บทที่ 6
หลังกลายมาเป็นนายหญิงจวนผู้บัญชาการก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากช่วงเช้าเฟิงซุ่นอินลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสับสนมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง
ห้องกว้างขวางสว่างไสว เครื่องเรือนล้วนหรูหรา บนเตียงมีม่านโปร่งสีคราม ผ้าห่มปักดิ้นทองหรูหรา กระถางกำยานไม้จันทน์ตรงหัวเตียงยังคงมีควันลอยเอื่อย ทั่วทั้งห้องอบอุ่นหอมจรุง มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่นางหลงคิดว่าย้อนกลับไปอยู่สกุลเฟิงสมัยเด็ก แต่จากนั้นก็ได้สติกลับมาทันที…ตนเองอยู่ที่เหลียงโจว อีกทั้งแต่งงานเป็นภรรยาคนอื่นแล้ว
ไม่สิ พูดได้แค่ว่าแต่งเพียงครึ่งเดียว แต่งเพียงในนามเท่านั้น
แสงแดดสาดส่องเข้ามาจากภายนอกหน้าต่าง เฟิงซุ่นอินตื่นนอนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะ จัดเก็บตำราพับทบหลายเล่มที่ตนเองพกมาด้วย
เพิ่งจัดวางเสร็จ ประตูห้องพลันถูกผลักเปิด สาวใช้คนหนึ่งก้าวเข้ามา เป็นหัวหน้าที่รูปร่างแข็งแรงท่าทางทะมัดทะแมงผู้นั้น
“ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน เมื่อครู่นี้เรียกท่านแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงเป็นห่วงจริงๆ ได้แต่ผลักประตูเข้ามาดู นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะตื่นนานแล้ว”
เฟิงซุ่นอินเดาได้ว่าน่าจะเป็นเช่นนี้อีกแล้ว นางมุ่นหัวคิ้ว ก่อนเปลี่ยนหัวข้อ “เมื่อวานไม่ทันได้ถามโดยละเอียด เจ้าคือหัวหน้าผู้ดูแลของจวนนี้หรือ”
“เจ้าค่ะ บ่าวชื่อเซิ่งอวี่ ดูแลเรือนใน ยังมีบ่าวชายอีกคนชื่อชางเฟิง ดูแลเรือนชั้นนอก เขาคอยปรนนิบัติท่านผู้บัญชาการเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำเรียกถึงมู่ฉางโจว เฟิงซุ่นอินชำเลืองมองไปทางประตูทีหนึ่ง ห้องนี้ของนางอยู่ทางฝั่งตะวันออกของห้องหลัก เป็นห้องที่อยู่ห่างจากห้องหลักมากที่สุดห้องหนึ่งแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในเรือนเดียวกัน เวลาออกจากห้องก็จะมองเห็นประตูของห้องหลักได้
เมื่อคืนในจวนจัดงานเลี้ยง หลังจากนางเข้าห้องมาก็ไม่ได้สนใจเหตุการณ์ภายนอกอีก ย่อมไม่รู้เช่นกันว่าสุดท้ายเขากลับเรือนหลังมาเมื่อใด
เซิ่งอวี่ที่อยู่ด้านข้างก้มหน้าลงอย่างเคร่งครัด ก่อนเอ่ยต่อ “เมื่อวานท่านผู้บัญชาการใหญ่มอบของขวัญแต่งงานมากมายให้ท่านผู้บัญชาการ ตามธรรมเนียมแล้ววันนี้ฮูหยินจะต้องไปขอบคุณที่จวนผู้บัญชาการใหญ่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินยังหลงนึกว่าต้องไปคารวะที่จวนอู่เวยจวิ้นกงก่อนเสียอีก แต่คิดดูแล้วในเมื่อผู้บัญชาการใหญ่ของเหลียงโจวทั้งจัดแจงเรื่องงานแต่งงาน ทั้งเป็นขุนนางอันดับหนึ่งแห่งเหอซี คล้ายจะสมควรแล้วเช่นกัน นางจึงผงกศีรษะ
เซิ่งอวี่ก้าวเข้ามาปรนนิบัตินางแต่งตัวทันที
ตอนที่เตรียมตัวเสร็จ ข้างนอกประตูมีสาวใช้คนหนึ่งมาเอ่ยเร่งแล้ว เซิ่งอวี่จึงรีบออกไปเตรียมการก่อน
เฟิงซุ่นอินที่ลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไปหยุดชะงักลงกะทันหัน นางใคร่ครวญแล้วเดินไปที่โต๊ะ หยิบตำราเล่มหนึ่งจากกองตำราพับทบมาเก็บใส่ในแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวออกจากห้อง
ทันทีที่ก้าวออกไปก็มองไปทางห้องหลักก่อน เห็นประตูห้องปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ นางคิดว่าตนเองน่าจะต้องไปขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ของเหลียงโจวตามลำพัง ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรเพิ่งเข้าจวนมาก็กลายเป็นสามีภรรยาเพียงในนาม ความตระหนักรู้ตัวแค่นี้นางยังคงมีอยู่
ตอนที่ใกล้เดินถึงประตูจวน เซิ่งอวี่ก็มารับนางแล้ว
เฟิงซุ่นอินก้าวเดินค่อนข้างเร็ว เพิ่งรวบชุดก้าวข้ามธรณีประตูก็มองเห็นเงาร่างสูงโปร่งดุจต้นสนยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตูทันที นางหยุดชะงักอย่างห้ามไม่ได้
มู่ฉางโจวอยู่ในชุดคลุมสีอ่อน กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารราชการที่ถืออยู่ในมือ เมื่อหันมาเห็นนางออกมาก็มองนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนปิดเอกสารราชการแล้วยื่นไปด้านหลัง
ที่ด้านหลังมีผู้ติดตามอายุน้อยรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ คือชางเฟิงบ่าวรับใช้ประจำตัวเขาซึ่งยื่นสองมือมารับเอกสารไปเก็บให้เรียบร้อยทันที ก่อนก้าวลงบันได จูงม้าของเขามาถึงข้างรถม้า ด้านหลังมีพลทหารผู้ติดตามขี่ม้าเรียงแถวรออยู่แล้ว
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งรู้ว่าเขาจะไปด้วย นางนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็ไม่รู้ควรพูดอะไร เพียงเดินไปขึ้นรถม้าเงียบๆ
มู่ฉางโจวเดินไปรับบังเหียนม้ามา ก่อนหันกลับมาถามกะทันหัน “เมื่อคืนอินเหนียงหลับสบายดีหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินที่เพิ่งเหยียบขึ้นแท่นเหยียบชะงัก ยังหลงนึกว่าตนเองฟังผิดไปเอง ก่อนหันกลับไปมองเขา “พอใช้ได้เจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ มุมปากคล้ายยกยิ้มเล็กน้อย
ระดับความสูงเท่านี้บังเอิญตรงกับระดับสายตาของเขาพอดี เฟิงซุ่นอินชำเลืองเห็นรอยยิ้มเล็กๆ นั้นแล้วถามกลับ “พี่รองมู่เล่า หลับสบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
มู่ฉางโจวตอบ “พอใช้ได้” เช่นเดียวกัน พูดจบก็ตวัดกายขึ้นขี่ม้าทันที
“…” เฟิงซุ่นอินไร้คำโต้ตอบ นางเลิกม่านขึ้นเข้าไปนั่งในรถม้า ก่อนเหลือบมองออกไปนอกบานหน้าต่าง เขาต้องจงใจแน่นอน ยังมีท่าทีสุภาพชนสมัยวัยเยาว์เหลืออยู่อีกที่ใดกัน!