ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 61-62
อวี๋จิ้นชิงนึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าแปลกใจมากมายจากนาง เขารู้สึกเพียงว่านางในเวลานี้มีใบหน้าซีดขาว ดวงตายังแฝงสีแดงระเรื่อ จึงอดมองนานขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ ก่อนตอบออกมา “ได้ยินว่าตอนเหลียงโจวกับทูเจวี๋ยตะวันตกเจรจาสงบศึกกัน ยังเอาทุ่งร้างกลับมาได้ เรื่องนี้ถูกส่งไปถึงฉางอันแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เคยมีทูตทูเจวี๋ยตะวันตกมาเยือนฉางอันเพื่อพบกับท่านพ่อข้า ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นเพราะมีความไม่เต็มใจบางอย่างหรือไม่ถึงอยากพึ่งพาท่านพ่อข้าให้ส่งต่อคำพูดไปถึงฝ่าบาท แต่ท่านพ่อข้าล้มป่วยไม่สนใจกิจของบ้านเมืองมานานแล้วจึงไม่ได้สอดมือเข้าไปยุ่ง ทุกวันนี้ข้ารับตำแหน่งอยู่ในกองงานการทูต ดูแลกิจธุระของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึงได้เสนอตัวรับหน้าที่นี้ เต็มใจเดินทางไปทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ทูเจวี๋ยตะวันตก บังเอิญทราบเรื่องมารดาท่านจะเดินทางมายังฉินโจวจึงขอร่วมเดินทางมาด้วย จะได้ดูแลกันได้พอดีขอรับ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเรื่องทูเจวี๋ยตะวันตก ทั้งยังนึกถึงกลุ่มชู่มู่คุนขึ้นมา สีหน้าจึงเย็นชาเล็กน้อย ฟังคำอ้างของเขาก็รู้สึกว่าฝืดฝืน การเจรจาสงบศึกจบลงแล้ว จะเดินทางมาอีกรอบเพื่ออะไร อิงจากสถานการณ์ในปัจจุบันของราชสำนักกับเหอซีก็ไม่มีทางให้เข้าร่วมได้มากมาย แต่ปากยังคงเอ่ยว่า “เช่นนั้นคุณชายอวี๋ก็อ้อมทางมาไกลแล้ว”
อวี๋จิ้นชิงยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าพาคนมาด้วยไม่มาก อีกทั้งไม่ได้รีบร้อนอันใด แค่ไม่กี่วันนี้ไม่เป็นปัญหา”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร เพียงรู้สึกว่าได้รับบุญคุณแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกดีนัก หลายปีมานี้นางชินกับการไม่รับบุญคุณจากใครแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังบุญคุณพวกนั้นแอบแฝงข้อเรียกร้องอะไรเอาไว้บ้าง นางผงกศีรษะรับเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายอวี๋มากเจ้าค่ะ”
“คุณหนูเฟิง…” อวี๋จิ้นชิงสังเกตสีหน้าของนาง เท้าขยับเข้าใกล้หนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินถึงรู้ว่าเมื่อคืนเขาเห็นนางออกไปข้างนอก มิน่ายามนั้นรู้สึกว่ามีคนมากมายเข้ามาใกล้ ยังนึกว่ามีแต่ทหารคุ้มกันเสียอีก ที่แท้ยังรวมเขาด้วย
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่เป็นห่วงน้องชายที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น”
อวี๋จิ้นชิงไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ได้ยินมาจริงๆ ว่าคุณชายสกุลเฟิงเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ จึงไม่ได้ถามต่อเช่นกัน เขากวาดตามองซ้ายขวา รู้สึกว่าที่เรือนหน้าของจวนแห่งนี้มีแต่ทหารคุ้มกันพักอยู่ที่นี่จนเต็มหมดแล้ว แค่มองก็รู้ว่าพามาจากเหลียงโจวทั้งนั้น
