แต่คนแซ่เจียงผู้นั้นกลับยั่วยุเพิ่มความกลัดกลุ้มได้เก่งกาจนัก เมื่อเห็นฝานเซิงจะขึ้นแท่นสาธยายคัมภีร์ ก็ถึงกับมีท่าทีเหนื่อยหน่าย เอ่ยอย่างหยิ่งผยองว่า “ฟังวาจาคร่ำครึมาตั้งนานแล้ว ช่างสิ้นเปลืองพลังใจโดยแท้ ข้าเหนื่อยเต็มที ขอตัวกลับไปนอนกลางวันก่อน ไม่อยู่เป็นเพื่อนแล้ว”
ฝานเซิงโมโหจนกระทืบเท้า “ในเมื่อเก็บเงินไปแล้ว จะกล้าทิ้งทุกคนไปนอนกลางวันได้อย่างไร!”
น่าเสียดายที่ก่อนชายหนุ่มผู้นั้นจะขึ้นมาบนแท่นสาธยายคัมภีร์ เจียงซิ่วรุ่นก็ได้ให้สาวใช้อัปลักษณ์ของตนเก็บเงินไปหมดอย่างปราศจากความกริ่งเกรงใดๆ หลังจากฟังฝานเซิงพูดจบ นางก็ทำเหมือนกับตอนที่มา คือลงจากแท่นสาธยายคัมภีร์ และจากไปอย่างอิสรเสรี
แขนเสื้อตัวยาวของชายหนุ่มรูปงามเลิศล้ำพลิ้วไหวดุจระลอกคลื่นจากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองเงาด้านหลังของเขาอย่างจดจ่อจนวิญญาณแทบหลุดลอย
บนหอน้ำชาที่อยู่ด้านข้างสำนักศึกษามีคุณชายผู้สูงศักดิ์หลายคนนั่งอยู่ริมหน้าต่างรับฟังคำพูดที่กล่าวอย่างฉาดฉานตรงไปตรงมาของเจียงซิ่วรุ่นก่อนหน้านี้
บังเอิญว่าหลายคนนี้ก็คือผู้ที่ไปเป็นแขกที่เรือนตัวประกันแคว้นปอเมื่อวันก่อนนั่นเอง
ครั้งนี้ฝานเซิงลงทุนลงแรงไปมากเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืน ไหนเลยจะยอมให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นพลาดเรื่องนี้ไปได้เล่า ตั้งแต่เช้าจึงได้เชิญพวกเขาให้ไปคอยฟัง
แต่ข้างนอกอากาศหนาวเย็น พวกเขาหลายคนนี้จึงหาห้องในหอน้ำชาสูงที่อยู่ด้านข้างแทน สามารถลิ้มรสชาไปด้วยและดูเด็กหนุ่มคนนั้นโต้คารมกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรูไปด้วยเสียเลย
รอจนตอนที่เจียงเหอรุ่นผู้นั้นจากไป คนทั้งหลายล้วนไม่กล่าววาจา กระทั่งใช้สายตาส่งเด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นรถม้าที่อยู่นอกสำนักศึกษาไปแล้ว ถึงได้เก็บสายตาคืนกลับมา
“ในเมืองลั่วอันถึงกับมีคนที่โดดเด่นระดับนี้เพิ่มขึ้นแล้ว พวกเราช่างโชคดียิ่งนัก!” ผู้ที่กล่าวคำพูดนี้ด้วยสีหน้าตื่นเต้นก็คือหลานชายสายตรงของสกุลหยางในเมืองลั่วอัน…หยางเจี่ยน
เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่เลื่องชื่อในหมู่ชนรุ่นเยาว์ของตระกูลขุนนางชั้นสูงในเมืองลั่วอัน ชอบผูกมิตรกับสหายที่ชื่นชอบหนังสือและเขียนบทกวี ยิ่งชอบผูกมิตรกับเด็กหนุ่มที่หล่อเหลา ครั้งก่อนที่เขาเห็นเจียงเหอรุ่นก็มีความรู้สึกที่ดีด้วยอย่างยิ่ง คราวนี้ได้เห็นท่าทางงามสง่าอีกครั้ง ถึงกับอยากจะผูกไมตรีเป็นสหายที่คบหากันอย่างลึกซึ้งในทันใดเสียเหลือเกินแล้ว ถึงตอนนั้นทั้งสองคนจะสามารถนอนเคียงข้างกัน จับเข่าคุยกันยาวๆ ได้ นั่นมิใช่จะสาสมใจยิ่งหรือ
หลิวเพ่ยถึงแม้จะไม่ได้รักชอบบุรุษ แต่จำเป็นต้องยอมรับว่าเมื่อครู่นี้ถูกคิ้วที่เชิดขึ้นอย่างงามสง่าของเด็กหนุ่มผู้นั้นทำให้หลงใหลจริงๆ รู้สึกแต่เพียงว่าคุณชายน้อยเจียงผู้นั้นมีความน่าสนใจมากกว่าเดิม ถึงนิสัยและการกระทำดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้ผู้คนละสายตาไปไม่ได้
คิดไม่ถึงว่าขุนนางกบฏที่ช่วงชิงอำนาจขึ้นครองแคว้นปอผู้นั้นจะมีบุตรชายที่โดดเด่นเช่นนี้!
หากวันใดในอนาคตเจียงเหอรุ่นสามารถกลับสู่แคว้นรับสืบทอดตำแหน่งอ๋อง สำหรับแคว้นเหลียงแล้ว…ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย
หลิวเพ่ยไม่ครุ่นคิดอีกต่อไป ถึงอย่างไรตัวประกันแคว้นที่อ่อนแอต่อให้อยากกลับแคว้นของตนเพียงใดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และก่อนหน้าคุณชายน้อยเจียงก็ยังมีพี่ชายอีก ว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้วก็ยังมาไม่ถึงรอบของเขาเช่นกัน
คิดถึงตรงนี้หลิวเพ่ยก็เงยหน้าขึ้นมองไปทั่วอยู่รอบหนึ่ง แล้วถามอย่างประหลาดใจ “ไฉนไม่เห็นรัชทายาทแล้วเล่า”
เมื่อครู่เฟิ่งหลีอู๋ก็นั่งอยู่ข้างๆ เขานี่เอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเก้าอี้ว่างเปล่าตั้งแต่เมื่อใด คนไม่รู้ว่าไปที่ใด…