everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 2.1-2.2 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 2.1
วันแห่งหายนะ
ณ ย่านชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในกรุงโซล ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวยามค่ำคืน เด็กหนุ่มสวมเครื่องแบบนักเรียนเดินเข้ามาในตรอกคับแคบ บันไดลาดชันไม่อาจแยกแยะความสูงของแต่ละขั้นได้เพราะไฟถนนส่องเข้ามาไม่ถึง สำหรับเด็กหนุ่มที่สัญจรผ่านเส้นทางเดิมนี้มาตลอดสิบปีถือเป็นเรื่องคุ้นเคย แน่นอนว่าแค่ ‘คุ้นเคย’ แต่ไม่ได้แปลว่า ‘ผูกพัน’ โลกนี้คงไม่มีใครชื่นชอบตรอกคับแคบที่เต็มไปด้วยคราบเสมหะ ก้นบุหรี่ และซากขวดเหล้าแบบนี้อยู่แล้ว ต่อให้มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป ลำพังแค่ความทรงจำนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาเหยียบที่นี่ก็ทำให้เขาเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในย่านนี้ได้แล้ว
เมื่อเดินผ่านตรอกซอกคดเคี้ยวจนมาถึงหน้าประตูรั้วเหล็กเก่า เด็กหนุ่มก็มองเห็นใบแจ้งหนี้ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นก่อนขมวดคิ้วมุ่น ปกติเขามักเสียบใบแจ้งหนี้ไว้ระหว่างซอกประตูทุกครั้งเวลาออกจากบ้าน การที่มันหล่นอยู่บนพื้นเช่นนี้ย่อมหมายความว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน เขาเหยียบใบแจ้งหนี้บนพื้นก่อนจะเปิดประตูและก้าวเข้าไป ด้านในมีประตูบานเลื่อนแตกร้าวที่ใช้เทปกาวยึดกระจกเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อไม่เห็นแสงไฟส่องสว่างลอดผ่านช่องว่างของประตูออกมาย่อมแสดงว่าแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้นคงออกจากบ้านไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเมาแล้วหลับอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเขาก็ไม่นึกอยากเผชิญหน้ากับแขกไม่ได้รับเชิญหน้าไหนทั้งนั้น เด็กหนุ่มโล่งใจเล็กน้อยพลางเลื่อนเปิดประตู
ชามข้าวลอยหวือตัดผ่านความมืดพุ่งเข้ามา เด็กหนุ่มหลบไม่พ้น เขาหรี่ตามองไปรอบบ้านก่อนเห็นรางๆ ว่ามีชายวัยกลางคนกำลังดื่มเหล้าอยู่ในครัว เด็กหนุ่มเผยยิ้มต้อนรับ
“มาแล้วสินะครับ”
เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มทักทายตนอย่างสงบเสงี่ยม ชายวัยกลางคนก็ผงะไปก่อนแค่นเสียงพร้อมกำแก้วโซจู* แน่น ดูแล้วคงตั้งใจจะขว้างแก้วโซจูมากกว่า
“…คราวนี้แกกะจะไปทำลายชีวิตใครเขาอีกล่ะ”
น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นฝังลึก ครั้งหนึ่งสายตาที่มองมาเคยมีสิ่งที่เรียกว่าความรักหรืออะไรสักอย่างเจืออยู่บ้าง แต่ตอนนี้มันกลับถูกกลบด้วยความรู้สึกที่มืดมนอย่างความเกลียด ความโกรธ ความหวาดกลัว ความขยะแขยง และความสิ้นหวัง เด็กหนุ่มสบตาเขาตรงๆ โดยไม่หลบเลี่ยงพลางเดินไปยังห้องตัวเอง
“แกตั้งใจจะไปทำลายชีวิตใครเขาอีก!”
ชายวัยกลางคนขว้างกล่องสีเทาใส่เด็กหนุ่มที่กำลังจะเปิดประตูเข้าห้อง แต่แล้วตัวฝากลับแยกออกจากตัวกล่อง ทำให้รูปถ่ายกว่าร้อยใบกระจัดกระจายอยู่แทบเท้าของเด็กหนุ่ม ทั้งหมดล้วนเป็นรูปถ่ายของ ‘คนคนหนึ่ง’
“ไอ้ประสาท…”
“…งานอดิเรกประเภทชอบค้นห้องชาวบ้านนี่ยังเหมือนเดิมเลยนะครับ คุณลุง”
เด็กหนุ่มหัวเราะ แม้จะถูกชายวัยกลางคนล่วงรู้สิ่งที่ปกปิดไว้ แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ยังคงดูใสซื่อ
“จริงสิ คนอย่างแกไม่ใช่พวกที่จะตอบโต้เพราะคำด่าแค่นี้หรอก”
ชายวัยกลางคนพึมพำก่อนหยิบรูปถ่ายที่คว่ำไว้ข้างโต๊ะขึ้นมาโบกไปมา รูปถ่ายที่ชายวัยกลางคนถืออยู่ไม่ได้ถูกถ่ายจากระยะไกลเหมือนรูปถ่ายอื่นๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น แต่เป็นรูปเซลฟี่ที่ถ่ายด้วยกันสองคนโดยที่ด้านหลังรูปมีวันที่เขียนไว้
“แกกะจะทำอะไรมันล่ะ ลักพาตัว? ข่มขืน? หรือ…ฆ่าทิ้ง?”
ชายวัยกลางคนเอ่ยเสียงเย้ยหยัน รอยยิ้มพลันหายวับไปจากใบหน้าของเด็กหนุ่ม ใบหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มที่ต้องแสงจันทร์นอกหน้าต่างดูราวกับหุ่นขี้ผึ้งไร้ความรู้สึก เมื่อเด็กหนุ่มเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมา ชายวัยกลางคนก็ขยำรูปถ่ายในมือแล้วขว้างทิ้ง รูปถ่ายกระเด็นหายเข้าไปในมุมมืดที่มองไม่เห็น
“เรื่องไร้จินตนาการก็ยังเหมือนเดิมเลย”
เด็กหนุ่มเชิดคางขึ้นพลางเอียงคอเล็กน้อย ชายวัยกลางคนทำท่าคล้ายท้าทายว่า ‘แน่จริงก็ลองดู’ ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันส่องประกายภายใต้ความมืดสลัว ชายวัยกลางคนลุกขึ้นและเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่ม เขาจัดว่าเป็นคนตัวสูงทีเดียว เพราะส่วนสูงทั้งคู่ดูใกล้เคียงกัน ในอดีตชายวัยกลางคนเคยมีรูปร่างกำยำล่ำสัน แต่หลังจากหันมาถวายชีวิตให้เหล้าและการพนัน เขาก็กลับกลายเป็นคนผอมแห้ง เด็กหนุ่มมองสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนตรงหน้าเหมือนกับกำลังประเมิน ในขณะเดียวกันชายวัยกลางคนเองก็มองสำรวจร่างกายของหลานชายที่ตัวสูงใหญ่เกินเขาไปแล้วอย่างเคยชิน
“โตขึ้นเยอะเลยนี่”
“สำหรับคนที่ถูกปล่อยให้อดตายก็นับว่าโตขึ้นเยอะเลยแหละครับ”
“ไอ้เด็กปีศาจ ฉันน่าจะฆ่าแกทิ้งซะตั้งแต่ตอนนั้นให้รู้แล้วรู้รอด”
แม้จะถูกด่าทอ แต่เด็กหนุ่มก็เดินผ่านอีกฝ่ายไปหยิบรูปถ่ายที่ยับยู่ยี่ขึ้นมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เด็กหนุ่มมองรูปถ่ายนิ่งด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะหย่อนมันใส่กระเป๋าเสื้อนักเรียนแล้วค่อยๆ เบนสายตาไปหยุดที่ชายวัยกลางคน
“กะอีแค่ใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกัน แกคิดว่าตัวเองจะปกติเหมือนเด็กคนอื่นเขาหรือไง”
“ไม่มีทางอยู่แล้วครับ”
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง มันเป็นรอยยิ้มที่งดงามและละม้ายคล้ายใครคนหนึ่งที่เคยเป็นคนสำคัญที่สุดของชายวัยกลางคน แววตาของชายวัยกลางคนเริ่มเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทีของเด็กหนุ่มที่เจตนาจะยั่วโทสะเขาราวกับต้องการเยาะเย้ยความล้มเหลวในอดีตนั้นไม่ต่างจากปีศาจที่พยายามล่อลวงคนด้วยเปลือกนอกแสนงดงามเลยสักนิด
“อย่ามายิ้มด้วยใบหน้าแบบนั้นนะ!”
