ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 3-4
“ข้าสนใจอยากจะรู้บางอย่าง เรื่องพวกนี้เจ้าห้ามบอกคนอื่น ออกจากประตูบานนี้ไปแล้วห้ามเอ่ยถึงกับใครทั้งสิ้น แม้แต่ท่านพ่อกับพี่รองก็ไม่ได้ รู้หรือไม่”
หาได้ยากที่หมิงหวาฉังจะเข้มงวดเพียงนี้ หรูอี้ถูกทำให้ตกใจจึงรีบรับคำทันที
หมิงหวาฉังถามความจบก็ให้หรูอี้ออกไป นางนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง มองดูเปลวเทียนที่ไหวระริก จากนั้นก็บังเกิดความรู้สึกเลื่อนลอย
นางคือหมิงหวาฉัง แต่กลับไม่ใช่หมิงหวาฉังแห่งจวนเจิ้นกั๋วกง รอปีหน้าคุณหนูตัวจริงหวนคืนมา นางจะหันหน้าไปทางใดดีเล่า
ฉวยโอกาสรีบหาบุรุษที่ดีออกเรือนไปเสียในปีนี้ดีหรือไม่
ความคิดนี้ผุดขึ้นในสมองเพียงชั่วพริบตานางก็ปฏิเสธแล้ว การเกี่ยวดองระหว่างตระกูลขุนนางชนชั้นสูงใช่มุ่งหมายมาที่ตัวเจ้าสาวจริงๆ หรือไร สิ่งที่พวกเขาอยากจะแต่งด้วยก็แค่หุ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของทรัพย์สินและการเกี่ยวดองเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวฝ่ายหญิงเท่านั้น ตัวเจ้าสาวกลับเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญที่สุด แม้กระทั่งบิดาที่เคยมองนางดุจอัญมณีล้ำค่า พอรู้ฐานะที่แท้จริงของนางแล้วก็ยังทอดทิ้งนางได้ เหตุใดถึงคิดว่าบุรุษอื่นที่เพิ่งรู้จักกันจะไม่ทิ้งขว้างนางเล่า
รั้งอยู่สกุลหมิงต่อหรือ ข้อนี้ถูกหมิงหวาฉังขีดทิ้งไปแต่แรก นางไม่อยากอยู่ให้ถูกสังหารตายโดยไม่รู้ตัว
หรือบางทีควรกลับสกุลซูครอบครัวที่แท้จริงของข้า หมิงหวาฉังก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีอะไร มีท่านย่าที่มุ่งหวังทรัพย์สินเสียจนเอาหลานสาวแท้ๆ ไปสลับกับคุณหนูจวนกั๋วกงได้ ครอบครัวเช่นนี้จะเป็นคนดีได้หรือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าซูหมัวมัวยังมีหลานชายที่โดดเด่นมากอยู่อีกคนหนึ่ง ถึงขั้นทุ่มกำลังทั้งครอบครัวสนับสนุนให้เขาเล่าเรียน ขืนนางกลับไป ใครจะรู้ว่านางจะถูกขายทิ้งหรือไม่
รั้งอยู่จวนเจิ้นกั๋วกงไม่ได้ กลับสกุลซูก็ไม่ได้อีก เช่นนั้นนางก็ได้แต่หาทางเป็นเจ้าบ้านเสียเองแล้ว ทว่าการพึ่งพาตนเองไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ซื้อเรือนหนึ่งหลัง นางเป็นสตรี คิดจะอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีบิดา พี่ชาย และสามีก็จำต้องเป็นเจ้าบ้านหญิง ทว่าการจดทะเบียนเป็นเจ้าบ้านหญิงมีเงื่อนไขเข้มงวดหลายอย่าง ใช่ว่าคิดจะทำกันได้ง่ายๆ
ต่อให้นางหาลู่ทางจดทะเบียนกับทางการได้สำเร็จ แต่คนไร้ประโยชน์ที่ไม่แตกฉานการดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพเลยสักอย่างเช่นนางนี้ วันข้างหน้าจะยังชีพได้อย่างไรกันเล่า
