ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 3-4
หมิงหวาฉังแทบจะวิ่งกลับไปที่เรือนตนเอง หลังจากเข้าห้องนางก็ถือเตาอุ่นไว้ในอ้อมอก กินขนมไปหนึ่งจาน ดื่มน้ำขิงไปครึ่งถ้วย ในที่สุดค่อยรู้สึกว่าตนเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
นางสวมกระโปรงยาวสีแดงแกมเงิน เสื้อตัวบนสีขาว คอเสื้อเย็บขอบด้วยขนสัตว์ ร่างเอียงล้มไม่เป็นท่าบนหมอนอิง เมื่ออยู่ท่ามกลางกลิ่นจื่อเถิง* ที่อบอุ่นก็ทำให้นางหาวอย่างง่วงงุน
หากเป็นเมื่อก่อนนางคงจะกลับขึ้นเตียงไปนอนชดเชยแล้ว ทว่าวันนี้ยังมีงานสำคัญ นางจึงฝืนทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า เอ่ยเรียกด้วยเสียงที่ดังขึ้น
“หรูอี้”
สาวใช้ที่เกล้ามวยผมทรงหยวนเป่า** นางหนึ่งขานรับ วิ่งอย่างฉับไวมาถึงข้างกายหมิงหวาฉังแล้วเอ่ยเสียงหวานใส
“คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ”
สาวใช้สี่คนข้างกายหมิงหวาฉังมีชื่อว่าเจาไฉ จิ้นเป่า จี๋เสียง และหรูอี้ ปกติเจาไฉจะดูแลเสื้อผ้าเครื่องประดับของนาง และคอยติดตามนางออกไปข้างนอก จิ้นเป่าเก่งการครัวรสมือดี รับผิดชอบเรื่องกินดื่ม บางครั้งนางจะให้จิ้นเป่าเปิดครัวเล็กหรือออกไปซื้อของว่างตามที่นางนึกอยากกิน จี๋เสียงสุขุมรอบคอบ ดูแลเครื่องใช้และเรื่องความสะอาดทั้งในเรือนและในลานเรือน หรูอี้หัวไวประสานงานเก่ง มีหน้าที่ช่วยนางสืบข่าว วิ่งเต้นสานสัมพันธ์
หมิงหวาฉังกระดิกนิ้วมือ เห็นหรูอี้รู้ใจเข้ามาใกล้ก็สั่งการเสียงเบา “เจ้าออกไปถามบ่าวหญิงที่มีอายุดูว่าใครรู้จักหมัวมัวสกุลซูบ้างหรือไม่ นางเป็นแม่นมของท่านแม่ข้า เมื่อก่อนรับใช้อยู่เรือนหลัก”
ในฝันบอกเหตุนั้นเจิ้นกั๋วกงพูดอย่างชัดเจนหนักแน่นว่าหมิงหวาฉังเป็นตัวปลอม ซูอวี่จี้ต่างหากที่เป็นบุตรสาวที่แท้จริงของเขา บิดาพูดอย่างเด็ดขาดถึงเพียงนั้น หมิงหวาฉังจึงไม่สงสัยในจุดนี้ว่าจริงหรือเท็จ ทว่านับตั้งแต่จำความได้นางกลับไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงซูหมัวมัวผู้นี้มาก่อน
มิหนำซ้ำในวันที่ความจริงถูกเปิดเผยก็มีเพียงซูอวี่จี้มาแสดงหลักฐานที่จวน เจิ้นกั๋วกงยอมรับทันทีที่ตรวจสอบเสร็จ ไม่ได้ตามหาตัวการอย่างซูหมัวมัวมายืนยันแต่อย่างใด แม่นมที่มีความสามารถสับเปลี่ยนคุณหนูจวนกั๋วกงได้ควรมีฐานะสูงในเรือนชั้นในจึงจะถูก เหตุใดหมิงหวาฉังไม่มีภาพจำของคนผู้นี้แม้แต่น้อย