หมัดของชายวัยกลางคนพุ่งเข้าหาใบหน้าของเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มหน้าหันพร้อมกับเสียงดังพลั่ก หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงหงายหลังล้มลงไปแล้ว แต่ท่อนขาแกร่งของเด็กหนุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้นกลับยึดอยู่กับพื้นอย่างมั่นคงโดยไม่ขยับเขยื้อน เมื่อชายวัยกลางคนสบถคำหยาบพลางเงื้อหมัดอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ยกมือขึ้นและสกัดหมัดของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ ชายวัยกลางคนตระหนักได้ทันทีว่าตอนนี้ตนไม่อาจใช้กำลังเอาชนะเด็กหนุ่มได้อีกต่อไป เบื้องหน้าพลันพร่ามัว ไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่และทำไมเด็กหนุ่มถึงยังอยู่เฉยโดยไม่ตอบโต้ ชายวัยกลางคนมีคำถามในหัวเต็มไปหมด
“ไปนอนเถอะครับ คุณลุง”
“ปล่อย!”
เด็กหนุ่มลากชายวัยกลางคนเข้าไปในห้องนอนด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล เขาทุ่มชายวัยกลางคนลงไปบนกองผ้าห่มที่วางแผ่ระเกะระกะไร้ทิศทางอยู่บนพื้นและเหลือบมองปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนังก่อนปิดประตูแล้วเดินออกมา ชายวัยกลางคนไอโขลกเพราะฝุ่น ครั้นมองที่ข้อมือขวาเพราะรู้สึกเจ็บ เขาก็เห็นเป็นรอยเขียวช้ำรูปฝ่ามือ
เหลือเชื่อที่เด็กหนุ่มยอมปล่อยเขาไว้แบบนี้โดยไม่ทำอะไรเลย พอคิดว่าไอ้เด็กนั่นเชี่ยวชาญเหลือเกินกับการปั่นหัวคนอื่นเล่น เขาก็พลันรู้สึกโกรธขึ้นมาและเริ่มกลัวว่าเด็กหนุ่มที่ทำให้ชีวิตของทุกคนต้องทุกข์ทรมานราวกับตกนรกจะลงเอยด้วยการมีโอกาสได้ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างผาสุกอยู่คนเดียว
“ไม่…ไม่ได้เด็ดขาด…!”
ชายวัยกลางคนทนมองภาพนั้นไม่ได้ เพียงชั่วขณะที่เขาเปิดประตู วันคืนที่ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนก็ปรากฏผ่านเข้ามาห้วงความคิดเหมือนโคมม้าวิ่ง* เพื่อกระชากตัวสัตว์ประหลาดที่สวมหน้ากากของหลานชายออกมาและเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าเขาคิดถูกแล้ว เขาเฝ้ารอเวลานี้มาเนิ่นนาน ครั้นเมื่อรู้สึกได้ว่าในที่สุดการต่อสู้ที่น่าเบื่อหน่ายนานนับสิบปีกำลังจะสิ้นสุดลง หัวใจเขาก็รู้สึกเป็นสุขขึ้นมา ชายวัยกลางคนเปิดตู้ในห้องครัว หยิบมีดทำครัวมาถือ และเปิดประตูห้องของเด็กหนุ่มออกอย่างแรง
“ไอ้เด็กเวร!”
เนื่องจากนึกว่าเด็กหนุ่มจะนั่งอยู่ตรงโต๊ะซึ่งสามารถมองเห็นได้ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ชายวัยกลางคนจึงเหวี่ยงมีดจากด้านบนลงมา ทว่าปลายมีดกลับปาดไปโดนพนักพิงของเก้าอี้แทน ภายในห้องสว่างจ้าและไม่มีแม้แต่มดสักตัว เมื่อชายวัยกลางคนตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มไม่อยู่ก็ตั้งท่าจะหันหลังกลับ แต่แล้วบางสิ่งที่เย็นเยียบก็แตะลงมาที่หลังคอ
“ทำไมทำแบบนี้ล่ะครับ คุณลุง…”
เสียงหม่นเศร้าราบเรียบดังขึ้นข้างหู ชายวัยกลางคนตกใจจนผงะ เด็กหนุ่มคงซ่อนตัวอยู่หลังประตูเพราะคาดไว้แล้วว่าเขาจะมา ช่างสมกับเป็นจิ้งจอกในคราบมนุษย์ สัมผัสเย็นๆ ที่คอทำให้ไม่สามารถหันไปมองด้านหลังได้ ชายวัยกลางคนจึงได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อและเปิดปากขึ้น
“ลุง…ลุงของคนอย่างแกน่ะนะ…วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่แกจะได้ดูถูกฉันเหมือนเป็นแมลงตัวหนึ่ง ไอ้ฆาตกร!”
เด็กหนุ่มจ้องแผ่นหลังของชายวัยกลางคนที่ตะโกนลั่นอย่างโกรธแค้นด้วยสายตาว่างเปล่า พ่อแม่ของเขาคือใครในสายตาของคนคนนี้กันแน่ การตายของทั้งคู่สร้างความสูญเสียอะไรให้หรือไง คนคนนี้ถึงมืดบอดได้ถึงขนาดนี้ สิบปีก่อนหลังจากงานศพของพ่อกับแม่ ไม่มีญาติคนไหนต้องการรับผิดชอบดูแลเขาเลยสักคน ดังนั้นเขาจึงต้องไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แม้เด็กหนุ่มจะอายุมากแล้ว แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่น ไม่นานก็หาครอบครัวบุญธรรมได้ ในตอนนั้นเองลุงที่หายตัวไปหลังจากงานศพก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมบอกว่า ‘เด็กคนนี้คือฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองนะครับ คุณยังอยากจะรับไปเลี้ยงอยู่อีกไหม’ สุดท้ายแล้วการรับอุปการะก็ถูกยกเลิก และเด็กหนุ่มก็ตามชายผู้นั้นกลับมายังบ้านหลังนี้
หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย…ในขณะที่เด็กหนุ่มเอาชนะความตายและข้ามผ่านนาทีชีวิตที่มาเยือนได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น เขามักจะคิดว่าหากตนต้องฆ่าใครสักคน คนแรกคงต้องเป็นลุง
“…แต่ไหนแต่ไรมาคุณลุงคงรู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่าผมไม่ใช่ฆาตกร ‘จริงๆ’ ”
“เหลวไหล!”
“แต่คุณลุงคงไม่ยอมรับอยู่แล้วล่ะ เพราะถ้าผมไม่มีความผิด…ความชอบธรรมของสิ่งที่คุณลุงทำมาทั้งหมดจะหายไปด้วยเช่นกัน”
ทันทีที่พูดจบเด็กหนุ่มก็เงื้อสิ่งที่แตะอยู่บนคอของชายวัยกลางแล้วทุบลงอย่างแรง ในขณะที่ชายวัยกลางคนซวนเซเพราะความตื่นตระหนก เด็กหนุ่มก็ยกเท้าเตะไปที่ข้อมืออีกฝ่าย มีดทำครัวที่ถืออยู่เมื่อครู่พลันร่วงหล่นลงพื้น เด็กหนุ่มผลักชายวัยกลางคนล้มทั้งอย่างนั้นแล้วขึ้นไปคร่อมทับ
“อึก!”
เด็กหนุ่มโบกสิ่งของในมือไปมาตรงหน้าชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนตัวแข็งทื่อเพราะคิดว่ามันเป็นใบมีด แต่แท้จริงมันกลับเป็นแค่ไม้บรรทัดเหล็กที่หยิบมาจากกล่องดินสอ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ชายวัยกลางคนก็ดิ้นรนพยายามจะเก็บมีดทำครัวขึ้นมาให้ได้ ทว่าเด็กหนุ่มไวกว่าจึงใช้เท้าดีดมันออกไปไกลๆ
“เพราะงั้นก็เลยรอใช่ไหมล่ะครับ รอให้ผมลงมือทำอะไรลงไปจริงๆ สักที…”
“อั้ก…!”
“ผมคิดหนักพอดูเลยล่ะ ถึงจะอยากฆ่าคุณลุงจริง แต่ถ้าจะให้ผมทำตามที่คุณลุงต้องการ มันยิ่งน่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่น่ะสิครับ”
“อ๊ะ…อ๊ากก!”
