“กลับไปพักผ่อนสักหลายวันก่อน รอฟังข่าวจากข้า ข้าไม่ส่งล่ะ เชิญท่านตามสบาย”
สายลมบางเบาเจือกลิ่นหอมจางๆ โชยมาปะทะใบหน้าของเผยเซียวหยวนขณะนางเดินผ่านหน้าเขา
ลมหายใจของเขาสะดุดแล้วหันหน้าตามไป ได้แต่มองนางเดินไปถึงหน้าฉากบังลม กำลังจะลับสายตา
“องค์หญิง!” หัวใจของเผยเซียวหยวนพลันร้อนวาบ หลุดปากเรียกออกไปคำหนึ่ง
เยี่ยซวี่อวี่หยุดฝีเท้า เงาด้านหลังชะงักเล็กน้อย หันหน้าช้าๆ มาทางเขาแต่กลับไม่ได้เอ่ยถาม เพียงใช้สายตาสุกใสแวววาวดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงมองเขาเงียบๆ
“ไม่ว่าเรื่องใดท่านล้วนมอบให้ข้าได้ ข้าจะพยายามช่วยท่านวางแผนอย่างสุดความสามารถ แม้ร่างต้องแหลกสลายก็ไม่เสียดาย”
เผยเซียวหยวนมองดวงตาคู่นั้น พยายามกดข่มคลื่นอารมณ์ไร้สิ้นสุดที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรงในอกของตนอีกครั้งเอาไว้ ใช้น้ำเสียงที่ควบคุมจนเสียงแทบจะเปลี่ยนพูดออกมาทีละคำ
นางฟังแล้วยืนอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงเดินช้าๆ ไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ฉับพลันนั้นภายใต้สายตาร้อนผะผ่าวดุจเปลวไฟสองสายที่มองจ้องมาจากทางด้านหลัง นางก็หยุดฝีเท้าลงอีกครั้งแล้วหันหน้ากลับมา
“ท่านทำของหายไปอย่างหนึ่ง อยู่ที่ข้านี่ จะคืนให้ท่านก็แล้วกัน”
จู่ๆ นางก็เอ่ยคำพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่มีที่มาที่ไป จากนั้นก็ทิ้งคนที่งงงวยไว้ เดินพ้นฉากบังลมออกจากห้องเล็กไปแล้วเรียกหยางไจ้เอินมา ก่อนจะสั่งกำชับเสียงต่ำหลายประโยค
เผยเซียวหยวนเดินตามออกมา เห็นนางเดินเข้าไปยังตำหนักด้านในแล้วไม่ได้หันกลับมาอีก เงาร่างหายลับไปหลังม่านผืนนั้นอีกครั้ง
“เชิญราชบุตรเขยมากับผู้น้อย” หยางไจ้เอินกล่าวขึ้น จากนั้นก็เดินนำทางไปข้างหน้า
เผยเซียวหยวนเต็มไปด้วยความมึนงง เดินตามหยางไจ้เอินไป ระหว่างทางอดใจไม่อยู่ถามไปคำหนึ่งว่าของอะไร ขันทีฝ่ายในผู้นี้กลับไม่ยอมบอก เพียงยิ้มแล้วเอ่ยอย่างขอไปทีว่าไปถึงแล้วก็รู้เอง
เผยเซียวหยวนจึงเลิกถาม เดินตามอีกฝ่ายออกจากตำหนักบรรทม ผ่านระเบียงทางเดินผ่านกำแพงในวัง ค่อยๆ เข้าใกล้โรงเลี้ยงม้าในเขตวังหลวง
ในอุทยานหลวงมีคอกม้าเทียนหลง เลี้ยงม้าไว้จำนวนมาก เพื่อความสะดวกในการใช้สอยของฮ่องเต้จึงได้ทำโรงเลี้ยงม้าไว้ในวัง
เมื่อเผยเซียวหยวนรู้ถึงสถานที่ที่ตนมาก็พลันตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ ทว่าพริบตาถัดมาเขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ไม่กล้าเชื่อความคิดที่ผุดขึ้นมาเมื่อครู่ของตน
เขาหยุดอยู่หน้าโรงเลี้ยงม้า หยางไจ้เอินก็ไม่ปิดบังอีก ยิ้มบอกว่า “ขอแสดงความยินดีกับราชบุตรเขย เป็นเรื่องดียิ่งเรื่องหนึ่ง! จินอูจุยเป็นม้าแสนรู้อย่างแท้จริง ไม่ได้พลัดหลงไปที่ใด มันถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างใน เมื่อครู่ที่ผู้น้อยไม่พูดเพราะอยากให้ราชบุตรเขยตื่นเต้นดีใจ เชิญราชบุตรเขยตามผู้น้อยมา”
เผยเซียวหยวนหัวใจเต้นเร็วขึ้น ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง สาวเท้าเร็วๆ เข้าไปข้างใน เมื่อไปถึงคอกม้าที่เก็บกวาดไว้สะอาดสะอ้านคอกหนึ่ง มองไปแต่ไกลก็เห็นเงาร่างม้าฝีเท้าดีที่เขาคุ้นเคยตัวหนึ่ง เขาจึงพุ่งไปที่หน้าคอกม้าทันที
ยังไม่ทันได้เปิดประตูคอก เขาก็ใช้มือหนึ่งยันบนไม้กั้นคอก โผร่างกระโดดสองเท้าข้ามไปอยู่บนกองหญ้าแห้งที่ส่งกลิ่นหอมในคอกม้าแล้ว
“จินอูจุย!” เขาเรียกออกมาคำหนึ่ง พุ่งเข้าไปกางแขนโอบคอม้า
จินอูจุยก็จำเจ้านายที่แยกจากกันไปหลายเดือนได้ทันที ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
ในที่สุดหยางไจ้เอินกับขุนนางผู้ดูแลอุทยานหลวงแห่งนี้ก็กระหืดกระหอบเร่งรุดมาถึง ครั้นเห็นสภาพการณ์แล้วใบหน้าก็เผยรอยยิ้ม บอกว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อนจู่ๆ จินอูจุยก็มาปรากฏตัวในทุ่งกว้างนอกคอกม้าเทียนหลง มีคนพบเห็นเข้า ตอนนั้นมันทั้งผอมทั้งสกปรก เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากการขูดขีด เกือกม้าก็หายไปข้างหนึ่ง ระแวดระวังตัวยิ่ง พอเห็นคนก็วิ่งหนีไปไกล หลังจากคนที่นั่นจำได้ก็ตื่นตระหนกอย่างมาก ไม่รู้เหตุใดม้าประจำตัวราชบุตรเขยจึงกลับจากเหอซีมาถึงฉางอันตามลำพัง ดูจากท่าทางแล้วระหว่างทางน่าจะได้รับความลำบากมาไม่น้อย ติดที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้ จึงรีบรายงานด่วนถึงองค์หญิง องค์หญิงทราบข่าวก็รีบมาด้วยตนเอง ร้องเรียกติดกันไปหลายคำ มันน่าจะจำนางได้จึงได้หยุดวิ่งหนีและตามองค์หญิงกลับวัง จากนั้นองค์หญิงก็มอบหมายคนมารักษาบาดแผลให้มันโดยเฉพาะ เลี้ยงดูบำรุงรักษาเป็นอย่างดี