พอได้รับคำสั่ง หรูอี้ก็ออกไปทันที
สมกับเป็นคนช่างเจรจา ใช้เวลาเพียงถึงยามบ่ายหรูอี้ก็สืบได้กระจ่างแล้ว
ใต้แสงโคมไฟ หมิงหวาฉังดื่มนมเปรี้ยวผสมเนื้อส้มพลางฟังหรูอี้ “…คนที่คุณหนูให้ถามถึงนั้นเป็นคนเก่าแก่มาก บ่าววิ่งถามตลอดทั้งบ่าย ถามไปสิบกว่าคนค่อยพบคนที่เคยได้ยินชื่อซูหมัวมัวเสียที แต่นางก็ไม่คุ้นเคยกับซูหมัวมัว รู้เพียงว่าซูหมัวมัวเคยเป็นแม่นมที่ฮูหยินไว้ใจที่สุด ติดตามฮูหยินออกจากเมืองไท่หยวนมาจวนกั๋วกงซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่เมืองฉางอัน ซูหมัวมัวรับใช้ใกล้ชิดฮูหยิน บุตรชายกับสะใภ้ของนางก็ช่วยฮูหยินดูแลร้านค้าในเมืองฉางอัน มีหน้ามีตาอย่างยิ่ง เมื่อสิบหกปีก่อนนางเกษียณกลับบ้านเกิดแล้วก็ไม่เคยปรากฏตัวอีก”
สิบหกปีก่อน? นั่นไม่ใช่ปีที่ข้าเกิดพอดีหรือ หมิงหวาฉังรีบถาม “เหตุใดนางถึงเกษียณกลับบ้านเกิดเล่า”
“ไม่ทราบแน่ชัดเจ้าค่ะ ดูเหมือนนางมีหลานชายที่ฉลาดเรียนเก่งอยู่คนหนึ่ง ที่ผ่านมาฝากญาติช่วยเลี้ยง แต่เมื่อหลานชายค่อยๆ โตขึ้น นางรู้สึกว่าครอบครัวแยกกันอยู่ไม่เหมาะสม จึงพาบุตรชายกับสะใภ้กลับบ้านเกิด ตั้งอกตั้งใจดูแลหลานชายเล่าเรียน”
หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว ไม่อาจยอมรับเหตุผลนี้ได้ เกษียณกลับบ้านเกิดไปใช้เวลาอยู่กับหลานชาย ฟังดูคล้ายน่าเชื่อถือ ทว่าซูหมัวมัวไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือเสียหน่อย นางกลับบ้านเกิดไปจะสอนอันใดหลานชายได้ ยึดตามความคิดของคนทั่วไป รับหลานชายมาอยู่พร้อมหน้ากันที่เมืองฉางอันจะไม่เหมาะสมกว่าหรือ
ยิ่งไปกว่านั้นหวังอวี๋หลันเสียชีวิตหลังคลอด ร้านค้าที่นาที่เป็นสินเดิมเจ้าสาวไม่มีคนจัดการ ทารกน้อยสองคนก็ร้องไห้รอป้อนนมอยู่ เวลาเช่นนี้ซูหมัวมัวในฐานะแม่นมของหวังอวี๋หลันควรรั้งอยู่จวนกับผู้เป็นนายช่วยดูแลนายน้อยกับนายหญิงน้อยและให้บุตรชายกับสะใภ้ของตนดูแลร้านค้าที่นาของผู้เป็นนายต่อไปไม่ใช่หรือ ก่อนที่นายน้อยทั้งสองจะเติบใหญ่ ลำพังแค่จัดการสินเดิมเจ้าสาวเหล่านี้ก็สามารถได้เงินทองก้อนโต ซูหมัวมัวขอเกษียณกลับบ้านเกิดไปในช่วงเวลาเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับวิสัยของคนที่มุ่งหาผลประโยชน์จริงๆ
หมิงหวาฉังถามอีก “ใครเป็นคนอนุญาตให้ซูหมัวมัวไปจากจวนกั๋วกง”