“แต่ว่านะ การเป็นฆาตกร ‘จริงๆ’ อย่างที่คุณลุงอยากให้เป็น มันก็คงไม่เลวเหมือนกัน…”
ใบหน้าซีดขาวภายใต้แสงไฟนั้นสงบนิ่ง ไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกผิดหรือความลังเล ชั่วขณะที่เคยจินตนาการไว้เป็นร้อยเป็นพันครั้งกำลังเกิดขึ้นจริงต่อหน้าแท้ๆ แต่กลับให้บรรยากาศที่ขรึมขลังและศักดิ์สิทธิ์แทนเสียอย่างนั้น
“อึก…ความชั่วช้า…แอ้ก…คือตัวตน…ที่แท้จริงของแก…!”
เนื่องจากถูกกดไว้ ชายวัยกลางคนจึงเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากลำบาก ดวงตาที่เส้นเลือดฝอยแตกจนแดงก่ำจ้องเด็กหนุ่มนิ่ง แรกเริ่มเดิมทีทางเลือกของเด็กหนุ่มไม่ได้มีมากนัก ซึ่งชายวัยกลางคนเป็นคนที่ทำให้มันเป็นเช่นนี้ ไม่ใครก็ใครต้องตายสักคน เลือกได้แค่หนึ่งในสองทาง และสุดท้ายก็มาถึงจุดนี้จนได้ พอชายวัยกลางคนหัวเราะเย้ยหยันเด็กหนุ่ม มือของเด็กหนุ่มก็ออกแรงมากขึ้นเล็กน้อย แม้สภาพอารมณ์ของเขาจะปั่นป่วน แต่ว่า…
“…คุณลุงคิดผิดแล้วครับ”
จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ระเบิดหัวเราะออกมากะทันหัน แก้มขาวซีดเริ่มปรากฏความมีชีวิตชีวาและสีสัน ปฏิกิริยาทางกายเหมือนยามที่คนทั่วไปแสดงออกถึงความเขินอายสร้างความประหลาดใจจนฉายชัดขึ้นในแววตาของชายวัยกลางคน
“เมื่อกี้คุณลุงถามว่าผมจะทำอะไรเขาใช่ไหมครับ”
“อึก…”
“ลักพาตัว? ข่มขืน?…ฆ่าทิ้ง?”
“อั้ก…”
“เปล่าเลย”
“…”
“ผมจะรักเขาครับ”
ผมกำลังตกหลุมรักเขาครับ
ภาพใบหน้าของเด็กหนุ่มที่อาบย้อมไปด้วยความหวั่นไหวคือภาพสุดท้ายก่อนที่ดวงตาของชายวัยกลางคนจะเหลือกลานจนเหลือเพียงแค่ตาขาว ความเงียบโปรยตัวลงมาปกคลุมภายในห้อง เด็กหนุ่มก้มมองชายวัยกลางคนที่แน่นิ่งไป ก่อนจะหวนคิดถึงวันที่เขามาเยือนย่านนี้ครั้งแรกเมื่อยังเด็ก ในตรอกคับแคบซึ่งเป็นทางเดินขึ้นมาถึงบ้าน ท่ามกลางความมืดมิดนั้นชายวัยกลางคนเคยทำกับเด็กหนุ่มเหมือนกับที่เด็กหนุ่มทำในวันนี้ ในขณะที่มองรอยช้ำเขียวคล้ำที่แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่จางหาย เด็กหนุ่มก็ได้ให้สัญญากับตัวเองว่าเมื่อเติบใหญ่และแข็งแรงขึ้นจะทำแบบเดียวกันคืนสนองกลับไปให้จงได้ และวันนี้ก็เป็นวันที่ความฝันในวัยเด็กของเขาเป็นจริง
เด็กหนุ่มลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง อากาศร้อนอบอ้าวของค่ำคืนในฤดูร้อนพัดโชยเข้ามาผ่านบานหน้าต่าง คำว่า ‘ยกภูเขาออกจากอก’ คงเอามาใช้ได้ในสถานการณ์อย่างตอนนี้ เขาเกิดมาพร้อมความไม่สันทัดในการนิยามความรู้สึก การอธิบายความรู้สึกนี้ที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิตจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา เด็กหนุ่มหยิบรูปถ่ายยับยู่ใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เขามองดูนักเรียนชายในรูปที่ฉีกยิ้มอย่างเต็มใจอยู่ข้างๆ ตัวเขาก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา แสงจันทร์วันนี้ที่ดูคล้ายจะแดงกว่าทุกวันสาดส่องลงมากระทบผิวแก้มของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา
หลังจากได้ใช้ช่วงเวลาสุดสัปดาห์สุดท้ายอยู่ที่บ้าน วันนี้ผมก็ได้มาโรงเรียน เนื่องจากวันมะรืนนี้จะเป็นวันปิดเทอมแล้ว หากไม่ใช่วันนี้เรื่องในความฝันก็คงจะต้องเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้แน่ ในใจผมรู้สึกวิตกกังวลไปหมด ทันทีที่มาถึงห้องเรียนผมก็มองหาคิมแจยอง ที่นั่งของเจ้าตัวที่ปกติจะมาถึงโรงเรียนก่อนใครนั้นว่างเปล่า หรือว่าเขาตื่นสายกันนะ ผมพยายามเก็บซ่อนความกังวลโดยนั่งลงกับที่แล้วส่งข้อความถามคิมแจยอง
‘นายจะมาเมื่อไหร่’
ทว่าผ่านไปนานพอควรแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าอีกฝ่ายจะอ่านข้อความ ทั้งที่คาบแรกเริ่มไปแล้วคิมแจยองก็ยังไม่ปรากฏตัว ร่างกายผมสั่นเทาเพราะความเครียดจัดและเริ่มหายใจลำบากขึ้นทุกทีๆ ผมหยิบมือถือขึ้นมาใหม่ กดโทรหาคิมแจยอง เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงพูด
“ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่ในภายหลัง”
“แฮ่ก…แฮ่ก…”
เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เหลือบมองผมที่เหงื่อไหลชุ่ม คนที่นั่งข้างผมเริ่มกังวลว่าควรบอกอาจารย์ดีไหม แต่ผมส่ายหน้าให้เขาแล้วนอนฟุบกับโต๊ะ คาบแรกผ่านไปแล้ว แต่คิมแจยองก็ยังไม่มา โทรไปใหม่อีกรอบก็ยังคงได้ยินเสียงตอบรับเหมือนเดิม คาบที่สองเริ่มแล้ว สายตาผมเริ่มพร่ามัวหนักขึ้นทุกที สภาพผมในตอนนี้ต่อให้หมดสติไปเมื่อไหร่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ในตอนนั้นเองประตูหลังห้องก็ถูกเปิดออก ใครบางคนเดินเข้ามาในห้องเรียน เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบภายในห้อง
“ขอโทษที่มาสายครับ”
ผมพยายามยันตัวลุกแต่เรี่ยวแรงหดหายไปจึงล้มลงกับพื้น หมอนั่นเดินเข้ามาหาผมที่กำลังหอบหายใจและลุกไม่ขึ้นอย่างช้าๆ
“อึนซู นายไม่สบายเหรอ”
“แฮ่ก…แฮ่ก…เห็นแล้วยังต้องถามอีกหรือไง”
“อาจารย์ครับ ผมขอพาอึนซูไปห้องพยาบาลนะครับ เดี๋ยวกลับมาครับ”
แม้จะถูกคิมแจยองแบกขึ้นหลังแล้ว แต่ผมก็ยังไม่วายพึมพำสั่งให้เขาเอากระเป๋าไปด้วย ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเอาของใส่กระเป๋าเพิ่มมาอีกหลายอย่างจนมันหนักอึ้งกว่าเดิมมาก บนทางเดินสั้นๆ ที่มุ่งหน้าไปยังห้องพยาบาล คิมแจยองชะงักฝีเท้าอยู่หลายหน น่าตลกดีที่เขาไม่บ่นว่าหนักเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่น้ำหนักนั้นแทบจะเท่ากับการแบกคนไว้สองคน
ภายในห้องพยาบาลไม่มีใครเลย แม้ไฟจะปิดอยู่ แต่แสงแดดนอกหน้าต่างที่ส่องผ่านเข้ามาทำให้ทั้งห้องสว่างจนไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ คิมแจยองวางผมลงบนเตียง ก่อนหันมองไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาอาจารย์ห้องพยาบาล
“ปกติเวลานี้ไม่มีอาจารย์หรอก ฉันโดดเรียนคาบนี้ประจำ”
ผมยิ้มกว้างบอกเขา ลำพังแค่ได้เห็นคิมแจยองอยู่ตรงหน้าผมก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว คิมแจยองเองก็ยิ้มบางๆ พร้อมพยักหน้ารับ
…หืม?
