ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 61-62 – หน้า 6 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 61-62

6 of 6หน้าถัดไป

อวี๋จิ้นชิงนึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าแปลกใจมากมายจากนาง เขารู้สึกเพียงว่านางในเวลานี้มีใบหน้าซีดขาว ดวงตายังแฝงสีแดงระเรื่อ จึงอดมองนานขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ ก่อนตอบออกมา “ได้ยินว่าตอนเหลียงโจวกับทูเจวี๋ยตะวันตกเจรจาสงบศึกกัน ยังเอาทุ่งร้างกลับมาได้ เรื่องนี้ถูกส่งไปถึงฉางอันแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เคยมีทูตทูเจวี๋ยตะวันตกมาเยือนฉางอันเพื่อพบกับท่านพ่อข้า ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นเพราะมีความไม่เต็มใจบางอย่างหรือไม่ถึงอยากพึ่งพาท่านพ่อข้าให้ส่งต่อคำพูดไปถึงฝ่าบาท แต่ท่านพ่อข้าล้มป่วยไม่สนใจกิจของบ้านเมืองมานานแล้วจึงไม่ได้สอดมือเข้าไปยุ่ง ทุกวันนี้ข้ารับตำแหน่งอยู่ในกองงานการทูต ดูแลกิจธุระของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึงได้เสนอตัวรับหน้าที่นี้ เต็มใจเดินทางไปทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ทูเจวี๋ยตะวันตก บังเอิญทราบเรื่องมารดาท่านจะเดินทางมายังฉินโจวจึงขอร่วมเดินทางมาด้วย จะได้ดูแลกันได้พอดีขอรับ”

เฟิงซุ่นอินได้ยินเรื่องทูเจวี๋ยตะวันตก ทั้งยังนึกถึงกลุ่มชู่มู่คุนขึ้นมา สีหน้าจึงเย็นชาเล็กน้อย ฟังคำอ้างของเขาก็รู้สึกว่าฝืดฝืน การเจรจาสงบศึกจบลงแล้ว จะเดินทางมาอีกรอบเพื่ออะไร อิงจากสถานการณ์ในปัจจุบันของราชสำนักกับเหอซีก็ไม่มีทางให้เข้าร่วมได้มากมาย แต่ปากยังคงเอ่ยว่า “เช่นนั้นคุณชายอวี๋ก็อ้อมทางมาไกลแล้ว”

อวี๋จิ้นชิงยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าพาคนมาด้วยไม่มาก อีกทั้งไม่ได้รีบร้อนอันใด แค่ไม่กี่วันนี้ไม่เป็นปัญหา”

เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร เพียงรู้สึกว่าได้รับบุญคุณแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกดีนัก หลายปีมานี้นางชินกับการไม่รับบุญคุณจากใครแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังบุญคุณพวกนั้นแอบแฝงข้อเรียกร้องอะไรเอาไว้บ้าง นางผงกศีรษะรับเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายอวี๋มากเจ้าค่ะ”

“คุณหนูเฟิง…” อวี๋จิ้นชิงสังเกตสีหน้าของนาง เท้าขยับเข้าใกล้หนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่”

เฟิงซุ่นอินถึงรู้ว่าเมื่อคืนเขาเห็นนางออกไปข้างนอก มิน่ายามนั้นรู้สึกว่ามีคนมากมายเข้ามาใกล้ ยังนึกว่ามีแต่ทหารคุ้มกันเสียอีก ที่แท้ยังรวมเขาด้วย

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่เป็นห่วงน้องชายที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น”

อวี๋จิ้นชิงไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ได้ยินมาจริงๆ ว่าคุณชายสกุลเฟิงเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ จึงไม่ได้ถามต่อเช่นกัน เขากวาดตามองซ้ายขวา รู้สึกว่าที่เรือนหน้าของจวนแห่งนี้มีแต่ทหารคุ้มกันพักอยู่ที่นี่จนเต็มหมดแล้ว แค่มองก็รู้ว่าพามาจากเหลียงโจวทั้งนั้น

เขาเอ่ยเสียงเบา “ปกติเวลาแต่งงานไปไกลยากจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว คุณหนูเฟิงสามารถออกจากเหลียงโจวมาเยี่ยมครอบครัวได้เร็วเพียงนี้เพราะมีเหตุผลอะไรหรือไม่”

เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างอดไม่ได้ อีกทั้งถามกลับ “เหตุใดคุณชายอวี๋จึงถามเช่นนี้เจ้าคะ”

อวี๋จิ้นชิงเอ่ย “เพราะว่า…” เขาอยากพูดว่าเป็นเพราะรู้สึกว่ามู่ฉางโจวไม่เหมือนคนที่จะยอมปล่อยใครมาง่ายๆ ทว่าพูดแล้วกลับหยุดลงอีกครั้ง เพียงมองใบหน้าของนาง

เฟิงซุ่นอินถูกเขาจ้องมองจนอึดอัดใจ นางเบี่ยงกายเอ่ย “คุณชายอวี๋ตามสบายเจ้าค่ะ ข้ายังมีเรื่องอื่นให้จัดการ”

อวี๋จิ้นชิงเห็นนางจะจากไปแล้วก็รีบเอ่ย “ข้ายังมีบางอย่างที่อยากจะพูด”

เฟิงซุ่นอินหยุดฝีเท้า “เชิญเจ้าค่ะ”

อวี๋จิ้นชิงกำลังจะเอ่ยปาก พลันมีเสียงเรียกของเฟิงอู๋จี๋ดังมาแต่ไกล “ท่านพี่!”