หรูอี้ขมวดคิ้วพยายามทบทวน ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจว่า “น่าจะเป็นท่านกั๋วกงนะเจ้าคะ ตอนนั้นจวนกั๋วกงยังอยู่ที่เมืองฉางอัน ฮูหยินตั้งครรภ์คุณชายรองกับคุณหนู แต่สภาพครรภ์ไม่สู้ดี กอปรกับสถานการณ์ในตัวเมืองฉางอันไม่ค่อยสงบ มีการค้นหาผู้คิดกบฏไม่เว้นแต่ละวัน ท่านกั๋วกงเกรงว่าฮูหยินจะตกใจ จึงให้ส่งฮูหยินไปบำรุงครรภ์ที่เรือนพักของสกุลหมิงบนภูเขาจงหนาน ฮูหยินคลอดคุณชายรองกับคุณหนูที่เรือนพักแห่งนั้นเอง น่าเสียดายที่ฮูหยินไม่อาจผ่านพ้น เพิ่งคลอดฝาแฝดหงส์มังกรก็ด่วนจากไป ต่อมาท่านกั๋วกงก็พาคุณชายรองกับคุณหนูกลับมาที่จวน ดูเหมือนตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่เห็นซูหมัวมัวแล้ว น่าจะเป็นท่านกั๋วกงที่ให้นางไป”
หมิงหวาฉังไม่รู้ว่าปีที่นางเกิดมีเรื่องมากมายเช่นนี้ นางครุ่นคิดไม่พูดไม่จา ไม่นานนักการคาดเดาหนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
สิ่งที่ทำให้คนเราต้านทานแรงเย้ายวนของผลประโยชน์ได้ก็มีแต่ผลประโยชน์ที่มากยิ่งกว่า เป็นเพราะหวังอวี๋หลันคลอดอยู่นอกเมือง เรือนพักบนภูเขามีกฎระเบียบน้อยกว่าจวนกั๋วกง ด้วยเหตุนี้จึงมอบโอกาสให้ซูหมัวมัวได้ฉกฉวย ลอบสลับตัวทารกหญิงสองคน จากนั้นก็ร้อนตัวฉวยจังหวะที่หวังอวี๋หลันเสียชีวิตและเจิ้นกั๋วกงยังไม่รู้ความจริงอ้างว่าขอเกษียณกลับบ้านเกิดเพื่อจะหลบหนีใช่หรือไม่
เป็นไปได้อย่างยิ่ง กระนั้นหมิงหวาฉังกลับรู้สึกอยู่ตลอดว่านางมองข้ามอะไรบางอย่างไป จึงถามอีก “ตอนนั้นคนที่ติดตามท่านแม่ข้าไปรอคลอดบนภูเขาจงหนานยังมีใครอีก”
หรูอี้ส่ายหน้า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
นี่เป็นเรื่องเมื่อสิบหกปีก่อน สิบสองปีก่อนหรูอี้เพิ่งเข้าจวน นางจะรู้เรื่องที่เกิดตั้งแต่รัชศกหย่งฮุยของเกาจงฮ่องเต้ได้อย่างไรกัน หมิงหวาฉังจึงกล่าวขึ้น
“เจ้าจงสืบหาต่อ ดูว่าใครที่ไปเรือนพักแห่งนั้นเป็นเพื่อนท่านแม่ข้าอีก หาพบแล้วก็อย่าพูดออกไป มารายงานข้าก่อนค่อยลอบพาคนเหล่านั้นมา”
หรูอี้ตอบรับ เว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนถามอย่างระมัดระวัง “คุณหนู ท่านสืบเรื่องนี้ไปเพื่ออันใดเจ้าคะ”
แน่นอนว่าเพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของข้าอย่างไรเล่า หากไม่ใช่เพราะชีวิตถูกคุกคามโดยคนที่ไม่รู้ชื่อ ใครจะยินดีสืบเรื่องเก่านานปีพวกนี้กัน หมิงหวาฉังระบายลมหายใจคราหนึ่งก่อนตอบ
Comments