เดี๋ยวนะ…ไอ้แผลบนหน้านั่นคืออะไรน่ะ แก้มของคิมแจยองดูบวมเล็กน้อย บริเวณมุมปากเองก็มีสะเก็ดแผลเหมือนโดนใครต่อยมา พอผมทำหน้าจริงจังพร้อมยื่นมือออกไป เขาก็ผงะไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หลบเลี่ยง ซ้ำยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“นายไปโดนใครต่อยมาเนี่ย แม่งเอ๊ย แล้วตรงหน้านี่อะไรอีกเนี่ย”
ใครมันกล้ามาแตะต้อง ไอ้หมูหน้าปลาจวด? ผมอุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักประคบประหงมหมอนี่มาอย่างดี ขนาดจะแตะยังกลัวร้าว ขนาดจะเป่ายังกลัวปลิว แต่ดันมาทำหมอนี่เละซะขนาดนี้ บางทีวันแห่งหายนะอาจเป็นวันนี้ก็ได้ ผมจึงยิ่งอ่อนไหวต่อสถานการณ์มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ในขณะที่กำลังลูบๆ คลำๆ เพื่อตรวจดูว่าเขาโดนทำร้ายตรงไหนอีกไหม คิมแจยองก็หลุบตามองต่ำด้วยความเขินอาย ภาพขนตายาวที่ทิ้งตัวลงอย่างนุ่มนวลประหนึ่งนางฟ้าขยับปีกนี่มันช่างน่าทะนุถนอมจริงๆ…ถึงจะยับเยินก็ยังดูสวยชะมัด
“…โดนขนาดนั้นแล้วยังอยู่เฉยอีกเหรอ น่าจะฆ่าแม่งไปเลย”
ผมเขินที่เผลอจ้องหน้าเขาจนลืมตัวเลยใช้ฝ่ามือดันใบหน้าของเขาออกและทำทีเป็นบ่นกลบเกลื่อน คิมแจยองหัวเราะแล้วปิดเปลือกตาลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะพูดสิ่งที่ทำให้ผมถึงกับประหลาดใจไม่น้อยออกมา
“อื้ม ฉันฆ่าไปแล้วล่ะ”
สีหน้าของเขาตอนพูดคำนั้นดูปริ่มสุขเกินไปจนผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก ล้อเล่นใช่ไหมนั่น หมอนี่มีพรสวรรค์ในการพูดให้คนขนลุกได้เหมือนกันนะเนี่ย ทำเอาผมได้แต่หัวเราะเก้อแล้วเอ่ยชมว่าเก่งมาก
คิมแจยองเหลือบมองนาฬิกา เวลาขณะนี้คือสิบโมงครึ่งที่คาบเรียนเริ่มมาได้พักใหญ่แล้ว คิมแจยองคลุมผ้าห่มผืนบางให้ผมแล้วลุกขึ้น เขาคงคิดจะทิ้งผมไว้ที่นี่แล้วกลับไปเข้าเรียน แต่ผมคงปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ด้วยสิ ผมจึงดึงชายเสื้อนักเรียนของคิมแจยองไว้
“โดดเรียนกันเหอะ”
“โดดเรียน?”
“ไม่เคยล่ะสิ”
“…อื้ม”
ครั้งก่อนตอนมาเที่ยวบ้านผม เขาบอกว่านั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ได้มาเล่นบ้านเพื่อน พอถามว่ากลับบ้านไปแล้วทำอะไร เขาก็ตอบอยู่อย่างเดียวว่าอ่านหนังสือ…ทำเอาผมรู้สึกขึ้นมาจริงๆ เลยว่าหมอนี่คือนักเรียนดีเด่นของแท้ ปกติแล้วการโดดเรียนคือสิ่งที่ต้องลองทำสักครั้งในชีวิตไม่ใช่หรือไงกัน ผมดึงเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้เสริมข้างเตียง
“เดี๋ยวลูกพี่คนนี้จะสอนให้เอง นายจะได้รู้จักรสชาติที่แท้จริงของการโดดเรียน เราพักกันก่อน พอคาบสามเริ่มค่อยกลับเข้าไปนะ ดีล?”
“ได้”
หลังจากได้คำตอบรับที่ต้องการแล้ว ผมก็ล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ พอเริ่มผ่อนคลายหนังตาก็เริ่มหย่อนลง คิมแจยองนั่งบนเก้าอี้เสริมก่อนหยิบหนังสือจากชั้นตรงหัวเตียงมาเปิดอ่าน คิมแจยองที่อาบไล้ด้วยแสงแดดอบอุ่นจากหน้าต่างแลดูศักดิ์สิทธิ์ราวกับพร้อมจะลอยขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าไปได้เดี๋ยวนั้น ที่นี่คือมหาวิหารหรือห้องพยาบาลกันแน่นะ…ผมหลุดหัวเราะเยาะตัวเองที่ดันคิดว่าหมอนี่เหมือนทูตสวรรค์จำแลงกายมา ทูตสวรรค์บ้านไหนกันล่ะ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหมอนี่เป็นฝ่ายอธรรม แต่ถึงอย่างนั้นพอมองเส้นผมสีอ่อนที่อ่อนลงไปอีกตอนที่ปลิวไหวหยอกล้อกับแสงแดด ผมก็กลับมาคิดอีกว่ามันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อไม่ว่าจะเป็นทูตสวรรค์หรือปีศาจ หมอนี่ก็ยังหล่อโคตรๆ อยู่ดี…ไม่นานนักเปลือกตาผมก็ค่อยๆ ปิดลงพร้อมความคิดไร้สาระ
“…เอ๊ะ?”
ผมได้ยินเสียงของคิมแจยองที่ไม่ค่อยตกใจกับอะไรง่ายนักรีบร้อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น…แต่พอลองได้หลับตาสักหนแล้ว ถ้าจะให้ลืมใหม่อีกทีมันยากนะเว้ย คราวนี้คิมแจยองทำหนังสือที่ถืออยู่หล่นลงพื้นดังตุ้บ ผมลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นแล้วเงยหน้ามองคิมแจยอง เอ๊ะ?…เมื่อกี้หมอนี่ยังอาบแดดอยู่ชัดๆ แต่ตอนนี้กลับยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ภาพคิมแจยองภายใต้แสงจันทร์สีแดงสลัวนั้นชวนให้รู้สึกน่าหวั่นใจราวกับกำลังร่วงหล่นลงจากสวรรค์
“…ดวงจันทร์…สองดวง?”
ทันทีที่ได้ยินสิ่งที่คิมแจยองพูดพึมพำ ตาผมก็สว่างขึ้นมาทันที ผมรีบร้อนลุกขึ้นแล้วมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ภายใต้แสงแดดแผดจ้าหายไปไหนแล้วไม่รู้ ความมืดครึ้มได้เข้าปกคลุมไปทั่ว บนท้องฟ้ามีดวงจันทร์สีแดงที่ดูใหญ่กว่าดวงจันทร์ดวงเดิมถึงสามเท่า และมีดวงจันทร์สีเหลืองดวงเล็กจิ๋วอีกดวงเกาะอยู่ข้างกันเหมือนอึปลาทอง วินาทีที่ตระหนักได้ว่ามันเป็นภาพเดียวกันกับที่เห็นในความฝัน ผมก็รู้สึกเหมือนจะเห็นภาพหลอน มันเหมือนกับตัวเองกำลังสบตากับ ‘เจ้าพวกนั้น’ ที่กำลังดาหน้าเข้ามาจากความมืดมิดอีกฟาก
“ก้มหัว คิมแจยอง”
“…ฮะ?”
“ฉันบอกให้ก้มหัวลงซะ!”
