คนบนแท่นสูงจุดธูปเสร็จแล้ว ภิกษุชราที่นั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปลูบลูกประคำในมือพร้อมท่องบทสวดเป็นการตอบแทน ตามประเพณีแล้วจะต้องสวดมนต์อธิษฐานให้พรแก่ประสกที่จุดธูปคนแรก
ลู่เถียวเอ่ยขึ้นด้านข้าง “ท่านผู้นี้คือฮูหยินผู้บัญชาการ สตรีสูงศักดิ์สกุลเฟิงแห่งป๋อไห่ มาไกลจากฉางอัน”
ภิกษุชราผงกศีรษะ รับรู้ฐานะแล้วเริ่มสวดมนต์ให้นางเสียงเบา
ลู่เถียวเอ่ยกับเฟิงซุ่นอิน “ภิกษุท่านเคยไปที่ฉางอันมาก่อนเช่นกัน เคยเจอพบกับผู้สูงศักดิ์มาหลายคน ไม่แน่ว่าอาจเคยเจอกับฮูหยินด้วย”
เสียงรอบด้านดังโหวกเหวกเกินไป เฟิงซุ่นอินต้องอ่านปากของอีกฝ่ายถึงเข้าใจคำพูดของเขา นางส่ายหน้าเอ่ย “ไม่มีทางเจ้าค่ะ”
ภิกษุชราเพิ่งสวดเสร็จก็ลืมตาขึ้นเอ่ยกะทันหัน “อาตมาไม่ได้สนใจเรื่องราวทางโลกมานาน แต่ยังคงจดจำสกุลเฟิงได้ สมัยก่อนเคยเข้าร่วมงานทางศาสนาที่วัดต้าฉือเอิน ได้พบกับขุนนางมากมาย หนึ่งในนั้นมีท่านเสนาบดีเฟิงด้วย”
เฟิงซุ่นอินเม้มปากทันใด
ภิกษุชราย้อนรำลึกความทรงจำพลางเอ่ย “นามของจิ้นซื่อประจำปีนั้นติดอยู่บนเจดีย์ห่านป่า คล้ายจะมีคนสกุลเฟิงด้วย”
ลู่เถียวตกใจระคนแปลกใจ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”
เฟิงซุ่นอินนึกไม่ถึงว่าภิกษุรูปนี้จะเป็นผู้ที่เคยไปเยือนฉางอันจริงๆ นางหันไปเอ่ย “ท่านจำผิดแล้ว นั่นไม่ใช่คนสกุลเฟิง…”
ถ้อยคำหยุดลงกะทันหัน สายตาของนางพลันมองเห็นเงาสูงโปร่งร่างหนึ่ง เมื่อมองไปแล้วสายตาก็สบประสานกันพอดี
มู่ฉางโจวยืนอยู่ด้านล่างแท่นสูงนี่เอง ชุดบนตัวกระชับเข้ารูป พกดาบไว้ที่เอว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งย้อนกลับมาจากนอกเมือง ดวงตากำลังมองมาที่นาง
ชั่วพริบตานั้นดุจดั่งยังอยู่ในงานราตรีแม่น้ำชวีเจียงเมื่อเจ็ดปีก่อน เพียงแค่ตัวคนเปลี่ยนไปแล้ว
นางผละสายตาออกมา
มู่ฉางโจวที่ยืนอยู่ในมุมมืดของแสงโคมเห็นแววตาของนางแล้วก็กระตุกมุมปากเบาๆ รู้ว่านางยังโมโหไม่หาย
นางมีนิสัยเย็นชา เวลาโมโหก็มักไม่แสดงออก แม้แต่สายตาก็ยังเย็นชา ทว่าเมื่อคู่กับการแต่งกายเช่นนี้กลับโดดเด่นสะดุดตามาก เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าสมัยเด็กนางมักชอบแสดงสีหน้าเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ความเย็นชาเช่นนี้ช่างไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิดเดียว
งานสรงน้ำพระเริ่มต้นขึ้น สายน้ำบริสุทธิ์ไหลจากเศียรพระพุทธรูปลงมาไม่ขาดสาย อาบย้อมร่างทองคำ พุทธสาวกชายหญิงด้านล่างแท่นสูงเปล่งเสียงสวดมนต์ขึ้นมา เสียงทั้งวุ่นวายและจอแจ เริ่มเบียดเสียดกันมาทางแท่นสูง
ลู่เถียวจำเป็นต้องออกหน้ารักษาความสงบด้วยซ้ำ
