เพิ่งจะผ่านไปแค่หนึ่งถ้วยชา เสียงจากถนนเองก็ดังขึ้นมา ลู่เถียวลุกขึ้นแล้วเอ่ย “งานกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เชิญฮูหยินออกไปรับชมพิธีเถิดขอรับ”
เฟิงซุ่นอินลุกขึ้นตาม ขณะเดินออกไปข้างนอกก็เอ่ยถามต่อ “เมื่อครู่นี้ท่านว่าแม่ทัพเมืองอวี๋กับท่านผู้บัญชาการไม่ลงรอยกันหรือ”
ลู่เถียวผงกศีรษะ “เรื่องนี้มิแปลก ข้ามาถึงเหลียงโจวช้า ได้ยินว่าท่านผู้บัญชาการมาจากสายบัณฑิต ทั้งยังครองตำแหน่งสูงและมีอำนาจในเหอซีตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมมีคนเห็นแล้วขัดตา”
เฟิงซุ่นอินจดจำอยู่ในใจโดยไม่ได้พูดอะไร
ท้องฟ้าข้างนอกมืดลงแล้ว แต่โคมบนถนนถูกจุดสว่างไสวดุจยามกลางวัน คนเดินถนนมากขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึง บนท้องถนนแน่นขนัดไปหมดแล้ว
เซิ่งอวี่ที่ยืนรออยู่ตรงประตูสั่งให้องครักษ์แยกยืนสองฝั่งกั้นผู้คนออกไป ถึงมีทางให้เฟิงซุ่นอินเดินตามลู่เถียวไปข้างหน้า
เพียงไม่กี่ก้าวก็เดินถึงแท่นยกพื้นสูงแห่งหนึ่ง แท่นสูงหนึ่งจั้ง ด้านบนตรงกลางวางพระพุทธรูปทองคำสูงครึ่งตัวคนหนึ่งองค์ รอบด้านประดับตกแต่งด้วยดอกไม้แห้งและแถบผ้าแพรหลากสีสัน ควันธูปลอยเอื่อย คาดว่าน่าจะจัดขึ้นเพื่องานวันนี้โดยเฉพาะ ภิกษุกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมรอบพระพุทธรูปเคาะบาตรและท่องบทสวดอยู่
ด้านล่างแท่นมีพลทหารยืนเฝ้าระวังอยู่ด้วย ขุนนางบุ๋นในชุดสีครามจำนวนหนึ่งพาคนในครอบครัวมายืนรออยู่ด้านล่างแท่นกันหมดแล้ว ยังไม่ได้เดินขึ้นไปข้างบน
ลู่เถียวนำทางเชิญเฟิงซุ่นอินก้าวขึ้นไปก่อน
เฟิงซุ่นอินเดินตามเขาขึ้นไปแล้วหันมองรอบข้าง เหลียงโจวนิยมขนบธรรมเนียมชาวหูคือความจริง ท่ามกลางผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่บนถนนแทบจะแต่งกายชุดชาวหูไปเสียครึ่งหนึ่ง กลับกลายเป็นนางที่อยู่ในชุดกระโปรงหรูฉวินเอวสูง เพราะเข้าร่วมงานทางพุทธศาสนาจึงไม่ได้สวมหมวก เปิดเผยมวยผมเกล้าสูง มองดูแล้วราวกับคนต่างเผ่าแทน
ลู่เถียวมองนางจากด้านข้างชั่วขณะก่อนเอ่ย “วันนี้ตั้งแต่ได้เจอกับฮูหยินก็อยากจะพูดแล้ว ฮูหยินมาที่เหลียงโจว เปรียบประหนึ่งกระแสลมแรงที่พัดมาจากฉางอันอย่างไรอย่างนั้น”
เฟิงซุ่นอินไม่ทันพูดอะไร ลู่เถียวก็รับกระถางเครื่องหอมด้ามยาวที่จุดไฟแล้วมาจากมือพลทหารด้านข้าง ยื่นส่งมาให้นาง
“ฮูหยินเป็นตัวแทนจวนผู้บัญชาการ เชิญจุดธูปก่อนเถิดขอรับ”
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบข้างทีหนึ่ง เดิมทีนางไม่เชื่อในศาสนาพุทธ แต่ตรงหน้าจัดวางสภาพการณ์ยิ่งใหญ่เพียงนี้ย่อมไม่อาจละเลย นางรับกระถางเครื่องหอมด้ามยาวมาแล้วเดินตรงไปยังพระพุทธรูป
วันนี้ประตูเมืองไม่ปิด คนและม้ากลุ่มหนึ่งเพิ่งเร่งกลับมาจากนอกเมืองทิศตะวันออก เมื่อมาถึงถนนใหญ่ในตัวเมืองนั้น เส้นทางกลายเป็นแออัดไม่อาจเดินทางต่อได้อีก พวกเขาจึงได้แต่หยุดลง
มู่ฉางโจวนั่งอยู่บนหลังม้า ขวางกั้นด้วยฝูงชนอยู่ห่างออกไปไกลมาก ทว่ายังคงมองเห็นเงาร่างบนแท่นสูงตั้งแต่แวบแรก เห็นเสื้อแขนกว้างสีเหลืองไข่ห่าน กระโปรงเอวสูงสีแดงทับทิมกระชับเอว มวยผมทรงเมฆาสูง พาดผ้าคล้องแขน กำลังพนมสองมือจุดธูปไหว้อยู่หน้าพระพุทธรูป
หูเป้ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหลังกำลังรำคาญกับความแออัดบนท้องถนน ผรุสวาทออกมาสั้นๆ ก่อนหันไปเห็นผู้บังคับบัญชาลงจากหลังม้าแล้ว จึงตามลงมาทันทีเช่นกัน
จางจวินเฟิ่งไล่ตามมา ก่อนลงจากหลังม้าเดินไปด้านหลังเขาแล้วเอ่ยกระซิบ “ท่านผู้บัญชาการ กองทัพถูกรับช่วงต่อแล้วเรียบร้อยขอรับ”
“อืม” มู่ฉางโจวยื่นคันธนูให้กับพลธนูที่อยู่ด้านหลัง ก่อนบอกให้พวกเขาจูงม้ากลับไปก่อน จากนั้นเดินไปข้างหน้า
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งเดินตามไป ก่อนเงยหน้ามองเห็นเฟิงซุ่นอินที่ยืนอยู่บนแท่นสูงเข้ากะทันหัน ทั้งสองมองสบตากันอย่างห้ามไม่ได้ จากนั้นมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าอีกที