หลังพวกเขาสองคนจากไปแล้ว เผยเซียวหยวนก็จูงจินอูจุยออกจากวังหลวง เดินอยู่บนเส้นทางที่จะกลับไปคฤหาสน์หย่งหนิง ทว่าความปีติยินดีที่ม้าที่รักหายไปแล้วได้กลับคืนมาก็ไม่อาจลบล้างเงามืดที่แผ่ปกคลุมในหัวใจเขาที่เกิดขึ้นมาหลังจากนั้นได้
จิตใจของเขาหงอยเหงาเศร้าซึมลงทุกที ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความรู้สึกไม่อาจยอมรับได้ผุดขึ้นมารำไรอีกด้วย
เขาไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ถ้าจะให้กลับไปอย่างเลอะเลือนเช่นนี้ ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เผยเซียวหยวนหยุดฝีเท้า ครั้นเบื้องหน้าปรากฏภาพเมื่อคืนที่เขาเห็นนางกับหลันไท่อยู่ด้วยกันผุดขึ้นมา หัวใจก็พลันบีบรัดอีกครั้ง
เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนนั้นดียิ่ง พวกเขาดูแล้วยิ่งคล้ายสหายที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการกับขุนนางธรรมดาทั่วไป
เขาจำเป็นต้องกลับไป
ถึงแม้จะดึกแล้ว แต่ต่อให้ต้องรบกวนนาง เขาก็ต้องหาความกระจ่างของเรื่องนี้ให้ได้
เผยเซียวหยวนไม่ลังเลอีก หมุนตัวกลับไปยังประตูวังที่เขาออกมาเมื่อครู่ ฝากจินอูจุยไว้กับทหารรักษาการณ์ชั่วคราว จากนั้นเขาก็สาวเท้าเร็วๆ ไปยังตำหนักบรรทมของนาง
ตอนเขากลับมาถึง ทั้งตำหนักบรรทมเงียบสงัด ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ช่วงนิทรา มีเพียงต้นซู่ซินไม่กี่พุ่มที่ปลูกอยู่ริมทางเดินในตำหนักที่ยังไม่หลับใหล ดอกสีเหลืองอ่อนบอบบางบนกิ่งผลิบานเบียดเสียดกัน ส่งกลิ่นหอมเย็นสดชื่นบางเบา กลิ่นหอมซึมซาบเข้าไปในหัวใจคนยิ่งกว่าเมื่อตอนกลางวัน ทว่าเผยเซียวหยวนไม่มีแก่ใจจะชื่นชมความงามหยาดเยิ้มยามราตรีนี้ เดินผ่านไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว ชายเสื้อเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้ทำให้กลีบดอกหลายพุ่มร่วงหล่นลงพื้นไปตามจังหวะก้าวโดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
โคมชาววังหลายดวงแกว่งไปมาเบาๆ ในสายลมยามราตรี บนระเบียงทางเดินนอกตำหนักบรรทมมีขันทีฝ่ายในยืนอยู่หลายคน พอเห็นราชบุตรเขยที่จากไปแล้วกลับมาอีกก็รีบเข้ามาต้อนรับและกล่าวเสียงต่ำ
“องค์หญิงน่าจะบรรทมแล้วขอรับ”
พวกเขาดูแล้วไม่มีเจตนาจะขัดขวาง เพียงแจ้งให้ทราบ ความจริงอยู่ต่อหน้านาง เขาไม่ใช่อะไรทั้งนั้น แต่ในสายตาคนอื่นเขายังคงเป็นราชบุตรเขยอยู่
เผยเซียวหยวนก้าวขึ้นบันไดตำหนักเงียบๆ เข้าไปในสถานที่ที่เขาเคยมาในคืนนี้ ประตูตำหนักบรรทมของนางปิดลงดาลไปแล้ว เขาเคาะประตู เรียกจู๋เอ๋อร์ที่อยู่เวรกลางคืนออกมา จู๋เอ๋อร์ขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ เมื่อเห็นชัดว่าที่นอกประตูเป็นราชบุตรเขยก็อดประหลาดใจอีกครั้งไม่ได้
“ช่วยไปบอกองค์หญิงสักคำ ข้ายังมีธุระ ต้องการพบนาง” เขากล่าว
จู๋เอ๋อร์พยักหน้าอย่างเลอะๆ เลือนๆ รีบเข้าไปข้างใน ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ออกมาบอกว่า “องค์หญิงตรัสว่าให้ราชบุตรเขยเข้าไปเองเจ้าค่ะ”
เขาเดินเข้าไปข้างใน ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูด้านใน
มีแสงโคมไฟเงียบสงบส่องลอดออกมาจากด้านในห้อง เขายกมือขึ้นลองผลักประตูเบาๆ
ประตูไม่ได้ลงดาล
เขาค่อยๆ ผลักประตูเปิด ผ่อนฝีเท้าให้เบาลงแล้วเดินเข้าไปช้าๆ
เสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนอยู่บนเตียงหลังเล็ก กำลังหลับสบาย บนพื้นหน้าเตียงมีรองเท้าแตะนุ่มหัวรองเท้าเย็บซ้อนเป็นรูปก้อนเมฆคู่หนึ่งวางอยู่ เยี่ยซวี่อวี่นั่งเอนพิงหัวเตียง เส้นผมยุ่งเล็กน้อย ปล่อยสยายลงมาที่หน้าอกดุจเมฆดำ ร่างคลุมผ้าห่มไหมไว้ลวกๆ มองดูชายหนุ่มที่เดินเข้ามาเงียบๆ
เผยเซียวหยวนหยุดอยู่ตรงกลางห้องห่างจากนางราวเจ็ดแปดฉื่อ
“มีเรื่องอันใดหรือ” นางถามเสียงเบา น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเกียจคร้าน คล้ายถูกเขาปลุกขึ้นมาจากการหลับฝันและคร้านจะลุกขึ้น จึงได้ปล่อยให้เขาเข้ามาในสถานที่ส่วนตัวของนางเช่นนี้
ภาพที่เคยปรากฏในความฝันของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนกลางดึกในค่ายทหารอันหนาวเหน็บที่นอกด่านถึงกับกลายเป็นความจริงแล้ว
เผยเซียวหยวนหลุบตา ตั้งสติ
“ของในถุงที่ติดมากับจินอูจุย…อยู่ที่ท่านหรือไม่”
ในที่สุดเขาก็ถามคำถามนี้ออกมาด้วยความยากลำบากอยู่หลายส่วน
เยี่ยซวี่อวี่ไม่ตอบ ดวงตาคู่นั้นจับอยู่ที่ใบหน้าของเขา มองอย่างสำรวจตรวจตรา