ผมโถมตัวพุ่งเข้าไปหาเขาอย่างเต็มแรงแบบไม่ทันได้คิดอะไรทั้งสิ้น แต่คิมแจยองกลับโอบกอดผมไว้แล้วล้มลงบนพื้น ผมหมอบตัวต่ำเพื่อไม่ให้ใครมองเห็นเราผ่านหน้าต่างและทำสัญญาณบอกให้คิมแจยองที่ถูกทับอยู่ด้านล่างเงียบเสียงลง โชคดีที่หมอนี่ไหวพริบดีเลยรีบกลั้นหายใจ ขณะเดียวกันนั้นผมก็รวบรวมพลังใจทั้งหมดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความสิ้นหวังที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
ผมได้ยินเสียงหน้าต่างแตกทีละบานดังมาจากที่ไหนสักแห่ง และได้ยินกระทั่งเสียงกรีดร้องว่าเป็นเสียงของอะไร โชคดีเหลือเกินที่พวกเราไม่ได้เปิดไฟตอนที่เข้ามาในห้องพยาบาล ในตอนนั้นเองจู่ๆ คิมแจยองก็กระซิบเสียงแผ่วเบาข้างหูผม
“มีบางอย่างอยู่นอกหน้าต่างฝั่งเรา”
“เงียบก่อน”
ผมปิดปากคิมแจยองแล้วเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นเงาดำวาบผ่านไปนอกหน้าต่าง ร่างกายของผมสั่นระริกเป็นใบไม้ต้องลม เพราะหวั่นใจว่าจะมีอะไรบางอย่างทุบทำลายกระจกแล้วบุกเข้ามา คิมแจยองโอบไหล่ผมเพื่อปลอบให้สงบ แต่จังหวะนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ผมสะบัดแขนคิมแจยองออกและหันไปมองกระเป๋าที่วางนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนอื่นเลยผมคงต้องเอาอาวุธที่อยู่ในกระเป๋ามาถือไว้ให้พร้อมมือ
โครม!
เสียงบางสิ่งปะทะชนกันอย่างรุนแรงดังก้องมาจากโถงทางเดิน สิ่งมีชีวิตด้านนอกหน้าต่างพลันตอบสนองในทันที
เพล้ง!
ผมแทบฉี่ราดเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตน่าขยะแขยงพากันทลายกระจกหน้าต่างแล้วกรูกันเข้ามา ถึงจะเคยคิดว่าความกลัวที่ได้สัมผัสในความฝันนั้นสมจริงสุดๆ แล้ว พอได้มาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงก็รู้เลยว่ามันเกินขีดความกลัวไปอีก ผมรู้สึกเหมือนความตายมาจ่อรออยู่ตรงหน้าแล้ว
เนื่องจากไฟในห้องพยาบาลปิดอยู่ พวกสัตว์ประหลาดเลยไม่มาวุ่นวายกันแถวนี้ มีแค่ตัวเดียวเท่านั้นที่เข้ามาทางหน้าต่าง ซึ่งมันก็ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย แต่ต่อให้หนีมันพ้นด้วยการเปิดประตูห้องพยาบาลแล้วหลบออกไปก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะรอด ข้างนอกอาจมีสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ รออยู่ที่โถงทางเดินก็เป็นได้ เนื่องจากไฟตรงโถงทางเดินนั้นเปิดสว่างโร่
ผมส่งสัญญาณบอกให้คิมแจยองเงียบและอยู่นิ่งๆ จากนั้นก็ก้มคลานไปบนพื้น คิมแจยองฉวยข้อเท้าผมไว้เป็นเชิงบอกว่าอย่าไปเลย แต่ผมสะบัดออกเบาๆ ก่อนจะคลานเข้าไปใต้เตียงและเอื้อมมือขึ้นไปคว้ากระเป๋า
ครืดดด
ผมคว้ากระเป๋าแล้วออกแรงลาก อีกนิด…อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น…การจะลากกระเป๋าหนักๆ ลงมาโดยไม่ให้เกิดเสียงนั้นต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างมาก
“อ๊ากกก!”
ในจังหวะนั้นดันมีใครคนหนึ่งกรีดร้องแล้ววิ่งผ่านมายังโถงทางเดินด้านนอกห้องพยาบาล โดยมีเสียงฝีเท้าประหลาด ‘ตุ้บๆๆ’ หรืออาจจะ ‘ตึงๆๆ’ ดังไล่ตามหลังมาติดๆ
“กรรซ์!”
ตึง! ตึง!
สัตว์ประหลาดตอบสนองต่อเสียงด้วยการขยายตัวจนใหญ่ยักษ์ มันเริ่มอัดผนังโถงทางเดินอย่างบ้าคลั่ง แผ่นปูนร่วงกราว ผนังใกล้จะทะลุอยู่รอมร่อ ผมตกใจกับภาพที่เห็นจนเผลอกระชากกระเป๋าลงมาอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว
“โอ๊ย! บ้าเอ๊ย…”
กระเป๋าหนักอึ้งหล่นลงพื้นดังตุ้บ แขนที่กวัดแกว่งไปมาของสัตว์ประหลาดพุ่งตรงมาทางผม ผมยกกระเป๋าด้วยมือข้างเดียวแล้วเหวี่ยงใส่มัน คราบเหนียวหนืดติดเต็มกระเป๋า แต่อย่างน้อยก็ฟาดแขนของมันให้เบี่ยงออกไปจนได้ จากนั้นผมก็รีบตะโกนบอกคิมแจยอง
“เปิดหน้าต่างแล้วกระโดดลงไป!”
ยังไงซะที่นี่ก็คือชั้นหนึ่งจึงไม่ต้องกังวลว่าจะตกลงไปตาย รู้ทั้งรู้ว่าถ้าเปิดหน้าต่างแล้วปีนออกไปต้องถูกสัตว์ประหลาดโจมตี แต่ถึงอย่างนั้น…ผมก็รูดซิปเปิดกระเป๋า หยิบกล่องที่มีพลุสัญญาณโยนให้คิมแจยองและกำลังจะหยิบกระบองสามท่อน ทว่าสัตว์ประหลาดกลับไวกว่าผม แขนสามสี่ข้างของมันพุ่งเข้าหาผมด้วยความเร็วสูง
“เวรเอ๊ย!”
ผมเบี่ยงตัวหลบ แต่การจู่โจมด้วยเรี่ยวแรงระดับที่สามารถทะลวงผนังปูนได้ก็ทำเอาเจ็บไม่เบา แต่โชคดีที่ยังไม่ถึงขนาดทนไม่ไหว ผมคว้ากระบองสามท่อนที่โผล่ออกมาจากช่องกระเป๋าแล้วจับดึงให้ยืดออก
คิมแจยองเบิกตากว้างมองผมที่ถูกโจมตีโดยได้แต่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่ คนอุตส่าห์บอกให้กระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างไง หมอนี่มัวทำอะไรอยู่อีกเนี่ย แม้จะหงุดหงิด แต่พอได้เห็นเขาแสดงอารมณ์ทางสีหน้า ผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้หมอนี่ดูเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้างแล้วแฮะ
“กรรซ์!”
เสียงคำรามน่าขนลุกของสัตว์ประหลาดดังก้องหู ผมต้องจัดการมันให้เรียบร้อยก่อนที่สัตว์ประหลาดตัวอื่นจะโผล่มาเพราะได้ยินเสียงอึกทึก ผมเหวี่ยงกระบองสามท่อนใส่สัตว์ประหลาด แต่ก็สร้างความเสียหายแทบไม่ได้เพราะสภาพร่างกายที่เป็นเมือกของมัน ดูท่าร่างกายมันน่าจะเป็นประเภทอ่อนยวบยาบในยามปกติ พอจู่โจมถึงจะเริ่มแปรสภาพให้แข็งแกร่งทนทานขึ้น
ตุ้บ…ตุ้บ…ฟู่…
จังหวะนั้นเองพลุสัญญาณแท่งหนึ่งก็กลิ้งกระเด็นไปกระทบร่างของสัตว์ประหลาด เมื่อสัมผัสกับพลุสัญญาณที่กำลังลุกไหม้และอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของสัตว์ประหลาดก็ติดไฟจนลุกไหม้ไปด้วย
ตุ้บ…ตุ้บ…ฟู่…
เสียงจุดพลุสัญญาณดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิมแจยองขว้างพลุสัญญาณอย่างใจเย็นทว่ารวดเร็วโดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที ร่างของสัตว์ประหลาดที่โดนพลุสัญญาณร้อนๆ เข้าไปเริ่มปูดนูนเป็นตะปุ่มตะป่ำและขยายใหญ่ขึ้นไปอีก
ตุ้บ…ตุ้บ…ฟู่…
ควันจากพลุสัญญาณเริ่มบดบังทัศนวิสัย ไอ้บ้านี่กะจะขว้างอีกกี่ลูกไม่ทราบ ผมดีดตัวทะยานไปด้านหลัง แย่งพลุสัญญาณจากมือคิมแจยองปาไปทางสัตว์ประหลาดและรีบเปิดหน้าต่าง ผมต้องอาศัยจังหวะนี้หนีให้ได้ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าในความมืดนั้นจะมีสัตว์ประหลาดรออยู่อีกกี่ตัว…
“ออกไปสิ!”