หมิงหวาฉังนึกถึงอนาคตที่มืดมนก็ถอนหายใจยาวให้กับตนเอง ครั้นพบว่านมเปรี้ยวผสมเนื้อส้มที่ถืออยู่ในมือใกล้จะเย็นชืดจึงยกดื่มจนหมดในคราเดียว
ฟ้าใหญ่ดินใหญ่ กินนอนยังคงใหญ่ที่สุด โชคดีเหลือแสนยังมีเวลาถึงปีหน้า นางค่อยๆ คิดอ่านได้ เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คืองานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงซึ่งกำลังจะมาถึงต่างหาก
หมิงหวาฉังเอาใบรายการสิ่งของออกมา จดเพิ่มอย่างจริงจังว่านางจะพกของกินอะไรไปด้วยบ้าง ขนมดอกเหมยที่เขตเมืองทางทิศใต้ซื้อได้ยากมากจริงๆ นางจะต้องรีบสั่งให้จิ้นเป่าไปเตรียมแล้ว
ชั่วพริบตาวันที่สิบสี่เดือนหนึ่งก็มาถึง เมืองลั่วหยางจะยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกบ้านเรือนยามวิกาลเป็นเวลาสามวัน ภายในช่วงนี้ทั่วแคว้นรื่นเริงได้เต็มที่ ไม่มีข้อห้ามใดๆ บนตำหนักเทวาหมื่นลักษณ์แขวนโคมแดงสูงเด่น ถนนใหญ่ตรอกเล็กล้วนตกแต่งไปด้วยโคมไฟเทศกาล แม้แต่พระพุทธรูปใบหน้าการุณย์ทว่าเย็นชานั้นยังคล้ายถูกฉาบด้วยอารมณ์ที่อบอุ่นของผู้คน มีราษฎรจากเมืองและอำเภอโดยรอบหอบบุตรหลานเตรียมมาชมงานโคมไฟของเมืองลั่วหยาง ขณะเดียวกันกลับมีม้าล้ำค่ารถม้าวิจิตรจำนวนมากมุ่งหน้าออกนอกเมืองสวนกระแสผู้คน
องค์หญิงไท่ผิงจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงบนภูเขาหมังซาน เชื้อเชิญผู้มีความสามารถทั่วเมืองหลวงไปชมโคมไฟย่ำหิมะบนภูเขา นับตั้งแต่ฮ่องเต้หญิงปกครองบ้านเมืองมา คตินิยมที่ว่า ‘ไร้ความสามารถคือจรรยาสตรี’ ก็กลายเป็นคำเสียดสี ยามนี้ไม่เพียงมีฮ่องเต้หญิงปกครองใต้หล้า ยังมีกลุ่มขุนนางหญิงซึ่งมีซั่งกวนหวั่นเอ๋อร์เป็นตัวแทนเข้าร่วมการปกครอง การเป็นฮ่องเต้และขุนนางไม่ใช่สิทธิ์เฉพาะของบุรุษอีกต่อไป มีสตรีก้าวออกจากห้องหอมามีส่วนร่วมในขอบเขตที่เคยมีแต่บุรุษมากขึ้นเรื่อยๆ งานเลี้ยงขององค์หญิงไท่ผิงคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่เพียงเชิญบุรุษตระกูลขุนนางที่เก่งกาจ แต่ยังเชิญสตรีชนชั้นสูงที่เปี่ยมความสามารถมาจำนวนมาก
ชั่วขณะนี้ภูเขาหมังซานมีแต่ยอดอาชากับรถม้างามหรู กลิ่นเครื่องหอมอบอวลทั่วถนน เดิมทีหมิงหวาฉังยังกังวลว่าเส้นทางขึ้นเขาสัญจรยาก นึกไม่ถึงว่าหิมะที่สะสมอยู่ล้วนถูกล้อรถม้าไม่ขาดสายบดจนราบเรียบแล้ว นางนับว่าไปถึงยอดเขาได้ราบรื่นทีเดียว ครั้นนางลงจากรถม้าก็ถูกภาพตรงหน้าสะกดสายตาไว้
อาภรณ์งามระยับ ทองหยกเต็มไปทั่วบริเวณ เกรงว่าผู้มีอำนาจวาสนาทั่วเมืองลั่วหยางคงมาอยู่ที่นี่กันหมดกระมัง หมิงหวาฉังเป็นปลาเค็มมาสิบหกปี เพิ่งเห็นงานเลี้ยงใหญ่เพียงนี้เป็นครั้งแรก จึงมองหาหมิงหวาจางทันที
