อาจารย์มู่เฟิงปฏิบัติตามวิถี ‘สั่งสอนศาสตร์ทั้งหก เพาะสร้างบุตรหลานของแว่นแคว้น’ ในการอบรมบ่มเพาะราษฎรที่มีความสามารถ
ตอนที่อาจารย์มู่เฟิงยังหนุ่มก็ได้ร่วมกับจอมปราชญ์ลัทธิหรูในตอนนั้นหลายท่าน ริเริ่มให้จัดงานชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกเพื่อให้เหล่าศิษย์จากทุกแว่นแคว้นได้เห็นสภาพความเป็นไปของใต้หล้า ระหว่างการแลกเปลี่ยนความรู้จะได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่มากยิ่งขึ้น
ความตั้งใจดั้งเดิมนั้นดี แต่เสียดายที่บรรดาศิษย์ในเวลานี้ต่างก็หมกมุ่นกับชื่อเสียงและความก้าวหน้าในอาชีพ จึงให้เวลากับประเพณีมารยาทและงานอักษรมากที่สุด กับด้านอื่นๆ ก็ทำไปเพียงแค่ผิวเผิน
ดังนั้นศิษย์ที่โดดเด่นอยู่เพียงด้านเดียวไม่นับว่าหายาก แต่ถ้าหาผู้ที่มีศาสตร์ทั้งหกสมดุลกันทั้งหมดนั้นกลับยากยิ่งกว่ายาก
ตัวอย่างเช่น คนที่มีความสามารถด้านการขี่ม้าและยิงธนูสองทักษะนี้ของสำนักศึกษาจำนวนมากในปีก่อนๆ ลดจำนวนลง บางครั้งถึงขั้นต้องจ่ายเงินจ้างผู้มีฝีมือหนุ่มเข้ามาปะปนให้ครบจำนวน
ปีนี้ก็มาถึงเวลาแข่งขันทักษะอันโด่งดังของสำนักศึกษาอีกแล้ว จำนวนคนที่เข้าแข่งขันของสำนักศึกษาลั่วอันก็ตึงเครียดมากเช่นกัน
เด็กหนุ่มแต่ละคนล้วนอยู่ในช่วงฮึกเหิม ใครบ้างเล่าที่ไม่อยากสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วทุกแคว้น!
แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่ค่อยสนใจชื่อเสียงและผลประโยชน์เหล่านั้น ได้แต่คิดว่าศิษย์ทุกแคว้นมารวมตัวกันเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าแคว้นปอที่เป็นแคว้นเล็กๆ อันห่างไกลจะส่งคนมาเข้าร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยหรือไม่
เพียงแต่ด้วยนิสัยล่าชื่อเสียงแสวงหาลาภยศ อยากอวดความสามารถตนเองของบิดานาง จะต้องอยากส่งคนมาเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แคว้นปอโด่งดังยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นนางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน พูดชื่อแซ่ของเจียงเซ่าฟู่แห่งต้าฉีออกไป ไยมิใช่เผยความลับที่ปกปิดไว้หรอกหรือ ฉะนั้นเฝ้าอยู่ที่เมืองลั่วอันย่อมดีกว่า ทุกวันกินๆ ดื่มๆ พร้อมกับรอโอกาสอย่างเงียบๆ เพื่อจะจากไป
ดังนั้นยามที่บนรายชื่อซึ่งอาจารย์มู่เฟิงประกาศมีนามของเจียงซิ่วรุ่นอยู่ด้วย จึงทำให้นางตกใจกลัวจนตัวสั่นหลั่งเหงื่อเย็นไปทั้งตัว
โดยไม่รอให้นางได้อ้าปากปฏิเสธ อาจารย์มู่เฟิงก็กล่าวด้วยสีหน้าเมตตาปรานีว่า “เดิมทีนึกว่าปีนี้ต้องจำนองที่ดินและเอาค่าสอนมาจ้างคนเพื่อเติมภาพลักษณ์ของสำนักศึกษาให้ดูเต็มจำนวนเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะมีคนที่มีความสามารถพวกนี้อย่างเจ้าและโต้วซืออู่อยู่ โดยเฉพาะเจ้า ด้านดนตรี ยิงธนู และการคำนวณต่างก็เชี่ยวชาญยิ่ง ช่างหาได้ยากจริงๆ อย่าได้ทำให้อาจารย์และศิษย์ในสำนักศึกษาทุกคนต้องผิดหวังเป็นพอ”
โต้วซืออู่หลังจากเข้าสำนักศึกษามาก็ไม่เคยเห็นอาจารย์มู่เฟิงใช้ถ้อยคำฝากฝังมากมายเช่นนี้มาก่อน ชั่วขณะนั้นพลันตระหนักได้ว่าตนเองก็คือเสาหยกค้ำฟ้าของสำนักศึกษา เป็นของวิเศษช่วยชีวิตของอาจารย์
เขาตื่นเต้นจนเคร่งเครียดไปทั้งร่าง กล้ามเนื้อแข็งแรงบึกบึนในเสื้อผ้าบางเบาเผยออกมา เขาประสานมือและกล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นตัวแทนสำนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขัน จะไม่ทำให้การฝากฝังของท่านอาจารย์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ”
เจียงซิ่วรุ่นมองดูดวงตาของอาจารย์มู่เฟิงสาดประกายอย่างมีชีวิตชีวาภายใต้รอยยับย่น อันที่จริงนางอยากกล่าวต่อหน้าเขาอย่างละอายใจว่า ‘ข้าเข้าร่วมไม่ไหว ขอให้ท่านอาจารย์เจียดค่าสอนใช้เงินจ้างคนไปเข้าร่วมการแข่งขันให้ครบแต่เนิ่นๆ จะดีกว่ากระมัง’
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ได้พูดอันใดออกไป เพียงครุ่นคิดว่า ‘บทตัวร้าย’ นี้ผ่านไปอีกสองสามวันค่อยให้รัชทายาทมาร้องจะเหมาะกว่า
ถึงเวลานั้นรัชทายาทใช้ข้ออ้างว่างานทางการยุ่งวุ่นวาย ไม่อาจแยกจากเซ่าฟู่ได้มาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธ แล้วนางค่อยไปส่งท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณกับบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษาเดินทางไปร่วมการแข่งขันอย่างอาลัยอาวรณ์ นั่นก็ถือเป็นเกียรติมากแล้ว
ขณะคิดอยู่ในใจเช่นนี้ ตอนที่นางออกมาจากสำนักศึกษากลับพบว่าบนถนนมีคนคุ้นเคยผู้หนึ่งยืนอยู่ นั่นก็คือจีอู๋เจียงที่วิญญาณยังไม่แตกสลายนั่นเอง