ผมผลักคิมแจยองไปทางหน้าต่าง หมอนั่นต้านแรงผมไม่ได้จึงกระเด็นออกไปด้านนอก
“อึก!”
สัตว์ประหลาดตะปุ่มตะป่ำตัวเบิ้มที่อยู่ด้านหลังใช้แขนฟาดหลังผม ไอระอุพุ่งเข้ามาลวกทั้งแผ่นหลัง ผมรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นร้อนกำลังไหลลงมาเป็นทาง นี่คง…ไม่ใช่แผลฉีกขาดธรรมดาแน่ ผมกัดริมฝีปากล่างแน่นก่อนกระโดดออกทางหน้าต่างตามคิมแจยองไป
ตึง! ตึง! เพล้ง!
เมื่อเราออกมาด้านนอก สัตว์ประหลาดนั่นก็เริ่มอาละวาด หน้าต่างห้องพยาบาลแตกเรียบ เศษแก้วและปูนร่วงหล่นลงเกลื่อนพื้น พอคิดว่าหากช้ากว่านี้อีกแค่นิดเดียวร่างกายผมคงแหลกเป็นเสี่ยงๆ แบบนั้นเหมือนกัน ตัวผมก็พลันแข็งทื่อ จังหวะนั้นคิมแจยองก็คว้าแขนผมไว้แล้วกระตุกเบาๆ
“อึนซู พวกมันยังมีกันอีก”
สิ่งที่เขาพูดขณะจ้องเข้าไปในความมืดมิดทำเอาผมขนลุกซู่
“เราต้องไปทางไหนเหรอ”
คิมแจยองถามพร้อมสายตาที่แสดงความมั่นใจว่าผมต้องรู้คำตอบ ที่ผ่านมาผมเผยพิรุธมากไปหรือไงนะ หรือเป็นเพราะว่ามันน่าแปลกที่ผมยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่โดนพลังมหาศาลนั่นฟาดเข้าไป ผมเปิดปากพูดอย่างยากลำบากโดยที่เก็บซ่อนความรู้สึกสับสนไว้ไม่ได้
“…โรงยิม”
สิ้นเสียงคิมแจยองก็คว้าข้อมือผมแล้วเริ่มออกวิ่ง มุ่งตรงไปยังโรงยิมทันที
โลกถึงคราวพินาศแล้วจริงๆ สินะ
เสียงอะไรสักอย่างระเบิด เสียงอาคารถล่ม และเสียงกรีดร้องของผู้คนนับไม่ถ้วนดังก้องอยู่ในหูผม ในระหว่างที่มุ่งหน้ามายังโรงยิม ผมวิ่งไปพลางเอากระบองสามท่อนฟาดไอ้พวกที่กระโดดพุ่งออกมาจากความมืดไปพลาง โดยแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่านั่นคือสัตว์ประหลาดหรือคน เพราะผมต้องรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ให้ได้ก่อน
ห้องพยาบาลกับโรงยิมอยู่ใกล้กันพอสมควร ภายในโรงยิมจะใช้ม่านหนาบังหน้าต่างทุกบานเพื่อกั้นแสงแดดในฤดูร้อน จึงมีแสงเพียงรำไรลอดออกมาภายนอก นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกสัตว์ประหลาดมุ่งไปโจมตีอาคารหลักก่อน ผมมองเห็นเงาร่างของผู้คนที่วิ่งหนีมาจากอาคารหลักกำลังเปิดประตูเหล็กของโรงยิมเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน เราเองก็ต้องเข้าไปให้ได้ก่อนที่ใครบางคนจะล็อกประตู
คิมแจยองที่สมรรถภาพทางร่างกายด้อยกว่าผมอย่างช่วยไม่ได้เริ่มทิ้งห่างตามไม่ทัน คราวนี้ผมเป็นฝ่ายคว้าแขนเขาไว้แล้ววิ่ง
ตุ้บ…ฟู่…
ทั้งที่ถูกผมฉุดกระชากลากถูอยู่แท้ๆ คิมแจยองยังอุตส่าห์จะขว้างพลุสัญญาณที่ถือไว้ในมืออีกข้างไปทางฝั่งตรงข้ามโรงยิมอย่างสุดแรง เมื่อพลุสัญญาณลอยหวือตกลงไปบนพื้น ผมเห็นชัดเลยว่าบรรดาสัตว์ประหลาดร่างสีดำพากันกรูเข้าไปรุม พวกมันถูกควันหนาบดบังจนเพียงครู่เดียวก็มองไม่เห็นแล้ว แต่จำนวนของพวกมันนั้นเรียกได้ว่ามหาศาล ระหว่างนั้นเองเราสองคนก็วิ่งอย่างบ้าคลั่งไปเปิดประตูเหล็กของโรงยิมเพื่อเข้าไปด้านใน
“แฮ่ก…แฮ่ก…”
ผมรีบร้อนปิดประตูเหล็กและล็อกประตูเอาไว้ด้วย แม้จะมีคนทุบประตูจากด้านนอกและตะโกนเรียกให้เปิด แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจและหันมามองรอบโรงยิม นักเรียนจำนวนไม่น้อยนั่งคุดคู้ตัวสั่นเทาอยู่ตามมุมต่างๆ
คนเยอะจังเลยแฮะ…ในความฝันก็เยอะขนาดนี้หรือไงนะ
ไว้ค่อยคิดทีหลังเอาแล้วกัน อันดับแรกต้องปิดไฟในโรงยิมก่อน ผมวิ่งปราดเดียวก็ถึงสวิตช์ไฟและปิดมัน ความมืดปกคลุมไปทั่วโรงยิมทันที เสียงสะอื้นขอร้องให้เปิดประตูยังคงดังมาให้ได้ยินอยู่เหมือนเดิม แน่นอนว่าผมไม่คิดจะเปิด แต่สายตาผมดันเห็นเงาใครบางคนกำลังเดินไปทางประตู ใครหน้าไหนอีกวะเนี่ย ในขณะที่ผมกำลังตื่นตกใจ ยังไม่ทันได้ตะโกนอะไร คิมแจยองก็วิ่งเข้าไปขวางหมอนั่นไว้
“ข้างนอกมีคนที่ยังไม่ตายนะครับ!”
เจ้าของเสียงนั้น…อีฮยอนอูนี่เอง โอ้โห อีฮยอนอูยังมีชีวิตอยู่จริงๆ สินะเนี่ย อีฮยอนอูกับคิมแจยองลงไม้ลงมือกันเล็กน้อย การเผชิญหน้ากันระหว่างอีฮยอนอูผู้ผดุงความยุติธรรมที่พยายามจะเปิดประตูเพื่อช่วยคนกับคิมแจยองผู้ไม่ต้องการเสี่ยงอันตรายใดๆ จบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีบางอย่างกระแทกประตูเสียงดัง
โครม!
เสียงร้องไห้ด้านนอกพลันขาดหายไป ทุกคนพร้อมใจกันหยุดเคลื่อนไหวและกลั้นหายใจทันที
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ ร่างกายที่เกร็งเครียดทำให้หนึ่งวินาทียาวนานเหมือนหนึ่งนาที นาทีนี้ผมจึงไม่อาจคาดคะเนเวลาได้เลย
“Oh, Happy day~ Oh, Beautiful day~ ให้วันนี้เป็นดั่งวันสุดท้าย~ Happy! Happy! Beautiful day~!”
ในตอนนั้นเองเพลงของเกิร์ลกรุ๊ปหน้าใหม่ดังก้องอยู่ภายในโรงยิมที่เงียบสงัด เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจ้าของมือถือที่กำลังตื่นตกใจรีบหยิบมือถือออกจากกระเป๋าได้ไม่ทันไรก็ทำตกพื้น นักเรียนชายคนนั้นรีบก้มตัวลงไปเก็บมือถือ ทว่าด้านหลังเขากลับมีอะไรบางอย่างพุ่งลอดเข้ามาผ่านช่องระหว่างผ้าม่านที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีแดง มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเท่านั้นที่มองเห็น ทั้งที่เงาแห่งความตายจ่ออยู่ต่อหน้าต่อตา แต่เรากลับต้องกลั้นเสียงกรีดร้องเอาไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมา
“กรรซ์!”
