ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 7-9
โดยไม่รู้ตัวเวลาก็ผ่านไปนานมากแล้ว แต่เฟิงซุ่นอินกลับยังยืนอยู่ด้านข้างภูเขาฝั่งนั้น
จางจวินเฟิ่งยืนถอนหายใจอยู่ตรงประตูค่าย “ข้าเป็นถึงรองผู้บัญชาการ เหตุใดต้องมาทำเรื่องประเภทคุ้มกันคนด้วย”
หูเป้ยเอ๋อร์จับตามองทางนั้น รู้สึกไม่เข้าใจ “นางอยู่ในจวนผู้บัญชาการสบายเพียงใด มีอะไรไม่ดีกว่าอารามเต๋าที่นางเคยอยู่บ้าง จะมาเขียนตำราทำอันใด…”
“อารามเต๋าอะไร” เสียงของมู่ฉางโจวดังลอยมา
หูเป้ยเอ๋อร์หันไปเห็นเขาออกมาแล้วก็ยืนตัวตรงเอ่ย “อารามเต๋าอย่างไรเล่าขอรับ สมัยอยู่ฉางอันฮูหยินพำนักอยู่ที่นั่น ตอนข้ารับตัวเจ้าสาวกลับมาไม่ได้แจ้งท่านผู้บัญชาการหรือ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “เรื่องที่เจ้าพูดมากที่สุดคือเฟิงอู๋จี๋อารมณ์เสียมาตลอดทาง”
หูเป้ยเอ๋อร์ตกใจระคนแปลกใจ “ท่านผู้บัญชาการรู้นามของคุณชายสกุลเฟิงได้อย่างไร ข้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ!”
จางจวินเฟิ่งหันมามองทันที
มู่ฉางโจวไม่ได้ตอบอะไร เขามองไปทางเฟิงซุ่นอิน เห็นนางลงมาจากที่สูงตรงนั้นแล้ว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร ตอนเดินลงชายกระโปรงจึงเกี่ยวโดนหินแหลมคมเล็กน้อย ทำนางตัวเซถลาเกือบล้มลง ทว่าคว้าก้อนหินด้านข้างเอาไว้ได้ทันถึงยังยืนอยู่ได้ หลังจากยืดตัวตรงแล้วนางมองมือปราดหนึ่ง ก่อนเดินลงมาข้างล่างต่อ
หูเป้ยเอ๋อร์หันไปเห็นแล้วร้องจิ๊ๆ พลางเอ่ย “เห็นได้ว่าตกอับเองก็มีข้อดีของการตกอับ อย่างน้อยก็ไม่บอบบาง ยังปีนขึ้นลงที่สูงเช่นนี้ได้”
มู่ฉางโจวมองไปทางด้านนั้นขณะเอ่ยกับพวกเขา “ข้าตรวจสอบข้างในเสร็จแล้ว พวกเจ้าเองก็ไปตรวจดูรอบหนึ่ง”
หูเป้ยเอ๋อร์เลิกมองแล้วกลับมาเอาจริงเอาจังทันที จางจวินเฟิ่งเองก็ไม่ได้ถามมากความ ทั้งสองเข้าไปตรวจตราในค่ายด้วยกัน
พลธนูจูงม้ามาตรงประตูค่าย มู่ฉางโจวไม่ได้ออกคำสั่งให้เตรียมเดินทาง เขายื่นธนูในมือให้อีกฝ่ายแล้วเดินผละจากประตูค่ายมา
เฟิงซุ่นอินกำลังเดินไปพลางมองสำรวจภูมิประเทศรอบข้างไปพลาง ทันใดนั้นก็หันไปเห็นมู่ฉางโจวเดินมาหา นางจึงได้แต่เลิกมองแล้วเดินเข้าไปหาเงียบๆ แค่ทำเป็นมองรอบข้างส่งๆ
มู่ฉางโจวเดินมาถึงตรงหน้า มองมือนางหนหนึ่งแล้วผ่อนฝีเท้าลง ก่อนจะเดินไปทางด้านขวาของนาง สายตากวาดมองรอบด้าน “จวบจนวันนี้ยังไม่เคยถามสถานการณ์ของบ้านท่านพ่อตาเลย ทุกวันนี้อินเหนียงยังเหลือใครในครอบครัวบ้าง”
เฟิงซุ่นอินถูกเขาถามถึงเรื่องนี้โดยไม่ทันตั้งตัว นางเม้มปากก่อนตอบ “ท่านแม่กับน้องชายเจ้าค่ะ”
“คนอื่นๆ เล่า”
