ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 4-6
ความจริงเป็นเพียงการพูดคุยเรื่อยเปื่อย อีกทั้งยังมีเพียงหลิวซื่อพูดเป็นหลัก
ก่อนกลับหลิวซื่อเรียกรั้งเฟิงซุ่นอินเอาไว้อีกครั้ง ก่อนหยิบกล่องไม้ยาวกล่องหนึ่งมาจากข้างที่นั่ง แล้วยัดใส่มือนางพร้อมกับตำราเล่มนั้นพลางกระซิบบางอย่าง
เฟิงซุ่นอินเอียงตัวไปทางขวา พยายามเข้าใกล้ให้มากที่สุดถึงฟังที่นางพูดออกว่า “สตรีตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าต่างสำรวมกันเกินไป มิสู้อ่านตำราที่ข้าให้มากๆ กลับไปแล้วเรียนรู้ให้ดี ถึงจะจับท่านผู้บัญชาการได้อยู่หมัด”
หลิวซื่อพูดจบก็หัวเราะเบาๆ ออกมาอีกครั้งแล้วโบกมือ ไม่รอให้นางขอบคุณก็ลุกขึ้นเดินจากไปแล้ว
เฟิงซุ่นอินที่ประคองกล่องไม้กับตำราเหลียวหลังมองมู่ฉางโจวทีหนึ่ง อะไรเรียกว่าจับเขาได้อยู่หมัด…
สายตาของมู่ฉางโจวมองนางเพียงแวบเดียว ก่อนหันตัวกลับเดินออกไป
นางรีบไล่ตามไป พร้อมเก็บตำราเล่มที่พกมากลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง
ตลอดการเดินทางขากลับเป็นเหมือนกับตอนขามา ต่างฝ่ายต่างไร้ซึ่งคำพูดใด
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้าพลางคิดในใจ เขาควรจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึงจะถูก
ไม่ผิดจากที่คาด หลังกลับถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ นางเพิ่งลงจากรถม้าด้วยตนเองก็ถูกมู่ฉางโจวขี่ม้ามาขวางไว้
“อินเหนียงมีงานอดิเรกด้านอักษรพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร” เขาเอ่ยปากถาม
วันนั้นหูเป้ยเอ๋อร์บอกว่านางพกต้นฉบับมาด้วย แต่มู่ฉางโจวไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จนวันนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อลองนึกย้อนไปตลอดทาง เขากลับจำไม่ได้ว่านางเคยแสดงความสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนในวัยเยาว์
เฟิงซุ่นอินเม้มริมฝีปาก “ไม่ได้พบหน้านานเจ็ดปี ขนาดพี่รองมู่ยังเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ใช่ตัวข้าในอดีตแล้วเช่นกัน” นางเสริมในใจอีกประโยค นับประสาอะไรกับที่สมัยก่อนพวกเราเองก็ไม่นับว่ารู้จักกันดี
สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนมวยผมดกดำดุจปุยเมฆของนาง ตามด้วยมองสีหน้านิ่งสงบของนาง “ไม่ใช่ตัวเจ้าในอดีตแล้วจริงๆ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด นางเงยหน้ามองเขาทีหนึ่ง
มู่ฉางโจวที่นั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้ากวักมือไปข้างหลัง
ชางเฟิงที่ออกมารอรับตรงประตูรีบก้าวขึ้นหน้าทันที
เขาเอ่ยสั่ง “ข้าจะไปที่ว่าการเดี๋ยวนี้ วันนี้ไม่ทันแล้ว แต่หลังจากนี้ทุกครั้งที่มีการลาดตระเวนหรือไปทำงานนอกเมืองจะต้องแจ้งบอกให้ฮูหยินร่วมเดินทางด้วย”
ชางเฟิงมองเฟิงซุ่นอินก่อนก้มหน้าขานรับ
สีหน้าของเฟิงซุ่นอินสดใสขึ้นทันตา นางยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีว่าง่ายยิ่ง
มู่ฉางโจวที่เตรียมตัวจากไปตวัดสายตามองกล่องไม้ในมือนางกะทันหัน “สิ่งของที่อยู่ข้างในแนะนำให้เจ้าไม่ต้องไปอ่านมัน คิดว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้” พูดจบเขาก็กระตุกบังเหียน ควบม้าจากไปแล้ว
พลทหารผู้ติดตามรีบไล่ตามไปทันที
เฟิงซุ่นอินมองตามทิศทางที่เขาจากไปด้วยความงุนงง เขาได้ยินอะไรเข้าแล้วหรือไร จู่ๆ พูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา…จากนั้นนางก็หันตัวกลับเดินเข้าจวนอย่างรวดเร็ว ตรงไปถึงเรือนหลัง
นางก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตูลง นางพลันปราดไปนั่งที่โต๊ะ วางกล่องไม้กับตำราลง หยิบตำราพับทบที่ตนเองเก็บเรียบร้อยออกมา
นางเอาตำราเล่มใหม่สุดมากางเปิด เป็นเล่มที่คืนนั้นนางเขียนคำว่า ‘ด่านฮุ่ยหนิง’ ลงไปสามตัวอักษร นางพับแขนเสื้อฝนน้ำหมึก หลับตาไล่เรียงภาพที่เห็นในตอนเข้าด่านวันนั้น ทหารรักษาการณ์มากเท่าไร การป้องกันเป็นอย่างไร…เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งนางก็หยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึกจรดเขียนลงอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าบนกระดาษก็เต็มไปด้วยข้อความหลายบรรทัด ทว่าเป็นเพียงคำบรรยายทั่วไป ไร้ถ้อยคำพูดถึงทหารรักษาการณ์กับการป้องกันสักครึ่งคำ นางวางพู่กันลง ถอนหายใจเบาๆ แล้วนึกถึงน้องชายเฟิงอู๋จี๋ขึ้นมา
