ระยะทางจากที่ว่าการถึงจวนไม่นับว่าไกลมากนัก แต่ก็เพียงพอให้ฉู่หลินหลางสงบจิตใจที่ว้าวุ่นลงได้
รายการบัญชีแผ่นนั้นเป็นของปลอม อย่างไรก็ไม่มีวันกลายเป็นของจริงไปได้! หากพินิจดูตราประทับบนนั้นให้ดีๆ ก็แยกแยะได้ว่าจริงหรือปลอม ถึงเวลานั้นนางยืนกรานไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้เป็นของนางเสียอย่าง ใครจะทำอะไรได้
ต่อให้สุดท้ายถูกเปิดโปงขึ้นมา อย่างมากจางเสี่ยนก็รู้แค่ว่านางวางอุบายหลอกให้กลัวเท่านั้นเอง สถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้สักเท่าไร
ถ้าซือถูเซิ่งเก็บได้ เขาต้องลองหยั่งเชิงโจวสุยอันแน่นอน แต่สามีนางไม่รู้เรื่องสักนิด จึงไม่ต้องกลัวว่าเขาจะถาม ประเดี๋ยวรอโจวสุยอันกลับจวนมาก็คงจะได้คำตอบแล้ว
ฉู่หลินหลางเป็นคนใจกล้ามาแต่ไหนแต่ไร นางใคร่ครวญเช่นนี้แล้วก็เลิกคิดทันที แค่เตรียมตัวพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ จะได้ไม่ตีตนไปก่อนไข้
นางลงจากรถม้าไม่ทันไรก็มีบ่าวรับใช้สูงวัยมารออยู่หน้าประตู “ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่ามีแขกมาเยี่ยมเยียนที่เรือน สั่งไว้ว่าพอท่านกลับมาแล้วให้ไปพบเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางได้ยินคำบอกของบ่าวรับใช้สูงวัยก็ไม่กล้าชักช้า นางไม่แม้แต่จะผลัดอาภรณ์ เพียงถอดชุดคลุมออกแล้วไปที่เรือนของจ้าวซื่อ* มารดาสามี
นางยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแผ่วเบาของสตรีลอยมาจากด้านใน
เมื่อเข้าไปในเรือน นอกจากจ้าวซื่อยังมีสตรีออกเรือนแล้วแปลกหน้าอีกคน ข้างกายสตรีออกเรือนแล้วยังมีสตรีรูปโฉมงดงามนั่งอยู่คนหนึ่ง
ฉู่หลินหลางเดินไปคารวะมารดาสามีก่อนเอ่ยทักทายแขกอย่างยิ้มแย้ม
จ้าวซื่อเอ่ยกับสตรีที่ดูท่าทางขัดเขินอยู่บ้างผู้นั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นางหนูฟาง มารู้จักภรรยาพี่ใหญ่โจวของเจ้า นางอายุมากกว่าเจ้าห้าปี เจ้าเรียกว่าพี่สาวก็แล้วกัน”
สตรีผู้นั้นได้ยินแล้วก็รีบลุกขึ้นค้อมกายคารวะฉู่หลินหลางแล้วเรียกเบาๆ ว่า “ข้าขอคารวะพี่สาวเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางได้ยินมารดาสามีแนะนำว่าสองแม่ลูกคู่นี้เป็นสตรีเรือนในของคหบดีอิ่น…สหายขุนนางที่สนิทสนมกับบิดาสามีผู้ล่วงลับ นางก็คลี่ยิ้มคารวะหลิวซื่อหรืออิ่นฮูหยินทันที
หลังจากนั้นนางก็จับมือของอิ่นเสวี่ยฟาง พูดยิ้มๆ กับมารดาสามี “ท่านแม่เจ้าคะ ในเมื่อนางนับถือท่านพี่เป็นพี่ชาย เช่นนั้นควรเรียกข้าว่าพี่สะใภ้จึงจะถูก ที่ให้เรียกว่า ‘พี่สาว’ มีเหตุผลหรือเจ้าคะ”
เรื่องนี้เดิมทีอธิบายได้ง่ายมาก แต่มารดาสามีไม่ตอบเหมือนกับไม่ได้ยิน มัวแต่พูดคุยกับหลิวซื่อสหายเก่าที่ไม่พบหน้ากันมานาน
ฉู่หลินหลางถูกปล่อยให้ยืนเก้ออยู่ด้านข้าง รอยยิ้มบนหน้านางค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
อิ่นเสวี่ยฟางรู้กาลเทศะยิ่ง รีบต่อบทสนทนาทันที “ได้ยินมานานแล้วว่าพี่ใหญ่โจวมีภรรยาโฉมงามปานบุปผา ตอนนี้ได้เห็นแล้วไม่เป็นความเท็จ ดูไปแล้วพี่สาวยังอ่อนเยาว์กว่าข้า ถ้าฮูหยินผู้เฒ่าโจวไม่บอก ข้าคงนึกจริงๆ ว่าท่านเป็นน้องสาว…”
ถ้อยคำนี้เป็นการพูดเยินยอได้เหมาะสมยิ่ง จู่ๆ จ้าวซื่อก็ไม่หูตึงอีกแล้ว นางแย้มยิ้มพลางพูดกับหลิวซื่อ “นางหนูฟางฉลาดหัวไวตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้ยิ่งดูอ่อนหวานถ่อมตน ถูกใจข้าจริงๆ น่าเสียดายที่ตอนนั้นไร้วาสนา…เฮ้อ…อย่าไปเอ่ยถึงเลย”
* สี่ตำราห้าคัมภีร์ เป็นตำราปรัชญาคำสอนของลัทธิข่งจื่อ (ขงจื๊อ) สี่ตำรา ได้แก่ หลุนอวี่ เมิ่งจื่อ ต้าเสวีย จงยง ห้าคัมภีร์ ได้แก่ ซือจิง ซั่งซู หลี่จี้ โจวอี้ ชุนชิว
* ดอกถานฮวาที่บานให้เห็นเพียงชั่วครู่ เปรียบเปรยถึงสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ก็หายไป ดอกถานฮวาอยู่ในวงศ์กระบองเพชร มีสีขาวนวล ตั้งแต่ดอกบานจนเหี่ยวเฉาจะใช้เวลาราวสี่ชั่วโมงเท่านั้น จึงเป็นที่มาของสำนวนนี้
** การสอบขุนนางในสมัยโบราณของจีน (เคอจวี่) จะสอบเลื่อนทีละระดับขั้น เริ่มจากระดับท้องถิ่น (อำเภอหรือจังหวัด) เรียกว่าการสอบถงซื่อ ผู้สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าร่วมสอบเซียงซื่อในระดับมณฑล หากสอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน ซึ่งต้องเข้ามาสอบระดับฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวงเพื่อขึ้นเป็นจิ้นซื่อและได้เข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก เมื่อผ่านการสอบทั้งสามระดับจะได้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งคือการสอบเตี้ยนซื่อ เพื่อคัดเลือกเป็นบัณฑิตเอกสามชั้น ซึ่งบัณฑิตเอกชั้นหนึ่งมีสามคน เรียงตามลำดับคะแนนจากมากที่สุด ได้แก่ จ้วงหยวน (จอหงวน) ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวา
* ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดเจนก็มี
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 ก.ค. 69