“พี่รอง”
หมิงหวาจางจูงม้าพูดคุยบางอย่างอยู่กับคนที่หน้าประตู ครั้นเห็นหมิงหวาฉังมองมาก็วางเชือกบังเหียนใส่มือผู้ติดตาม สั่งการอย่างกระชับ
“เจ้าจูงม้าไปเข้าคอก อย่าให้กินหญ้าของพวกเขา ใช้หญ้าของพวกเรา เจ้าไปจับตาดูด้วยตนเอง ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด”
ผู้ติดตามขานรับแล้วจูงม้าจากไป หมิงหวาจางเดินมาทางหมิงหวาฉังแล้วไถ่ถาม “ระยะเวลาขึ้นเขานานกว่าที่คาด เจ้าไม่สบายที่ใดหรือไม่”
หมิงหวาฉังส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร บนรถม้ามีให้กินให้ดื่ม จะไม่สบายที่ใดได้ ว่าแต่พี่รองเถิด ขี่ม้าตลอดทาง ไม่ได้ถูกไอเย็นเล่นงานกระมัง”
ยังมีแก่ใจกินดื่ม ดูท่าจะสบายหายห่วง หมิงหวาจางกล่าว “ระยะทางเท่านี้สำหรับข้าไม่นับเป็นอะไร ในเมื่อเจ้าไม่เป็นไร ข้าก็จะส่งเจ้าไปที่พักก่อน”
หมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกำลังจะออกเดิน เสียงกังวานกลั้วหัวเราะของคนผู้หนึ่งก็พลันดังมาจากด้านหลัง
“จิ่งจัน”
หมิงหวาฉังไม่ทันสังเกตว่าพี่ชายเลิกคิ้วเผยสีหน้าจนใจ นางหันไปตามเสียงก็เห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นสนหิมะ คนในชุดสีเขียวครามดูสูงโปร่งลุ่มลึก มองหมิงหวาฉังพลางยักคิ้วเผยรอยยิ้ม สีหน้าไม่เคร่งครัดทำตามใจชอบ
“จิ่งจัน นี่คือน้องหญิงรองกระมัง”
* เลือกบีบมะพลับนิ่ม เปรียบเปรยถึงการเลือกรังแกผู้ที่ข่มเหงได้ง่าย หรือเลือกทำในสิ่งที่จัดการได้ง่าย
** กระสอบหญ้าฟาง เปรียบเปรยถึงคนสมองขี้เลื่อย ไม่เป็นโล้เป็นพาย หรือไร้ความรู้ความสามารถ
* ชื่อของหมิงอวี๋ (妤) กับหมิงซั่ว (妁) ล้วนมีตัวอักษร ‘หนี่ว์’ (女) ซึ่งแปลว่าสตรีเป็นส่วนประกอบ
** คัมภีร์ซือจิง คือคัมภีร์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของจีน เป็นหนึ่งในห้าคัมภีร์ (อู่จิง) อันเป็นหนังสือสำคัญของสำนักข่งจื่อ (ขงจื๊อ)
*** เป็นท่อนหนึ่งจากบทกลอน ‘บุปผาบานตระการ’ (ฉังฉังเจ่อหวา) ในคัมภีร์ซือจิง เนื้อความท่อนนี้ชมว่านอกจากจะตระการเรืองรองดั่งบุปผา ยังได้รับการอบรมให้เป็นคนดีมีความสามารถ
* แสงจันทร์ขาว หมายถึงคนหรือเรื่องราวที่ประทับอยู่ในใจ ทว่าทำได้แค่มอง ไม่อาจสัมผัสไม่อาจอยู่ร่วม
* จื่อเถิง คือต้นวิสทีเรีย (Wisteria) เป็นไม้เถาผลัดใบตระกูลถั่ว ออกดอกเป็นพวงระย้าสีม่วง มีกลิ่นหอมมาก
** มวยผมทรงหยวนเป่า คือทรงผมที่รวบเป็นมวยสูงอยู่บนศีรษะลักษณะคล้ายหยวนเป่า ซึ่งเป็นทองก้อนหรือเงินก้อนที่หลอมเป็นทรงคล้ายอานม้า ปลายสองด้านโค้งมนเชิดขึ้น ตรงกลางบุ๋มลง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ก.ค. 69
Comments