“อะ…อ๊ากก!”
หน้าต่างแตกกระจายก่อนจะมีมือของสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ยื่นเข้ามาในโรงยิม มือนั้นคว้าตัวนักเรียนชายไว้อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาที่ถูกจับได้เขาก็หายลับออกไปนอกหน้าต่าง เสียงสัตว์ประหลาดเคี้ยวอะไรบางอย่างดังกร้วมจากที่ไกลๆ ผมเอนตัวพิงผนังก่อนค่อยๆ ขยับเข้าไปหาคิมแจยองแล้วกระซิบเรียกเบาๆ
“ไปห้องรับรองหลังเวทีกัน”
“อื้ม”
“อีฮยอนอู นายเองก็ตามมาด้วย”
“…เมื่อคราวก่อนที่…”
“ชู่…”
ผมปิดปากอีฮยอนอู ในเมื่อผ้าม่านขาดไปแล้ว การอยู่ที่เดิมตรงนี้ต่อไปย่อมเป็นอันตรายเพราะไร้สิ่งกำบัง เมื่อไม่ได้ยินเสียงอื่นใดดังมาจากนอกหน้าต่างอีก ผมก็เดินนำคิมแจยองกับอีฮยอนอูไปทางเวทีอย่างช้าๆ
ในขณะที่เราสามคนเดินเรียงแถวหน้ากระดานไปยังเวที พวกนักเรียนที่ยืนชิดติดผนังก็เดินตามหลังมา เจ้าหมีสีน้ำตาลเองก็อยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ด้วยเช่นกัน
จำนวนคนชักจะเยอะเกินไปแล้วแฮะ ดูท่าจะเยอะกว่าที่เห็นในความฝันอีก คงจะมีอะไรเป็นตัวแปรสินะ แต่คนที่ผมเข้าไปข้องแวะด้วยก็มีแค่อีฮยอนอูเท่านั้นนี่นา…อย่าบอกนะว่าการที่ผมพยายามจะช่วยชีวิตอีฮยอนอูก็เท่ากับช่วยคนอื่นไปด้วยน่ะ ทั้งเจ้าหมีสีน้ำตาลและอีฮยอนอูต่างก็เป็นพวกรักความยุติธรรมแบบสุดตัว ฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าทั้งคู่จะลากคนอื่นให้ตามมาเป็นพรวน
โธ่เอ๊ย อาหารของฉัน
พอคิดว่าต้องแบ่งอาหารที่ซุกซ่อนไว้ให้กับคนมากมายขนาดนี้ ท้องไส้ก็พลอยปั่นป่วนขึ้นมาทันที
ในโรงยิมจุดที่เป็นเวทีจะมีห้องเล็กๆ ขนาบอยู่สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นห้องเก็บของ อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องรับรองที่มีเก้าอี้และกระจกเงา ยี่สิบกว่าคนนั่งเบียดเสียดรวมกันอยู่ในห้องรับรอง ข้อดีของห้องรับรองนี้คือแม้จะมีพื้นที่คับแคบ แต่ก็มีหน้าต่างบานเล็กประมาณฝ่ามืออยู่หนึ่งบานซึ่งสามารถใช้สังเกตการณ์ภายในโรงยิมจากตรงนี้ได้ แน่นอนว่ามันมืดเกินกว่าจะมองอะไรได้ชัด แต่ถ้าเป็นแค่เงาของสัตว์ประหลาดที่ผ่านไปผ่านมาก็ถือว่ามองเห็นได้อย่างสบายๆ
“ฮึก…แม่ครับ…”
“ฮือ…ฮือ…”
เครือข่ายโทรศัพท์น่าจะยังใช้ได้ แต่พวกนักเรียนที่กำมือถือไว้คงกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อครู่เลยไม่มีใครกล้าเปิดมือถือขึ้นมาเลยสักคน ต่างคนต่างเอาแต่ร้องไห้ ผมหยิบหนังสือที่ตกอยู่บนพื้นมาแนบตรงหน้าต่าง หนังสือบทละครที่ชมรมละครใช้มีขนาดเท่ากับบานหน้าต่างพอดีเป๊ะ พอบังจุดที่แสงอาจลอดเข้ามาได้เรียบร้อย ผมก็เอาศอกกระแทกสีข้างคิมแจยองเบาๆ
“มีมือถือไหม”
“ไม่มี”
ทั้งผมและคิมแจยองต่างไม่มีมือถือติดตัว ผมฉวยมือถือมาจากนักเรียนชายที่กำลังร้องห่มร้องไห้ พอเปิดหน้าจอและถามหารหัสผ่าน เขาก็ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมากดรหัสผ่านปลดล็อกให้ ผมเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ข่าวสารทันที ในหน้าหลักของเว็บไซต์เต็มไปด้วยบทความคาดเดากันไปต่างๆ นานาถึง ‘ท้องฟ้าที่มืดดับกะทันหัน’ ‘ดวงจันทร์สีแดง’ และ ‘สัตว์ประหลาด’ แถมยังมีข่าวที่ออกอากาศแบบเรียลไทม์อีกด้วย ผมกดเปิดดูคลิปวิดีโอของสำนักข่าวที่กำลังออนแอร์แล้วลดเสียงลง
“…กรุณารีบอพยพเข้าไปยังอาคารใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด ประชาชนทุกท่านโปรดทราบ ขณะนี้ปรากฏการณ์ที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก รัฐบาลกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่ ดังนั้นขอให้ประชาชนทุกท่านปิดไฟให้หมดทุกดวงและโปรดรอคอยความช่วยเหลือในที่ที่ไม่มีคน ห้ามส่งเสียงดังโดยเด็ดขาด ผู้ที่อยู่ด้านนอกโปรดรีบอพยพเข้าไปยังอาคารใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด ประชาชนทุกท่านโปรดทราบ ขณะนี้ปรากฏการณ์ที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก รัฐบาลกำลังแก้ไขสถานการณ์อยู่ ดังนั้นขอให้…”
ในคลิปวิดีโอนั้นมีเพียงภาพที่เหมือนถูกบันทึกไว้เล่นซ้ำไปซ้ำมา ผมกดปิดแล้วคืนมือถือให้เจ้าของ แม้เสียงจะเบา แต่ก็เพียงพอให้คนให้ห้องได้ยินข่าวได้อย่างชัดเจน
“นี่มัน…เรื่องอะไรกันแน่…”
อีฮยอนอูพูดพึมพำ ผมเองก็อยากพูดแบบเดียวกัน แต่เป็นในความหมายอื่น…
หนึ่ง สอง สาม สี่…ยี่สิบสาม?
เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีผู้รอดชีวิตอยู่ในโรงยิมตั้งยี่สิบสามคนได้ล่ะเนี่ย! ผมค่อนข้างแน่ใจด้วยซ้ำว่าในความฝันมีแค่สิบกว่าคนเองนะ! ผมได้แต่ข่มกลั้นความรู้สึกไว้ไม่ให้โผเข้าไปกระชากคอเสื้ออีฮยอนอูมาเขย่า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
“…อ๊ะ!”