เฟิงซุ่นอินได้ยินเสียงของเขาก็เดินไปทางนั้นทันที ก้าวไปแล้วสองสามก้าวถึงได้หันกลับมา ผงกศีรษะให้กับอวี๋จิ้นชิง “ข้าขอตัวไปเยี่ยมน้องชายก่อน คุณชายอวี๋มีอะไรจะพูดมิสู้ค่อยพูดคราวหน้าเจ้าค่ะ”

อวี๋จิ้นชิงที่ก้าวตามไปหนึ่งก้าวหยุดลงอีกครั้ง ในฐานะคนนอกไม่สะดวกเข้าไปในเรือนหลังจึงผงกศีรษะ “เช่นนั้นเอาไว้ค่อยว่ากันขอรับ”

เฟิงซุ่นอินหันตัวกลับ เดินไปทางเรือนหลังอย่างรวดเร็ว

เฟิงอู๋จี๋ออกมาจากห้องแล้ว คลุมเสื้อนอกยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของนาง กำลังมองเข้าไปข้างใน เมื่อหันหน้ามาถึงรู้ตัวว่านางเดินมาจากทางเรือนหน้า

ระหว่างเฟิงซุ่นอินเดินมาก็ไม่เห็นเงาร่างของมารดานาง พอเดินถึงประตูจึงมองสำรวจอีกฝ่ายโดยละเอียด เวลานี้ได้เห็นกับตาว่าเขาสามารถลุกเดินเคลื่อนไหวได้แล้ว หัวใจที่หวาดหวั่นถึงวางใจลงได้เต็มที่จริงๆ “เจ้าเพิ่งฟื้น เหตุใดถึงออกมาแล้วเล่า”

ใบหน้าเฟิงอู๋จี๋ยังคงซีดเซียว ทว่าเขากลับไม่สนใจ สายตามองสำรวจนางเช่นกัน “ข้าฟื้นก็พอแล้ว แค่เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องกับท่าน”

เฟิงซุ่นอินไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเลยไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืนแม้แต่คำเดียว นางก้าวเข้าไปในห้องพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เป็นอะไร ข้ามีเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ไม่มีทางเป็นอะไรไปเด็ดขาด”

เฟิงอู๋จี๋เดินตามเข้าไป เดิมอยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืน แต่ก็กลัวนางจะรู้สึกไม่ดี จึงกดคำพูดเอาไว้ ถึงขั้นไม่ได้เอ่ยถึงมารดาด้วยซ้ำ เขาขยับเสื้อนอกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างประตูแล้วถึงได้ถามด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจ “คนที่ซุ่มโจมตีพวกเรา…ใช่ศัตรูของสกุลเฟิงพวกเราหรือไม่ขอรับ”

แววตาเฟิงซุ่นอินนิ่งขึงในชั่วพริบตา ก่อนผงกศีรษะ

เฟิงอู๋จี๋ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ ตอนที่เขาได้ยินคำพูดพวกนั้นของเฮ่อเส่อไชว่ก็สัมผัสถึงความผิดปกติได้แล้ว มิน่าถึงเล่นงานคนสกุลเฟิงในทุกเรื่อง

สมัยที่เกิดเรื่องขึ้นกับสกุลเฟิงเขาเพิ่งอายุสิบขวบ รู้เรื่องราวกระจ่างชัดสู้เฟิงซุ่นอินไม่ได้ ขณะนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าพลาดอะไรไป เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างชิงชัง “ข้าจดจำเขาได้แล้ว”

เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเรียบ “เวลานี้เจ้าไม่จำเป็นต้องมาสนใจเรื่องนี้” นางเดินไปด้านข้าง หยิบห่อกระดาษใยปอห่อนั้นมายื่นให้เขา “เจ้ารักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี เรียบเรียงพวกนี้ให้เรียบร้อยแล้วถวายไปยังฉางอันถึงจะคว้าโอกาสคลี่คลายสถานการณ์มาได้”

เฟิงอู๋จี๋เห็นสีหน้าพี่สาวยังคงนิ่งเฉยมากมาจนถึงตอนนี้ เพียงแค่ดูหน้าซีดเซียวกว่าปกติเล็กน้อย เขาก็ตอบรับอย่างเชื่อฟัง

