ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 4-6
รถม้ามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
เฟิงซุ่นอินนิ่งเงียบ มู่ฉางโจวเองก็ไม่พูดอะไร ตลอดการเดินทางปราศจากบทสนทนา มีเพียงตอนผ่านถนนใหญ่ถึงได้ยินเสียงผู้คนอึกทึก จากนั้นก็ถูกสลัดทิ้งไว้ด้านหลัง
เดินทางไปข้างหน้าเงียบๆ ต่ออีกเป็นเวลานานรถม้าถึงหยุดลงในที่สุด ข้างนอกคล้ายมีคนกำลังคารวะมู่ฉางโจว
“ถึงแล้ว” เสียงของเขาดังมาจากด้านนอกรถ
เฟิงซุ่นอินที่นั่งพิงกรอบหน้าต่างได้ยินแล้วก็เลิกม่านขึ้นเดินออกไป
หลังลงมาจากรถม้าถึงพบว่าประตูหลักของจวนผู้บัญชาการใหญ่แห่งนี้สูงใหญ่เหนือความคาดหมาย รอบด้านมีเวรยามรักษาการณ์แน่นหนา ดูน่าเกรงขามยิ่ง
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งออกจากประตูจวนมาคารวะมู่ฉางโจว “วันนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่ไม่อยู่ที่จวนขอรับ นายหญิงเป็นตัวแทนออกมาพบ เชิญท่านผู้บัญชาการพาฮูหยินไปหาด้วยตนเองได้เลยขอรับ”
มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินคราหนึ่ง ก่อนเดินเข้าประตูจวนไป
เฟิงซุ่นอินตามฝีเท้าของเขาไปอย่างเข้าใจ
หลังจากเข้าไปในจวน มู่ฉางโจวเดินพลางเอ่ยพลาง “ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่แซ่หลิว บรรดาศักดิ์หลินเถาจวิ้นฟูเหริน…”
เฟิงซุ่นอินที่เดินอยู่ทางด้านขวาของเขาสังเกตเห็นว่าเขากดเสียงเบาลงไม่น้อย เสียงที่เดิมทีก็ทุ้มลึกยิ่งทุ้มกว่าเดิม ไม่อาจฟังได้ยินครบถ้วนแต่อย่างใด นางพยายามเดินไปทางด้านซ้ายของเขาเงียบๆ อยากให้เขามาอยู่ด้านขวาของตนเอง สายตาจึงคอยให้ความสนใจกับฝีเท้าของเขา
รองเท้าที่เขาสวมอยู่เป็นรองเท้าขี่ม้าสีดำซึ่งสะดวกต่อการเดินทัพ น่องขาที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในรองเท้าแข็งแรง ยิ่งมีขาวยาวๆ เช่นนี้พอก้าวทีหนึ่งก็กว้าง
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพจำของมู่ฉางโจวที่เคยผอมบางอ่อนแอในวัยเยาว์ ใครจะไปคิดว่าเวลานี้เขาจะสูงโปร่ง ขายาวย่างก้าวมั่นคงถึงเพียงนี้ ก้าวเดินมีพลัง ระหว่างที่คิดรองเท้าขี่ม้าในสายตาคู่นั้นพลันหยุดลง หัวเท้าหันมาหานาง
เฟิงซุ่นอินหยุดฝีเท้าพร้อมเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนประสานสายตาเข้ากับอีกฝ่าย
“เสียงข้าเบาไปหรือ” มู่ฉางโจวมองสำรวจนางขึ้นลงทีหนึ่ง ตั้งแต่เขาเริ่มพูดเมื่อครู่นี้ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ตอนนี้นางยังเดินอ้อมเกือบไปถึงด้านซ้ายของเขาแล้ว
เฟิงซุ่นอินตอบ “เปล่าเจ้าค่ะ แค่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่ค่อยคุ้นชินก็เท่านั้น”
มู่ฉางโจวมองนางอีกชั่วครู่ถึงหันตัวกลับ เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก
เฟิงซุ่นอินเองก็ไม่เดินไปทางด้านซ้ายแล้ว เพียงเดินตามหลังเขาไปถึงห้องโถง