เขาเอ่ยเสียงเบา “ปกติเวลาแต่งงานไปไกลยากจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว คุณหนูเฟิงสามารถออกจากเหลียงโจวมาเยี่ยมครอบครัวได้เร็วเพียงนี้เพราะมีเหตุผลอะไรหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างอดไม่ได้ อีกทั้งถามกลับ “เหตุใดคุณชายอวี๋จึงถามเช่นนี้เจ้าคะ”
อวี๋จิ้นชิงเอ่ย “เพราะว่า…” เขาอยากพูดว่าเป็นเพราะรู้สึกว่ามู่ฉางโจวไม่เหมือนคนที่จะยอมปล่อยใครมาง่ายๆ ทว่าพูดแล้วกลับหยุดลงอีกครั้ง เพียงมองใบหน้าของนาง
เฟิงซุ่นอินถูกเขาจ้องมองจนอึดอัดใจ นางเบี่ยงกายเอ่ย “คุณชายอวี๋ตามสบายเจ้าค่ะ ข้ายังมีเรื่องอื่นให้จัดการ”
อวี๋จิ้นชิงเห็นนางจะจากไปแล้วก็รีบเอ่ย “ข้ายังมีบางอย่างที่อยากจะพูด”
เฟิงซุ่นอินหยุดฝีเท้า “เชิญเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงกำลังจะเอ่ยปาก พลันมีเสียงเรียกของเฟิงอู๋จี๋ดังมาแต่ไกล “ท่านพี่!”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเสียงของเขาก็เดินไปทางนั้นทันที ก้าวไปแล้วสองสามก้าวถึงได้หันกลับมา ผงกศีรษะให้กับอวี๋จิ้นชิง “ข้าขอตัวไปเยี่ยมน้องชายก่อน คุณชายอวี๋มีอะไรจะพูดมิสู้ค่อยพูดคราวหน้าเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงที่ก้าวตามไปหนึ่งก้าวหยุดลงอีกครั้ง ในฐานะคนนอกไม่สะดวกเข้าไปในเรือนหลังจึงผงกศีรษะ “เช่นนั้นเอาไว้ค่อยว่ากันขอรับ”
เฟิงซุ่นอินหันตัวกลับ เดินไปทางเรือนหลังอย่างรวดเร็ว
เฟิงอู๋จี๋ออกมาจากห้องแล้ว คลุมเสื้อนอกยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของนาง กำลังมองเข้าไปข้างใน เมื่อหันหน้ามาถึงรู้ตัวว่านางเดินมาจากทางเรือนหน้า
ระหว่างเฟิงซุ่นอินเดินมาก็ไม่เห็นเงาร่างของมารดานาง พอเดินถึงประตูจึงมองสำรวจอีกฝ่ายโดยละเอียด เวลานี้ได้เห็นกับตาว่าเขาสามารถลุกเดินเคลื่อนไหวได้แล้ว หัวใจที่หวาดหวั่นถึงวางใจลงได้เต็มที่จริงๆ “เจ้าเพิ่งฟื้น เหตุใดถึงออกมาแล้วเล่า”
ใบหน้าเฟิงอู๋จี๋ยังคงซีดเซียว ทว่าเขากลับไม่สนใจ สายตามองสำรวจนางเช่นกัน “ข้าฟื้นก็พอแล้ว แค่เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องกับท่าน”
เฟิงซุ่นอินไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเลยไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืนแม้แต่คำเดียว นางก้าวเข้าไปในห้องพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เป็นอะไร ข้ามีเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ไม่มีทางเป็นอะไรไปเด็ดขาด”
เฟิงอู๋จี๋เดินตามเข้าไป เดิมอยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืน แต่ก็กลัวนางจะรู้สึกไม่ดี จึงกดคำพูดเอาไว้ ถึงขั้นไม่ได้เอ่ยถึงมารดาด้วยซ้ำ เขาขยับเสื้อนอกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างประตูแล้วถึงได้ถามด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจ “คนที่ซุ่มโจมตีพวกเรา…ใช่ศัตรูของสกุลเฟิงพวกเราหรือไม่ขอรับ”
แววตาเฟิงซุ่นอินนิ่งขึงในชั่วพริบตา ก่อนผงกศีรษะ
เฟิงอู๋จี๋ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ ตอนที่เขาได้ยินคำพูดพวกนั้นของเฮ่อเส่อไชว่ก็สัมผัสถึงความผิดปกติได้แล้ว มิน่าถึงเล่นงานคนสกุลเฟิงในทุกเรื่อง