เขาเข้าใจเจตนาของนางนานแล้ว ตอนที่นางตัดสินใจแต่งงานบอกว่าจะแลกกับอนาคตของนางเองก็คือตั้งใจอาศัยความเสี่ยงนี้มาสร้างความดีความชอบเพื่อแลกกับโอกาสของสกุลเฟิง โอกาสนั้นก็คือขอให้มีการไต่สวนคดีของฎีกาทัดทานในตอนนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

เขาพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ “ข้าทำสิ่งนี้ เช่นนั้นท่านพี่เล่า”

เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ข้าทำเรื่องที่ข้าควรทำ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เพียงรักษาตัวให้ดีพอ”

ข้างนอกคล้ายมีเสียงดังขึ้น เฟิงอู๋จี๋มองไปข้างนอกแล้วหันมามองนาง สีหน้าจืดเจื่อน ไม่อาจถามอะไรอีก

เฟิงซุ่นอินรู้ว่าน่าจะเป็นมารดานางไปยังห้องหลัก นางเอ่ยเสียงเบา “กลับไปพักผ่อนเถิด”

เฟิงอู๋จี๋ขยับริมฝีปากอยากพูดบางอย่าง แต่นึกถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดเพียงนั้นระหว่างแม่ลูกเมื่อคืนแล้วก็กลัวนางจะเสียใจอีกครั้ง ยังคงหุบปากลุกขึ้นเดินกลับไป

เฟิงซุ่นอินไม่ออกจากห้องอีก นางนั่งเรียบเรียงความคิดอยู่เงียบๆ

จวบจนผืนฟ้าเริ่มมืดลง นางจึงลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมกันลมมาสวม เหน็บมีดสั้นที่เอว แล้วเปิดประตูเดินออกไป

ภายในห้องหลักจุดตะเกียงสว่าง นางมองไปปราดหนึ่ง บางทีเฟิงอู๋จี๋อาจกำลังเรียบเรียงสถานการณ์แนวป้องกันพวกนั้นแล้ว เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยก็ทำให้เขาอยู่อย่างสบายใจได้

ตอนที่เดินออกไปข้างนอกนางเหลียวหลังกลับไปมองอีกคราหนึ่ง มองเห็นเงาร่างสตรียืนอยู่ตรงนั้น น่าจะเป็นมารดาของนาง เฟิงซุ่นอินไม่แน่ใจ เพียงมองเงียบๆ ไม่รู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายมองเห็นนางหรือไม่ ก่อนจะหันหน้ากลับมาเดินต่อไปยังเรือนหน้า

ไม่รู้ว่าอวี๋จิ้นชิงไปพักผ่อนอยู่ที่ใด นางจงใจก้าวเท้าให้เสียงเบาลงกว่าเดิม เดินตรงออกไปจากประตูใหญ่ของจวน

บรรดาทหารคุ้มกันกลับทยอยกันตามมา โดยตั้งแถวอยู่ทางด้านหลังประหนึ่งรอฟังคำสั่งตามปกติ

ฟ้ามืดลงอีกชั้นหนึ่ง เฟิงซุ่นอินถามเสียงเบา “ทิศทางที่พวกดักซุ่มหนีไปวันนั้น คนที่เห็นกับตาให้ก้าวออกมาหนึ่งก้าว”

เวลานี้มีคนสองกลุ่มย่อยก้าวออกมา ประมาณยี่สิบคน

เฟิงซุ่นอินกวาดตามอง เสียงที่เอ่ยท่ามกลางม่านราตรีทั้งแผ่วเบาและเย็นยะเยือก “เตรียมตัวออกเดินทางไปกับข้าทันที”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ส.. 69

6 of 6หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in ทดลองอ่าน

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 1-2

บทที่ 1 เหมันตฤดูที่แสนหนาวเหน็บ ฉู่หลินหลางซุกตัวอยู่บนรถม้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม* เต็มจนแข้งขาเริ่มแข็งตึงอยู่บ้าง ก่อน...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 7-8

บทที่ 7 จริงอยู่ว่าการครองคู่กับฉู่หลินหลางเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามีรสชาติสีสัน แต่นานวันเข้าก็ทำให้รู้สึกอยู่มิวายว่า...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 3-4

บทที่ 3 ชั่วขณะนั้นเสียงขออภัยโทษก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ ทางด้านฉู่หลินหลางคุกเข่าก้มศีรษะลงนิ่งๆ รอคอยองค์ชายหกลงทัณฑ์อยู่ที่...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 5-6

บทที่ 5 ต่อจากนั้นทุกคนก็นั่งล้อมวงดื่มชาพูดคุยสัพเพเหระกัน ฉู่หลินหลางฟังจากคำสนทนาโต้ตอบกันก็เข้าใจอะไรได้รางๆ แล้ว บิ...

community.jamsai.com