ตั้งแต่คืนก่อนออกเดินทางจากฉางอัน เฟิงอู๋จี๋เคยแอบเอาพระราชโองการแต่งตั้งของฮ่องเต้มาให้นางอ่าน ตอนที่ได้เห็นประโยคในนั้นนางจึงใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเขียนไว้ว่า
‘มีสายตาเฉียบคม หูที่เปิดกว้าง มองดูสถานการณ์รอบทิศ เพื่อสร้างความสงบแก่ดินแดน’
คาดว่าที่ฮ่องเต้ให้เขามารับตำแหน่งเสนาธิการงานพลาธิการในฉินโจวก็เพื่อให้เขาใช้ตำแหน่งคอยสอดส่องและรวบรวมข้อมูลเรื่องความมั่นคงของชายแดน และจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่สำคัญที่สุดซึ่งอยู่ติดกับฉินโจวก็คือดินแดนเหอซี ดังนั้นแล้วรอบด้านที่ต้องสังเกต อันดับแรกก็คือเหลียงโจว
เวลานั้นเฟิงอู๋จี๋เอาแต่โมโหกับเรื่องการแต่งงาน ความคิดอ่านไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้ คิดว่าหลังถูกนางตักเตือนน่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้ว
ถึงแม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงจัดแจงเช่นนี้ แต่เรื่องนี้สำหรับสกุลเฟิงแล้วคือโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง เป็นความหวังที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์ของตระกูลได้
เฟิงซุ่นอินวางพู่กันลงแล้วหยิบตำราพับทบเล่มอื่นมา หน้าปกของพวกมันเก่ามากแล้ว นางเปิดเล่มหนึ่งส่งๆ ในนั้นเขียนชื่อสถานที่เอาไว้ไม่น้อย บางสถานที่มีเขียนรายละเอียดกำกับด้านล่างจนเต็ม บางสถานที่มีเพียงไม่กี่ประโยค เป็นร่องรอยที่นางเหลือทิ้งเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน
นางไม่ชอบงานด้านอักษรจริงๆ แต่กลับชื่นชอบเรื่องทหารการศึกอันเป็นผลมาจากบิดา ไม่ว่าจะเป็นแนวป้องกัน สถานการณ์กองทัพ การจัดวางกำลัง หรือเสบียง…ที่สมัยเด็กนางชอบอยู่กับพวกพี่ชายน้องชายในตระกูลก็เป็นเพราะพวกเขาเต็มใจถกเรื่องพวกนี้กับนาง
การละเล่นเด็กๆ สมัยก่อนไม่เคยนึกเอาจริงเอาจัง แต่พอโตขึ้นนางจึงเริ่มเก็บข้อมูลและจดบันทึก สมัยนั้นมู่ฉางโจวออกจากเมืองหลวงไปนานแล้วย่อมไม่รับรู้
เพียงแต่ไม่นานหลังจากนั้นก็เจอกับการเปลี่ยนแปลงมหันต์ภายในตระกูลเข้า นางไปพำนักอยู่ที่อารามเต๋าตามลำพัง ตลอดหกปีไม่เคยย่างเท้าออกจากฉางอันอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว รวมถึงไม่เคยทำเรื่องพวกนี้อีก
ตำราบันทึกสกุลเฟิงเล่มนั้นก็แค่ฉากบังหน้า เดิมทีหลงคิดว่าวันนี้ไปเยือนจวนผู้บัญชาการใหญ่จะต้องสิ้นเปลืองกำลังในการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอยู่บ้างถึงจะได้รับความสะดวกในการสังเกตการณ์รอบด้าน นึกไม่ถึงว่าฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่จะคาดหวังให้นางกับมู่ฉางโจวตัวติดกันตลอดเวลาอย่างยิ่ง มอบโอกาสให้นางเข้าใกล้กิจทหารตรงๆ
เฟิงซุ่นอินคิดมาถึงตรงนี้ก็เหยียดมุมปากยิ้ม ขณะยื่นมือไปเปิดกล่องไม้ที่หลิวซื่อมอบให้ใบนั้น แล้วก็เห็นว่าข้างในใส่ตำราเล่มหนึ่งเอาไว้ดังคาด
เมื่อเปิดออก แล้วเห็นว่าในตำรานั้นเป็นภาพเรือนร่างของบุรุษสตรีที่กระหวัดเกี่ยวกันแนบแน่น เปลือกตาของนางกระตุก รีบปิดตำราลงทันใด ดวงหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา ถึงเพิ่งรู้ว่าในตำราอธิบายเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ต่อมาก็นึกถึงประโยคที่มู่ฉางโจวพูดทิ้งไว้ก่อนจากไป ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินยิ่งร้อนฉ่าขึ้นกว่าเดิม นางพึมพำกับตนเอง “ไม่จำเป็นต้องใช้จริงๆ” พูดจบนางก็หยิบมันขึ้นมาแล้วลุกเดินไปที่ตู้ด้านข้าง จากนั้นจับยัดใส่ไว้ด้านล่างสุดทันที
* ฮั่น เป็นคำเรียกชนเผ่าหลักของประเทศจีน
* เหนียง เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อหญิงสาวในวัฒนธรรมจีนโบราณ มักใช้ในหมู่ญาติพี่น้องหรือผู้สนิทสนมเพื่อแสดงถึงความใกล้ชิดเอ็นดู
* เค่อ เป็นหน่วยเวลาของจีนสมัยโบราณ หมายถึงช่วงเวลาประมาณ 15 นาที
* ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ (แปลว่า นามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ก.ค. 69
Comments