“บ้างจากไป บ้าง…” เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดต่อ
มู่ฉางโจวหยุดเดิน ผงกศีรษะเอ่ย “เสียใจด้วย”
เฟิงซุ่นอินอดมองเขาไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็เคยอยู่ที่สกุลเฟิงนานถึงสี่ปี นึกไม่ถึงว่าจะมีแค่ประโยคเรียบง่ายอย่าง ‘เสียใจด้วย’ เพียงประโยคเดียวเช่นนี้ ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องที่รู้มาเมื่อวาน นางเอ่ยอย่างอึดอัดใจ “เพิ่งทราบว่าอู่เวยจวิ้นกงเองก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน”
มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนเอ่ยอย่างเข้าใจ “ได้ยินว่าเมื่อวานลู่เถียวแวะมาที่จวน ต้องเป็นเขาบอกแน่ๆ ใช่แล้ว ไม่อยู่กันหมดแล้ว”
ไม่อยู่กันหมดแล้ว? เฟิงซุ่นอินคิดในใจว่า ถ้าเช่นนั้นจวิ้นกงฮูหยินก็คงไม่อยู่แล้ว แต่น้ำเสียงของเขากลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
มู่ฉางโจวเดินผ่านไปทางขวาของนางราวสิบก้าวถึงหยุดลง หันมาเอ่ยเรียกเสียงดัง “มาตรงนี้”
ความคิดของเฟิงซุ่นอินยังติดอยู่กับประโยคเมื่อครู่นี้ของเขา นางเดินเข้าหาด้วยสีหน้าเย็นชา
มู่ฉางโจวใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น “เด็ดใบหญ้าพวกนี้มาขยำ”
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งเห็นว่าที่ปลายรองเท้าของเขามีต้นหญ้าเถาเล็กใบยาวขึ้นอยู่ นางเลิกม่านโปร่งขึ้นถาม “ทำอันใดเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย “เรื่องที่ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว อินเหนียงลืมอีกแล้วหรือ”
“…” กระทั่งเรื่องนี้ก็ต้องทำเป็นไม่รับรู้ด้วยหรือไร เฟิงซุ่นอินก้มลงเด็ดใบหญ้าสองสามใบ ขยี้ในมืออย่างหงุดหงิด “จากนั้นเล่าเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “ขยี้จนมีน้ำออกมา แล้วทาลงบนมือ สามารถสลายเลือดคั่งได้”
เดิมทีเฟิงซุ่นอินก็ถูกคำพูดของเขาทำให้หงุดหงิด เวลานี้ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม นางปล่อยม่านโปร่งลง หันตัวกลับเตรียมเดินจากไป “พี่รองมู่ไปแกล้งคนอื่นแทนเถิด”
มู่ฉางโจวได้แต่ก้าวออกมาขวางทางนางไว้
เฟิงซุ่นอินเพิ่งจะมุ่นหัวคิ้วก็ช้อนสายตาขึ้นเห็นเขาเอาใบหญ้าบนมือนางที่ไม่ได้ขยี้จนเละไป ก่อนใช้ปลายนิ้วออกแรงบีบ มืออีกข้างจับมือนางขึ้นมากะทันหัน หยดน้ำลงไปบนหลังมือนาง