เฟิงซุ่นอินหนวกหูกับเสียงจนแยกแยะเสียงพูดรอบข้างไม่ออก คิดอ่านรูปปากผู้คนก็วุ่นวาย นางหันตัวกลับหมายลงไปข้างล่าง ทว่าบรรดาขุนนางชุดสีครามต่างกำลังพาคนในครอบครัวก้าวขึ้นบันไดมาด้านบน ขวางทางอยู่ตรงนั้น นางรู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็ไม่สะดวกแสดงท่าทางออกมา ได้แต่ยกมือขึ้นลูบหูซ้ายพร้อมถอยหลบไปด้านข้าง
ทันใดนั้นนางก็เห็นบรรดาขุนนางต่างแหวกทางออกกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินช้อนสายตาขึ้นก็เห็นมู่ฉางโจวเดินมาหาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนยื่นมือมาโอบบ่านาง ตนเองขวางไว้ทางด้านขวา พานางเดินลงไปข้างล่าง
ภิกษุชราที่ท่องบทสวดเมื่อครู่นี้เอ่ยขึ้นกะทันหัน “คนผู้นี้มิใช่จิ้นซื่อสกุลเฟิงสมัยนั้นหรอกหรือ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินครึ่งประโยคแล้วหยุดฝีเท้า มู่ฉางโจวที่อยู่ด้านข้างเพียงมองภิกษุชราทีหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมาก ก่อนกระชับบ่านางพาเดินลงข้างล่างต่อ
ลู่เถียวเอ่ยขึ้นอยู่ตรงนั้น “ท่านจำคนผิดแล้ว นั่นเป็นท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวของพวกเรา”
ภิกษุชราเอ่ยคำสรรเสริญพระพุทธองค์ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอีก
จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านล่างแท่นสูงได้ยินคำพูดของภิกษุชราแล้วต่างตกตะลึง หันมองสบตากัน ต่างยังตั้งสติกันไม่ได้
พอเดินเบียดซ้ายขวาชิดริมถนนออกไปอยู่นาน ห่างจากกลุ่มคนแล้ว รอบด้านถึงเงียบสงบลงบ้าง
เฟิงซุ่นอินก้าวถอยจากข้างกายมู่ฉางโจวด้วยตนเอง “ไม่ขอขอบคุณพี่รองมู่แล้ว ถึงอย่างไรพี่รองมู่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากข้าเช่นกัน”
มู่ฉางโจวหันมองนาง ก่อนเผยยิ้มมุมปาก “ถูกแล้ว”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปหารถม้าของตนเอง
เซิ่งอวี่ตามมา ในมือถือน้ำสมุนไพรเชื่อมถ้วยหนึ่ง “สิ่งนี้เอาไว้อธิษฐานเจ้าค่ะ ฮูหยินยังไม่ทันอธิษฐานเลย”
เฟิงซุ่นอินหันหน้าไปมองแล้วก็เห็นแต่ไกลว่าบนแท่นสูงมีคนยกน้ำสมุนไพรเชื่อมไหว้อยู่หน้าพระพุทธรูป เอาไว้สำหรับอธิษฐานจริงๆ นางมองมู่ฉางโจวทีหนึ่ง ก่อนรับถ้วยมา “เช่นนั้นก็ขอให้วันหน้าพี่รองมู่จะทำอะไรล้วนไม่ต้องใช้งานข้า”
มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนยื่นมือออกมารับถ้วยนั้นไปแล้วแหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด คล้ายกับว่าจงใจ “เกรงว่าเรื่องนี้อธิษฐานไปจะไม่มีประโยชน์”
* ทูเจวี๋ย หรือเตอร์กิก ตามประวัติศาสตร์จีนเป็นคำเรียกรวมชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบสูงมองโกลและในแถบเอเชียกลาง
** ถู่ปัว คือชื่อราชวงศ์หนึ่งของทิเบตในสมัยโบราณ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 ก.ค. 69