย์ของเขาเท่านั้น แม้แต่บัณฑิตที่มีชื่อเสียงหลายคนในเมืองลั่วอันก็มาร่วมชมไม่น้อย
หากเป็นเด็กหนุ่มจากต่างแดนที่อายุสิบหกปีจริง และมาอ้าปากโต้วาทีต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ย่อมต้องขาดความกล้าที่จะยืนหยัดอยู่บ้าง
ทว่าเจียงซิ่วรุ่นเป็นคนที่กลับชาติมาเกิด ‘เจียงจี’ ที่ในชาติก่อนแขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชองได้จนเป็นที่รู้จักกันทั่วก็เพราะใช้คารมคมคาย นางไฉนเลยจะกลัวบัณฑิตทั่วสำนักศึกษาพวกนี้ได้
ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่งามดุจหยกแกะสลักอย่างประณีตผู้หนึ่ง ใบหน้าที่มีคางเรียวแหลมปกคลุมด้วยขนจิ้งจอกสีเงินอันอ่อนนุ่ม ลำตัวและเอวตั้งตรงขณะก้าวเท้าก้าวใหญ่ขึ้นไปบนแท่นสาธยายคัมภีร์อันสูงตระหง่าน
หลังจากขึ้นไปบนแท่นสาธยายคัมภีร์แล้ว ชายหนุ่มก็ยกชายเสื้อตัวยาวนั่งลงบนเบาะกลมที่ด้านข้าง จากนั้นกวาดตาไปรอบด้านและกล่าวว่า “ผู้ใดจะมาก่อน”
อันที่จริงใครจะมาก่อนก็ไม่แตกต่าง คนพวกนี้ล้วนเป็นคนที่ฝานเซิงจัดเตรียมเอาไว้ คำโต้แย้งที่จะโต้วาทีเหล่านั้นของพวกเขาถึงขั้นเป็นฝานเซิงที่ยกคำพูดจากคัมภีร์ในตำรามาอ้างอิงและลงแรงจรดพู่กันเขียนออกมาเอง หลังจากเขาเฝ้าเก็บตัวค้นคว้าหนังสือโบราณอยู่ในช่วงหลายวันมานี้
เพียงแต่ความปราดเปรื่องของฝานเซิงก็มีเท่ากับชาติที่แล้ว ความคิดแทบไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม จะเทียบเท่าเจียงซิ่วรุ่นที่เค้นสมองทำงานหนักยิ่งกว่าเขาเพื่อค้นหาจุดบกพร่องในหนังสือให้พบได้อย่างไรกันเล่า
ดังนั้นในช่วงเช้านี้จึงมีบัณฑิตรวมทั้งสิ้นสามคนที่เข้าต่อสู้ในสงครามแทนอาจารย์ แต่ทั้งที่พวกเขาต่างเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ โดยมีหลักอ้างอิงจากคำพูดของท่านนักปราชญ์มาสนับสนุน กลับยังถูกเด็กหนุ่มที่พูดติดสำเนียงชนบทคนนี้จับจุดอ่อนออกมาโต้แย้งได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเด็กหนุ่มนี่ดูจะมีปฏิภาณไหวพริบประหนึ่งเทพเซียน ปากและลิ้นนั้นเหมือนมีตะขอแหลมคมงอกอยู่เต็มไปหมด ยามโต้วาทีถ้อยคำก็ไหลหลั่งพรั่งพรูลื่นไหล มีเหตุผลและการอ้างอิง ทั้งแสบร้อนและแฝงแววเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม ชักนำให้ทุกคนที่ฟังอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่นไปทั้งห้องเป็นระยะๆ แต่นอกจากหัวเราะดังลั่นแล้ว ยังรู้สึกว่าวาจาของเด็กหนุ่มผู้นี้ทั้งที่ดูเหมือนเหลวไหลไร้สาระ แต่กลับมีเหตุผลเต็มเปี่ยม ถึงกับทำให้คนดังเลื่องชื่อในลั่วอันหลายคนพยักหน้าไม่หยุด
ฝานเซิงที่ฟังอยู่ด้านล่างแท่นสาธยายคัมภีร์ก็ร้อนรนแล้ว หากมิใช่ถูกคนฉุดดึงไว้ เขาจะต้องขึ้นไปโต้วาทีเองแล้วเป็นแน่