สมัยที่เกิดเรื่องขึ้นกับสกุลเฟิงเขาเพิ่งอายุสิบขวบ รู้เรื่องราวกระจ่างชัดสู้เฟิงซุ่นอินไม่ได้ ขณะนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าพลาดอะไรไป เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างชิงชัง “ข้าจดจำเขาได้แล้ว”
เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเรียบ “เวลานี้เจ้าไม่จำเป็นต้องมาสนใจเรื่องนี้” นางเดินไปด้านข้าง หยิบห่อกระดาษใยปอห่อนั้นมายื่นให้เขา “เจ้ารักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี เรียบเรียงพวกนี้ให้เรียบร้อยแล้วถวายไปยังฉางอันถึงจะคว้าโอกาสคลี่คลายสถานการณ์มาได้”
เฟิงอู๋จี๋เห็นสีหน้าพี่สาวยังคงนิ่งเฉยมากมาจนถึงตอนนี้ เพียงแค่ดูหน้าซีดเซียวกว่าปกติเล็กน้อย เขาก็ตอบรับอย่างเชื่อฟัง
เขาเข้าใจเจตนาของนางนานแล้ว ตอนที่นางตัดสินใจแต่งงานบอกว่าจะแลกกับอนาคตของนางเองก็คือตั้งใจอาศัยความเสี่ยงนี้มาสร้างความดีความชอบเพื่อแลกกับโอกาสของสกุลเฟิง โอกาสนั้นก็คือขอให้มีการไต่สวนคดีของฎีกาทัดทานในตอนนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เขาพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ “ข้าทำสิ่งนี้ เช่นนั้นท่านพี่เล่า”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ข้าทำเรื่องที่ข้าควรทำ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เพียงรักษาตัวให้ดีพอ”
ข้างนอกคล้ายมีเสียงดังขึ้น เฟิงอู๋จี๋มองไปข้างนอกแล้วหันมามองนาง สีหน้าจืดเจื่อน ไม่อาจถามอะไรอีก
เฟิงซุ่นอินรู้ว่าน่าจะเป็นมารดานางไปยังห้องหลัก นางเอ่ยเสียงเบา “กลับไปพักผ่อนเถิด”
เฟิงอู๋จี๋ขยับริมฝีปากอยากพูดบางอย่าง แต่นึกถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดเพียงนั้นระหว่างแม่ลูกเมื่อคืนแล้วก็กลัวนางจะเสียใจอีกครั้ง ยังคงหุบปากลุกขึ้นเดินกลับไป
เฟิงซุ่นอินไม่ออกจากห้องอีก นางนั่งเรียบเรียงความคิดอยู่เงียบๆ
จวบจนผืนฟ้าเริ่มมืดลง นางจึงลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมกันลมมาสวม เหน็บมีดสั้นที่เอว แล้วเปิดประตูเดินออกไป
ภายในห้องหลักจุดตะเกียงสว่าง นางมองไปปราดหนึ่ง บางทีเฟิงอู๋จี๋อาจกำลังเรียบเรียงสถานการณ์แนวป้องกันพวกนั้นแล้ว เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยก็ทำให้เขาอยู่อย่างสบายใจได้
ตอนที่เดินออกไปข้างนอกนางเหลียวหลังกลับไปมองอีกคราหนึ่ง มองเห็นเงาร่างสตรียืนอยู่ตรงนั้น น่าจะเป็นมารดาของนาง เฟิงซุ่นอินไม่แน่ใจ เพียงมองเงียบๆ ไม่รู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายมองเห็นนางหรือไม่ ก่อนจะหันหน้ากลับมาเดินต่อไปยังเรือนหน้า
ไม่รู้ว่าอวี๋จิ้นชิงไปพักผ่อนอยู่ที่ใด นางจงใจก้าวเท้าให้เสียงเบาลงกว่าเดิม เดินตรงออกไปจากประตูใหญ่ของจวน
บรรดาทหารคุ้มกันกลับทยอยกันตามมา โดยตั้งแถวอยู่ทางด้านหลังประหนึ่งรอฟังคำสั่งตามปกติ
ฟ้ามืดลงอีกชั้นหนึ่ง เฟิงซุ่นอินถามเสียงเบา “ทิศทางที่พวกดักซุ่มหนีไปวันนั้น คนที่เห็นกับตาให้ก้าวออกมาหนึ่งก้าว”
เวลานี้มีคนสองกลุ่มย่อยก้าวออกมา ประมาณยี่สิบคน
เฟิงซุ่นอินกวาดตามอง เสียงที่เอ่ยท่ามกลางม่านราตรีทั้งแผ่วเบาและเย็นยะเยือก “เตรียมตัวออกเดินทางไปกับข้าทันที”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ส.ค. 69
Comments