มู่ฉางโจวเดินนำเข้าไปก่อนก้าวหนึ่ง นางตามติดเข้าไป สายตามองไปด้านหน้าของห้องโถงอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่หลิวซื่อ* ดูมีอายุพอๆ กับมารดาของเฟิงซุ่นอิน ในโอกาสเช่นวันนี้กลับสวมชุดชาวหูสีฟ้าลวดลายสดใส นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานอย่างค่อนข้างน่าเกรงขาม โดยไม่รอให้พวกเขาคารวะก็ชิงพูดขึ้นก่อนแล้ว “ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเองก็มิใช่ท่านผู้บัญชาการใหญ่ แค่มาพบหน้าฮูหยินคนใหม่ของท่านผู้บัญชาการเป็นการส่วนตัวเท่านั้น”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร เพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อย ให้รูปโฉมของเฟิงซุ่นอินที่อยู่ด้านหลังเปิดเผยให้เห็นจนหมด
เฟิงซุ่นอินยังคงก้มหน้าหลุบตาลงคารวะให้นาง
หลิวซื่อมองเพียงแวบเดียวก็เอ่ย “ไม่ผิดจริงๆ ที่แนะนำให้ท่านผู้บัญชาการใหญ่เลือกบุตรสาวสกุลเฟิง เลือกได้สมบัติมาเสียแล้ว” นางมองมู่ฉางโจวสลับกับเฟิงซุ่นอิน ก่อนยิ้มออกมา “เพียงแวบแรกก็มองเห็นความเหมาะสมกันแล้ว”
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ยังมีความดีความชอบของหลิวซื่ออยู่ด้วย นางชำเลืองมองมู่ฉางโจวที่อยู่ข้างกาย ไม่ทันคาดว่าเขาจะผินหน้ามองมาเช่นกัน
ทั้งสองสบสายตากันแล้วต่างแยกกันผละจากไป
หลิวซื่อกวักมือเรียกเฟิงซุ่นอิน “ท่านผู้บัญชาการตามสบาย ข้าแค่จะคุยกับฮูหยินของท่านสักพัก”
มู่ฉางโจวก้าวถอยหลบไปสองก้าว
เฟิงซุ่นอินเดินผ่านข้างกายเขาไปข้างหน้าพร้อมกับลอบโล่งใจไปด้วย ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้ไม่ได้พูดเสียงเบา แต่เมื่อครู่นี้ยืนอยู่ค่อนข้างไกลจริงๆ ในที่สุดก็สามารถเข้ามาใกล้เพื่อฟังให้ได้ยินชัดๆ แล้ว
หลังจากเข้าไปใกล้หลิวซื่อก็มองสำรวจนางอีกครั้ง “ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงสกุลเฟิงแห่งป๋อไห่ของพวกเจ้ามานาน บิดาของเจ้าเคยเป็นเสนาบดีกรมทหาร มารดายังได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นฟูเหรินเช่นเดียวกับข้าอีกต่างหาก”
เฟิงซุ่นอินหลุบตาลงมองชายกระโปรงของตนเอง “ล้วนแต่เป็นเรื่องในอดีตเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อหัวเราะเบาๆ คล้ายไม่ได้เก็บมาใส่ใจเช่นกัน ก่อนชวนคุยต่อ “ถึงแม้ท่านผู้บัญชาการใหญ่จะกำหนดการแต่งงานนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวน แต่การที่เขาเลือกเจ้าก็แสดงว่าเจ้ากับท่านผู้บัญชาการมีวาสนาต่อกัน”
เฟิงซุ่นอินนึกค่อนขอดในใจ ย่อมมีวาสนา ทั้งยังรู้จักกันมานานแล้วด้วย…
อาจเพราะนางไม่พูดอะไร หลิวซื่อจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ไม่รู้ว่าสมัยเจ้ายังไม่ออกเรือนมีงานอดิเรกจำพวกใดบ้าง หากเพิ่งมาอยู่เหลียงโจวแล้วรู้สึกไม่คุ้นชิน เจ้าสามารถหาอะไรทำได้ เพียงไม่นานก็จะรู้สึกคุ้นชินขึ้นเอง”