เฟิงซุ่นอินแสบวาบขึ้นมาทันควัน ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลังมือตนเองบวมขึ้นมา เกิดจากกระแทกโดนหินแหลมคมที่คว้าไว้ตอนเกือบหกล้มเมื่อครู่นี้ เดิมทีแค่ขึ้นสีแดงเล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับบวมช้ำเขียวไปแล้ว นางเอาแต่สนใจมองรอบข้างจนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ นางมองมู่ฉางโจว ถึงเพิ่งรู้ว่าเมื่อครู่นี้เขาหมายถึงเรื่องนี้ เดิมทีตั้งใจให้นางจัดการด้วยตนเอง
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงปลายนิ้วหัวแม่มือของเขาที่ลูบผ่านหลังมือตนเองเบาๆ นางหดปลายนิ้วกลับมาทันใด สายตาเหลือบมองมือของเขา มือข้างนั้นเคยเลิกม่านโปร่งของนาง ปลายนิ้วทั้งห้าเรียวยาว หลังมือเผยเส้นเลือดสีเขียวเลือนราง ไม่มีความขาวผ่องเฉกเช่นวัยเยาว์อีก ท้องนิ้วโป้งที่ลูบหลังมือนางเองก็แอบหยาบกร้าน ตรงที่สัมผัสยังรู้สึกอุ่นวาบ น้ำจากหญ้าที่แผ่ซึมกลับเย็นซ่าน นางมองเขาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ก่อนสบสายตากับเขาที่เงยขึ้นมามองพอดี นางจึงดึงมือกลับไป
มู่ฉางโจวยืดตัวตรง โยนซากใบหญ้าที่แห้งแล้วทิ้ง “เรียบร้อย แกล้งเสร็จแล้ว”
เฟิงซุ่นอินกำมืออย่างไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนหันตัวเดินกลับไปทันที
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งที่ตรวจตราค่ายเสร็จพอออกมาก็มองเห็นเฟิงซุ่นอินเดินกลับมาจากที่ไกลๆ ในที่สุด หลังมือข้างหนึ่งของนางทาน้ำสีเขียว เห็นแล้วสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่ทันทีที่เข้าใกล้ก็เก็บมือซ่อนในแขนเสื้อแล้ว
“ได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว?” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเบา
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “นึกไม่ถึงว่านางยังรู้จักหาสมุนไพรมาทาด้วย”
เพิ่งพูดจบมู่ฉางโจวก็กลับมา เขาเดินมาพลางสะบัดมือพลาง
หูเป้ยเอ๋อร์เพิ่งคิดจะถามว่าจะออกเดินทางเมื่อไร พลันเห็นว่าบนมือเขาเองก็ติดคราบสีเขียวเช่นเดียวกัน จึงแปลกใจขึ้นมาทันใด “ท่านผู้บัญชาการเองก็ได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ”
“เปล่า” มู่ฉางโจวสะบัดมืออีกครั้ง บนนั้นติดคราบสีเขียว ดูเหนียวเหนอะแปลกๆ
“เช่นนั้นเหตุใด…” หูเป้ยเอ๋อร์ยังคิดชะเง้อหน้ามามอง
มู่ฉางโจวตวัดสายตามองเขา
หูเป้ยเอ๋อร์เลิกมองทันที “ไม่มีอะไรขอรับๆ”
* เข็มขัดเตี๋ยเซี่ย เป็นเข็มขัดคาดเอวที่มีสายหนังเล็กๆ ยื่นออกมาใช้สำหรับห้อยสิ่งของขนาดเล็ก โดยวัสดุที่ใช้และจำนวนสิ่งของที่ประดับด้านข้างยังบ่งบอกถึงสถานะของผู้ใช้งานด้วย
* ยามเฉิน คือช่วงเวลา 07.00 น.ถึง 09.00 น.
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ก.ค. 69
Comments