พอความตึงเครียดผ่อนคลายลง ความเจ็บปวดก็เริ่มเข้าเล่นงานไปทั่วร่าง ทั้งแผลบริเวณหน้าท้องที่โดนสัตว์ประหลาดโจมตี แผลบนไหล่ แล้วไหนจะแผลลึกที่แผ่นหลังอีก
คิมแจยองแย่งมือถือมาจากนักเรียนชายคนเมื่อครู่แล้วเปิดแฟลชส่องมาที่หลังของผม มันต้องเหวอะหวะน่ากลัวขนาดไหนกัน ทุกคนถึงได้ส่งเสียงเฮือกออกมา คิมแจยองถอดเสื้อนักเรียนของผม เมื่อฝืนดึงผ้าที่แนบติดกับเนื้อพร้อมกับสะเก็ดแผลออก ความปวดแสบปวดร้อนก็เริ่มมาเยือน ผมกัดต้นแขนตัวเองและกลืนเสียงครางกลับเข้าไปในลำคอ เมื่อถอดเสื้อออกหมดก็เห็นชัดเลยว่าทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยแผลและรอยช้ำสีแดงสดและม่วงคล้ำ ยังดีที่ผมเป็นผู้ตื่นรู้เลยพอทนได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงได้กลับบ้านเกิดไปแล้ว
“อึนซู”
“…ไม่เป็นไร ฉันทนได้ ยังไหวอยู่”
ผมพูดจริงนะ กระดูกไม่ได้หัก รอยฟกช้ำพวกนี้ไม่นานเดี๋ยวก็หาย ปัญหาคือแผลที่หลังต่างหาก ทุกครั้งที่ขยับตัว เลือดอุ่นร้อนก็จะไหลเป็นทางลงมาตามเอว เมื่อไหร่จะดีขึ้นก็ไม่รู้ แม่งเอ๊ย ถ้าได้กระเป๋าที่ทิ้งไว้ในห้องพยาบาลมาล่ะก็ อย่างน้อยคงได้ใช้ยาฆ่าเชื้อไปแล้ว…! ดูท่าคงต้องงดเคลื่อนไหวไปก่อนสักพัก
“มีใครบาดเจ็บอีกไหมครับ”
“…ผะ…ผมครับ พอดีล้มแล้วข้อเท้าพลิกน่ะครับ”
“นิ้วฉัน…”
อีฮยอนอูถามพร้อมกับส่องแฟลชไปที่คนอื่นๆ ก่อนจะมีคนยกมือขึ้นอยู่ประมาณสองสามคน ทุกคนแค่บาดเจ็บเล็กน้อยกันทั้งนั้นยกเว้นผม อีฮยอนอูจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ก่อนอื่น…ผมว่าเราซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ที่นี่จนกว่าทีมกู้ภัยจะมาเถอะครับ คนที่บาดเจ็บอาจจะลำบากหน่อย แต่ช่วยอดทนอีกนิดนะครับ”
พอเห็นอีฮยอนอูก้าวออกมารับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ผมก็รู้สึกปลื้มปริ่มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ชีวิตเอ็ง ข้าเป็นคนช่วยไว้นะเฟ้ย ไอ้หนู ผมหัวเราะอยู่ในใจพลางเอนตัวพิงผนังเพื่อเลี่ยงไม่ให้แผลกระเทือน
“ฮะ…ฮยอนอู ฉันโทรหา…พ่อกับแม่ได้ไหม…”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นเอ่ยถามเบาๆ อีฮยอนอูดึงบทละครตรงหน้าต่างออกแล้วกวาดสายตาไปรอบๆ โถงโรงยิม ด้านนอกคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เขาถึงได้แนบบทละครกลับคืนที่เดิม จากนั้นก็หันมากระซิบกับนักเรียนหญิงคนนั้น
“เราจะส่งเสียงดังไม่ได้เด็ดขาด…เพราะงั้นส่งเป็นข้อความแทนเถอะ อีกอย่างทุกคนครับ รบกวนช่วยปิดแจ้งเตือนในมือถือแล้วตั้งเป็นโหมดปิดเสียงให้ทีนะครับ”
ทันทีที่อีฮยอนอูพูดจบแล้วก็นั่งลง ความเงียบงันดำเนินไปชั่วขณะ บรรดานักเรียนกลั้นน้ำตาและเริ่มพากันส่งข้อความทางมือถือ ในจังหวะนั้นเองนักเรียนชายคนหนึ่งที่ตัวใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่นก็คลานเข้ามาหาผม เจ้าหมีสีน้ำตาลนั่นเอง เขาขยับปากด้วยสีหน้าที่เหมือนจะร้องไห้ออกมา
“รุ่นพี่…ผมขอบคุณจริงๆ นะครับ…เพราะรุ่นพี่…อุ๊บ!”
“…เงียบก่อน”
ผมอุดปากเจ้าหมีสีน้ำตาลไว้ เจ้านี่คงไม่โง่เง่าถึงขั้นยกเรื่องที่ผมพูดจาส่งเดชพร้อมกับมอบพลุสัญญาณให้ขึ้นมาพูดตรงนี้หรอกมั้ง ผมส่งสายตาดุดันไปให้ พอเจ้าหมีเห็นดังนั้นก็พยักหน้าสองครั้ง ก่อนจะหยิบมือถือออกมาพิมพ์บางอย่างลงในโน้ตแล้วยื่นให้ผมอ่าน
‘ผมรอดมาได้เพราะรุ่นพี่เลยครับ’
อ๋า โอเค…ผมพยักหน้าตอบกลับไปส่งๆ
‘แผลรุ่นพี่ลึกมากเลยครับ’
ผมส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร
‘ตรงทางเข้าโรงยิมเหมือนจะมีตู้ที่ทีมนักกีฬาใช้กัน ในนั้นมีกล่องปฐมพยาบาลอยู่ด้วยครับ’
คิมแจยองเข้ามาแย่งมือถือเจ้าหมีไป ดวงตาสีน้ำตาลของคิมแจยองคล้ายกำลังเลื่อนอ่านข้อความซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมอนี่คิดอะไรอยู่กันแน่ หวังว่าคงไม่ได้คิดที่จะออกไปจากที่นี่หรอกใช่ไหม ผมคว้าแขนคิมแจยองที่เหมือนจะคิดเรื่องเปล่าประโยชน์อยู่
“ถ้าออกไปนายได้ตายห่าของจริงแน่”
ในความฝันผมอดทนหลบอยู่ในโรงยิมราวๆ สามวัน พอจวนจะอดตายถึงค่อยย้ายไปที่โรงอาหาร หลังจากนั้นประมาณสิบวันผู้คนก็เริ่มทยอยตื่นรู้กันทีละคนสองคน เท่ากับว่านับจากนี้อีกประมาณสองสัปดาห์คิมแจยองก็จะตื่นรู้ ผมวางแผนอยู่ที่นี่ให้นานเท่าที่จะทนไหวแล้วค่อยย้ายไปทางห้องชมรม แม้จำนวนคนจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด แต่ถ้ากินอย่างประหยัดก็น่าจะสามารถอยู่ได้ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ผมต้องกันคิมแจยองไม่ให้เดินออกไปโดนเชือดตายโดยที่เกมหลักจริงๆ ยังไม่ทันได้เริ่ม
“เข้าใจแล้วล่ะ”
คิมแจยองตอบรับอย่างว่าง่ายผิดคาด นี่ยอมกันง่ายๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ ผมหรี่ตาจ้องมองหมอนั่น ซึ่งหมอนั่นก็แค่จ้องตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ ทั้งที่โลกกลายเป็นแบบนี้แล้วแท้ๆ แต่คิมแจยองกลับดูเหมือนอยู่คนละโลก แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์อย่างตอนนี้ เขาก็ยังไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยสักนิด แถมยังไม่ร้องไห้และไม่หวั่นวิตกอีกต่างหาก ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันแห่งหายนะ มีแค่คิมแจยองคนเดียวเท่านั้นแหละที่เหมือนเดิมและไม่เปลี่ยนไป พอมองสีหน้าที่สงบเยือกเย็นของคิมแจยองแล้ว ถ้าผมไม่ได้รู้สึกเจ็บแผลที่หลัง ผมคงเข้าใจผิดคิดไปว่านี่คือความฝัน
“…อินเตอร์เน็ตใช้งานไม่ได้แล้ว”
“เฮ้ย เครือข่ายล่มหมดเลยเหรอ”
นักเรียนสองสามคนลุกขึ้นโบกมือถือไปมาเพื่อหาสัญญาณ แต่ก็ไร้ประโยชน์ แหงล่ะ ไม่กี่วันหลังจากอินเตอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ไฟฟ้าก็จะดับตามมา ทีนี้สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าปัญหาสัตว์ประหลาดก็คือเรื่องอาหารและน้ำดื่ม…แม้รอบข้างจะตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แต่เปลือกตาผมกลับค่อยๆ ปิดลง เนื่องจากผมเอนตัวพิงผนังแบบเต็มแผ่นหลังไม่ได้ ท่านั่งจึงไม่ค่อยสบายตัวนัก แต่ต่อให้ไม่เป็นแบบนี้ ห้องนี้ก็ไม่มีที่พอให้เหยียดแข้งเหยียดขาแล้วล้มตัวลงนอนอยู่ดี ผมจึงได้แค่ขยับยุกยิกด้วยความอึดอัด
โอ๊ย ไม่รู้แล้วโว้ย
ผมซบหน้าลงกับไหล่ของคิมแจยองแล้วหลับตาลง พอเปลือยผิวอยู่แบบนี้แล้วก็หนาวไม่ใช่เล่นเลยแฮะ…
Comments



