เพียงแต่จ้าวซื่อหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนเองพูดระบายอย่างสาแก่ใจกลับกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทายามว่างของผู้อื่น ส่วนหลี่ฮูหยินก็นำมาเล่าให้ฉู่หลินหลางฟังเป็นเรื่องชวนขัน
ฉู่หลินหลางได้ยินแล้วก็รู้สึกคับอกคับใจอยู่บ้าง
นางมิได้ปวดใจที่คนสกุลโจวอยู่กันอย่างอดอยาก แต่พอได้ยินว่าจ้าวซื่อไม่ให้ยวนเอ๋อร์ไปสำนักศึกษาสตรีแล้วนางก็สะกดกลั้นความขุ่นเคืองไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นนางเป็นคนเดียวที่ยืนกรานให้ส่งยวนเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษาสตรี เพราะในสมัยวัยเยาว์นางเสียเปรียบคนอื่นที่ไม่รู้หนังสือ เวลาที่เห็นคุณหนูสูงศักดิ์พวกนั้นก็จะอิจฉายิ่ง นางเห็นว่าต่อให้สตรีไม่ต้องสอบขุนนางก็ควรเล่าเรียนเขียนอ่านเพื่อให้เข้าใจเหตุผลแยกแยะถูกผิดได้
การเรียนของยวนเอ๋อร์อยู่ในขั้นดีมาโดยตลอด หลังจากเข้าเมืองหลวงนางให้ยวนเอ๋อร์ย้ายไปเรียนในสำนักศึกษาที่ไม่เลวแห่งหนึ่ง เล่าเรียนต่ออีกสักสองปีก็จะสำเร็จการศึกษาสามารถคารวะขอบคุณอาจารย์ได้แล้ว
แต่ตอนนี้ไม่ให้ยวนเอ๋อร์ไปสำนักศึกษาจะมิใช่ละทิ้งการเรียนกลางคันหรือ
เพราะเหตุนี้นางจึงอยากพบโจวสุยอันเป็นการส่วนตัวเพื่อบอกเขาว่านางจะส่งเสียยวนเอ๋อร์เอง อย่าให้เด็กน้อยต้องหยุดเล่าเรียน
ฉวยจังหวะยามเที่ยงใต้เท้าหลี่จัดโต๊ะเลี้ยงอาหารสหายขุนนางในกรมอากรรวมทั้งพวกองค์ชายหก นางเห็นโจวสุยอันเดินตามหลังสหายขุนนางอยู่พอดี จึงบอกให้ซย่าเหอไปตามเขามาพบ
นางจะพูดสั้นๆ กับเขาสองสามคำที่ข้างคอกม้าด้านหลังหอสุรา
โจวสุยอันเห็นซย่าเหอมาหาแล้วก็ดีใจอย่างยิ่ง นึกว่าฉู่หลินหลางระลึกถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาในวันวาน รู้สึกคิดถึงคะนึงหากันและกันเช่นเดียวกับตนเอง
จวบจนได้พบหน้ากันที่คอกม้า ฉู่หลินหลางจึงพูดเข้าเรื่องด้วยการไต่ถามว่าส่งยวนเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษายังขาดเงินอีกเท่าไร นางจะจ่ายแทนให้
โจวสุยอันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกหมิ่นศักดิ์ศรีครั้งใหญ่
“หากสกุลโจวของข้าไม่มีเงินจากคนทำการค้าเช่นเจ้าแล้วจะไม่มีปัญญาเลี้ยงดูบุตรหรือ ฉู่หลินหลาง นี่เจ้าจะเอาเงินทองมาหลู่เกียรติข้าใช่หรือไม่”
ฉู่หลินหลางไม่ประหลาดใจที่โจวสุยอันจะโมโหโกรธา เขายังคงกลัวเสียหน้าเช่นเดียวกับในกาลก่อน
นางเพียงพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “บุรุษกับสตรีอยู่ในสถานะต่างกัน การมองเรื่องต่างๆ ด้วยอคติก็ไม่เหมือนกัน ท่านเห็นว่าข้ากล่าวเช่นนี้เป็นการฉีกหน้าท่าน แต่ท่านต้องรู้ว่าข้าทำเช่นนี้ล้วนเพื่อยวนเอ๋อร์เด็กคนนั้น หาได้เกี่ยวข้องกับท่านไม่…เมื่อก่อนเพราะข้าเล่าเรียนมาน้อย ถูกท่านหัวเราะเยาะมามากเท่าไร หรือว่าท่านยังจะให้บุตรสาวของตนเองถูกสามีดูแคลนว่าความคิดอ่านตื้นเขินในวันหน้าเช่นกัน นางเล่าเรียนมาถึงขั้นนี้อย่างไม่ง่ายดาย เหตุใดต้องละทิ้งกลางคันเล่า”
โจวสุยอันเห็นท่าทางที่นางพูดตักเตือนระคนถากถางเขาอย่างไม่เร็วไม่ช้าก็ราวกับเวลาย้อนกลับไปก่อนหย่ากัน
ยามนั้นทุกครั้งที่นางพูดโน้มน้าวเขาล้วนมีสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงเช่นนี้ ทำให้ไม่อาจไม่หวนรำลึกถึง…
เขาคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็ทอดน้ำเสียงอ่อนลง “นับตั้งแต่เจ้าจากไป ยวนเอ๋อร์ก็คิดถึงเจ้าเสมอ หากเจ้ารักและสงสารนาง ตอนนั้นก็ไม่ควรหย่า…”
ฉู่หลินหลางไม่ปล่อยให้เขาพูดต่ออีก นางรีบยกมือขึ้นตัดบท “ข้ารักและสงสารยวนเอ๋อร์ แต่มิใช่เหตุผลที่ข้าจะให้ตนเองฝืนทนคับข้องหมองใจ นางกับข้าล้วนมิใช่บุตรสาวภรรยาเอก ภายภาคหน้าต้องพบกับความลำบากด้วยเรื่องศักดิ์ฐานะอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าถึงรู้สึกเหมือนคนหัวอกเดียวกัน บิดาข้าเป็นคนเช่นไรท่านก็รู้ดี หวังเพียงว่าใต้เท้าโจวอย่ากลายเป็นคนพาลที่ใจร้ายใจดำกับบุตรสาวแล้วไม่รู้สึกรู้สาเช่นเดียวกับเขา” นางพูดถึงตรงนี้แล้วก็ล้วงตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาวางบนราวรั้วคอกม้า “นี่เป็นเงินไม่มาก แต่เพียงพอเป็นค่าเล่าเรียนให้ยวนเอ๋อร์ได้สองปี แน่นอนว่าถ้านำไปจัดงานเลี้ยงร่ำสุราสรวลเสเฮฮากัน เงินก้อนนี้ก็มากพอจะให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้หลายครา ส่วนที่ว่าจะใช้สอยอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจใต้เท้าแล้ว…”
พอพูดจบนางก็หันกายจากไปพร้อมกับสาวใช้
สำหรับเรื่องของยวนเอ๋อร์นางคงช่วยเหลือได้มากที่สุดเพียงเท่านี้ ถึงอย่างไรโจวสุยอันต่างหากคือบิดาของยวนเอ๋อร์
* เหลียงตี้ คือตำแหน่งอนุภรรยาของรัชทายาท อยู่ในลำดับรองจากชายาเอก
* แม่ทัพเทียนเผิง เป็นแม่ทัพอยู่บนสวรรค์ มีหน้าที่ดูแลลำน้ำสวรรค์ ถูกลงโทษให้ลงมาจุติในท้องหมู กลายเป็นจูปาเจี้ย (ตือโป๊ยก่าย) ติดตามถังเซิง (พระถังซัมจั๋ง) ไปชมพูทวีป
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือน กันยายน 2569)