คำถามฟังดูเหมือนถามตามมารยาททั่วไป แต่เฟิงซุ่นอินกลับใส่ใจ มือของนางคอยกุมตำราที่อยู่ในแขนเสื้อเล่มนั้นอยู่ตลอด เวลานี้ได้ยินเช่นนั้นจึงหยิบออกมา “เชิญฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่ลองดูเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อรับมา เห็นหน้าปกเขียนว่า ‘บันทึกสกุลเฟิง’ นางก็ถามอย่างแปลกใจ “นี่คืออะไร”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “นี่เป็นตำราที่เขียนขึ้นโดยเฟิงเหยี่ยน ผู้อาวุโสในตระกูลของข้า ครอบคลุมเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญ ข้อคิดเห็นต่างๆ รวมถึงเกร็ดประวัติน่าสนใจมากมาย ข้ามีความตั้งใจจะเลียนแบบ จึงอยากบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นด้วยตนเองเอาไว้บ้าง บางครั้งจึงยุ่งอยู่กับเรื่องนี้เจ้าค่ะ”
หลิวซื่อประหลาดใจ “เจ้ายังเขียนตำราเป็นด้วย?”
เฟิงซุ่นอินยิ้มบางๆ “เพียงเรื่องฆ่าเวลาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ที่จริงก็คิดไว้ว่าเมื่อมาอยู่เหลียงโจวน่าจะได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะได้เขียนเพิ่มลงไปอีก แต่ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ เกรงว่าหากออกจากจวนบ่อยๆ จะเป็นการไม่เหมาะสม”
หลิวซื่อไม่ถือสา “สตรีตระกูลสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าชอบมากกฎเกณฑ์ เรื่องแค่นี้จะยากอะไรกัน ท่านผู้บัญชาการก็มักมีกิจธุระออกไปข้างนอกอยู่แล้ว เจ้าติดตามเขาไปก็ได้ ถือเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไม่ดียิ่งหรือ”
เฟิงซุ่นอินคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ นางเหลียวหลังไป “เช่นนี้ได้หรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวคอยมองนางอยู่ตลอดตั้งแต่เห็นนางหยิบตำราเล่มนั้นออกมา เวลานี้เห็นนางหันหน้ามาทางเขา รูปโฉมงดงามอ่อนโยน แต่ในแววตาที่มองมานั้นกลับจริงจัง ไม่ใช่ท่าทีล้อเล่นแต่อย่างใด
เขามองสบตานางแล้วนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผงกศีรษะด้วยรอยยิ้ม “ได้”
หลิวซื่อเอ่ยทันที “ตกลงกันตามนี้” พูดจบก็ส่งยิ้มให้เฟิงซุ่นอินอีกครั้ง “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมีความสามารถเพียงนี้ ท่านผู้บัญชาการเองก็เก่งกาจด้านบุ๋นพอดี ยิ่งเหมาะสมกันมากกว่าเดิม จริงสิ เจ้าอาจไม่รู้กระมัง สมัยก่อนท่านผู้บัญชาการเป็นถึงอัจฉริยะผู้สอบขุนนางได้อันดับสูงตั้งแต่ครั้งแรกเลยนะ”
เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า จะไม่รู้ได้อย่างไร เคยเห็นกับตาด้วยซ้ำ
หลิวซื่อเอ่ยต่อ “แต่ท่านผู้บัญชาการไม่ชอบพูดถึงเรื่องในอดีตสมัยเด็ก เช่นนั้นก็ไม่พูดถึงแล้ว”
เฟิงซุ่นอินชำเลืองมองไปทางด้านหลังอีกครั้ง มู่ฉางโจวยืนอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ได้ตอบคำ ทั้งคล้ายยังมองนางอยู่
ผ่านไปราวสามถ้วยชา* การมาขอบคุณครั้งนี้ถึงนับว่าจบลง
Comments



